Month: May 2021

  • #10 กราฟที่ทรงพลังที่สุด

    #10 กราฟที่ทรงพลังที่สุด

    ถ้าถามว่ากราฟแบบไหนทรงพลังที่สุดผมสามารถตอบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่าคือทรงแบบที่ผมโพสให้ดูอยู่ตอนนี้ กราฟนี้คือเคล็ดลับที่ปีเตอร์ ลินช์สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 29% 13ปี

    ผมไม่รู้ว่าในโลกของ commodity หรือคริปโตนั้นราคาถูกผลักดันด้วยปัจจัยอะไรบ้าง แต่ในโลกของหุ้นนั้น กำไรสุทธิคือแรงผลักดันราคาที่ดีที่สุด และนี่คือส่วนที่ผมคิดว่าการลงทุนหุ้นง่ายกว่าการลงทุนแบบอื่น เพราะถ้าเรามองภาพของกำไรออก เราก็สามารถมองภาพของราคาหุ้นได้

    ภาพที่ผมเอามาให้ดูคือภาพกราฟราคาของหุ้นบริษัทออราเคิลเทียบกับ PE จะเห็นได้ว่า ราคาของหุ้นวิ่งล้อไปกับPEเสมอ นั่นหมายความว่า ในระยะยาวราคาของหุ้นจะวิ่งตามกำไรของบริษัท ดังนั้นภาพใหญ่ที่เราต้องมองคือกำไร คุณภาพของกำไร และ biz model ที่ทำให้เกิดกำไร

    ผมคิดว่าถ้าเราคิดเรื่องพวกนี้ตอนดูกราฟจะทำให้เราสามารถเลือกหุ้นที่จะเล่น เลือกจังหวะที่จะเล่น และเลือกกลยุทธที่จะเล่นได้

    เช่น กราฟของบริษัทที่มี recurring income breakout พร้อม volume มหาศาล โดยที่ biz model ของบริษัทสามารถขยายงานได้เร็ว ไม่ต้องลงทุนสูง แบบนี้แปลว่ากำไรสามารถโตได้หลายๆไตรมาสต่อกัน ดังนั้นกลยุทธที่เราควรใช้กับการ breakout ครั้งนี้คือการ runtrend

    และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมเรายังต้องศึกษาfundamentalไม่ใช้pure technical เพราะถ้าเราต้องการที่จะเจอ winner stock ที่ให้ผลตอบแทนระดับหลายๆเด้ง เราต้องใช้ fundamental ช่วยคัดกรองด้วย

  • #9 SETบวกแต่หุ้นเราไม่บวกต้องทำยังไง

    #9 SETบวกแต่หุ้นเราไม่บวกต้องทำยังไง

    หุ้นเราขึ้นมาเยอะแล้วกำลังพักรึเปล่า สมมุติหุ้นเราขึ้นมา20-30%++ แล้วตอนนี้กำลังพักอยู่ก็ไม่ต้องทำอะไร ให้หุ้นได้พักบ้าง หุ้นจะขึ้นทุกวันเป็นไปไม่ได้

    แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้นต้องเช็คดูว่า

    1. หุ้นเราอยู่ใน uptrend รึเปล่า ราคาอยู่ในuptrendรึเปล่า ราคาอยู่เหนือ ma50d และ ma50d อยู่เหนือ ma200d รึเปล่า

    2. ซื้อหุ้นต่ำไปรึเปล่า บางทีเราซื้อหุ้นที่อยู่ในuptrendแล้วแต่อยู่ต่ำเกินไป คือมีแนวต้านอยู่ด้านซ้าย ถ้าแบบนั้นหุ้นจะขึ้นยากเพราะต้องฝ่าแรงขายของคนติดดอยรอบก่อน เช็คง่ายๆว่าตอนนี้ราคาอยู่ต่ำกว่าma200wรึเปล่า ถ้าอยู่ต่ำกว่าแปลว่าเราซื้อต่ำเกินไป

    3. หุ้นเรามี story support ที่ดีรึเปล่า story support ที่ดีที่สุดคืองบ เช็คดูว่างบที่ออกมาล่าสุดโตเกิน 20% มั้ย มีกำไรพิเศษอะไรที่เรามองข้ามไปรึเปล่า ถ้ากำไรออกมาดี เราซื้อในvaluationที่แพงเกินไปรึเปล่า กำไร Q หน้ามีโอกาสเติบโตมั้ย หรือจริงๆเราดันไปซื้องบที่โต Qเ ดียว

    ตลาดถูกเสมอ อย่าเอาเงินไปจมกับหุ้นผิดตัวครับ เลือกหุ้นleaderที่แข็งกว่าตลาด กำไรเติบโตแข็งแกร่ง เพิ่มเติมคือช่วงนี้เน้นtake profit เร็วหน่อย แบ่งขายออกมาบางส่วน ที่เหลือค่อย run trend อาจไม่ได้กำไรเต็มๆแต่ก็เป็นการช่วยลดความเสี่ยงในตลาดผันผวนครับ

    อย่ากลัวตกรถ เพราะถ้าเราเข้าใจ winner stock มันโผล่มาให้เราเห็นทุกไตรมาสครับ

  • #8 การ run trend ด้วยกฎ 7 สัปดาห์ (7 week rule)

    #8 การ run trend ด้วยกฎ 7 สัปดาห์ (7 week rule)

    ปัญหาใหญ่ของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการถือwinner stock ไม่นานพอ หรือไม่ก็run trendเพลินจนขายช้าเกินไปทำให้เกิด drawdown ลึก ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ

    ปกติแล้วการ run trend มีหลายวิธี เช่น เลื่อน trailing stop ขึ้นตาม low หรือตั้ง stop back ว่าลงจาก high กี่ % ถึงจะขาย

    แต่ที่ผมคิดว่าใช้ได้ดีและเหมาะกับ SET ของไทยคือกฎ 7 สัปดาห์

    วิธีใช้กฎ 7 สัปดาห์ก็ง่ายมากนั่นก็คือ
    1. ถ้าหุ้น breakout จาก base แล้วไม่หลุด MA10 d เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ให้ขายเมื่อหลุดเส้น MA10
    2. ถ้าหุ้น breakout จาก base แล้วหลุดเส้น MA10 d ก่อน 7 สัปดาห์ ให้ขายเมื่อหลุดเส้น MA50

    ด้วยวิธีนี้จะทำให้เราปกป้องกำไรจากหุ้นที่ขึ้นแรงๆได้ เพราะการใช้เส้น 10 ทำให้เราไม่เสียกำไรไปมากเมื่อเทียบกับการใช้เส้นอื่น

    และแน่นอนว่าวิธีนี้ก็เหมือนวิธีอื่นคือไม่ใช่ holy grail ดังนั้นมันก็อาจจะมีข้อดี-ข้อเสีย เหมือนกับวิธีอื่นๆ ดังนั้นเราก็ต้องทำใจเรื่องนี้ไว้ด้วย แต่โดยรวมผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดี และช่วยให้เราสามารถถือหุ้นได้ยาวนานขึ้นครับ

  • #7 3ประโยคทำลายmindset

    #7 3ประโยคทำลายmindset

    ในกระบวนการเทรดทั้งหมดผมให้ความสำคัญกับmindsetที่สุด เพราะmindsetจะเป็นตัวนำเราไปสู่tradesetup ,valuation ,money management ที่ถูกต้อง

    ผมขอยกตัวอย่างที่มักนำไปสู่ความผิดพลาดในการเทรด – ลงทุน ที่พบบ่อยๆ ที่เราไม่ควรพูดหรือเอาตัวไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เพราะสุดท้ายมันจะพาเราไปสู่ความเสียหายรุนแรงได้ ดังนี้

    1. ลงมาอีกเยอะๆจะได้ซื้อเอาปันผล
    ถ้าเราซื้อหุ้นถูกตัวมันจะไม่ลง ไม่ต้องพูดถึงเชิงmomentumเพราะถ้ามันลงแปลว่าผิดทาง แต่ในเชิงพื้นฐานหุ้นที่เราซื้อก็ไม่ควรลงเช่นกัน เพราะการลงของหุ้นอาจแปลว่าเราวิเคราะห์อะไรซักอย่างผิด หรืออาจจะซื้อในราคาที่แพงเกินไป

    การที่หุ้นลงมาเยอะเกินไปอาจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นฐาน

    นอกจากนี้หุ้นเมืองไทยที่เป็นlongterm growthมีน้อยมากๆ การซื้อโดยหวังปันผลสุดท้ายแล้วอาจไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปและความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานที่อาจทำให้เกิดการขาดทุนได้

    2. ไม่ได้อยากเป็นแชมป์เทรด
    ไม่ได้อยากเป็นแชมป์เทรดหรือคำพูดแนวๆว่าไม่ได้อยากเก่งมาก อยากแค่กำไรพออยู่พอกินนี่จริงๆเป็นคำพูดที่อันตรายมาก เพราะเรากำลังอยู่ในสนามเดียวกับผู้เล่นมืออาชีพมากมาย ถ้าเราไม่ทำตัวแบบมืออาชีพสุดท้ายแล้วมีโอกาสที่เราจะขาดทุนสูงมาก

    เหมือนเราขึ้นเวทีมวยอาชีพต่อให้เราบอกว่ามาชกเล่นๆ แต่อีกคนมาแบบมือาชีพสุดท้ายคู่ชกเราไม่สนหรอกว่าเราคือใคร ถ้าเราเตรียมตัวมาไม่ดีพอก็ต้องเจ็บกลับไปแน่นอน

    3. ขออีกครั้งเดียว
    นี่คือประโยตที่อันตรายที่สุด ประโยคนี้นอกจากจะบอกถึงความไม่มีวินัยแล้วยังบอกถึงความไม่มีแผนในการเทรดของเราด้วย

    ในการเทรดทุกครั้งเราต้องมีแผนในการซื้อ-ขาย และมีการบันทึกแผนนั้นเพื่อทำการพัฒนาแผน การที่เราปล่อยให้ทุกๆการเทรดของเราไม่มีแผนเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเพราะเราจะไม่มีโอกาสได้พัฒนาตัวเองเลย และยิ่งเราปล่อยปะละเลยหวังใช้โชคในการเทรดโดยหวังว่าขออีกครั้งเดียวแล้วจะไม่ทำแล้วยิ่งเป็นการทำให้จิตใจของเราอ่อนแอและเป็นการฝึกให้ตัวเองหย่อนวินัย สุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีวินัยในการลงทุน

    3 ประโยคนี้เป็นเรื่องที่เราต้องแก้ให้เร็วที่สุด อย่าให้เกิดขึ้นอีกในการลงทุนของเรา ยิ่งเราแก้ 3 อย่างนี้ได้เร็วเท่าไหร่ mindset ของเราจะยิ่งพัฒนาได้เร็วขึ้นเท่านั้น

  • #6 อ่านงบยังไง – ต้องอ่านอะไรในงบ?

    #6 อ่านงบยังไง – ต้องอ่านอะไรในงบ?

    ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่บจ.ค่อยๆประกาศผลประกอบการQ1 ถ้าเราใช้พื้นฐานก็ต้องอ่านงบใช่ไหมครับ ทีนี้ไอ้การอ่านงบนี่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

    สมัยเริ่มลงทุนใหม่ๆพอถามเรื่องอ่านงบรุ่นพี่ก็จะแนะนำหนังสือสอนอ่านงบของพวกที่เรียนบัญชีมาให้ ซึ่งอ่านแล้วก็ได้ความรู้อยู่ เพียงแต่ว่ามันเป็นความรู้ที่ว่าสิ่งๆนั้นในงบเรียกว่าอะไร แต่ไม่สามารถจับประเด็นเพื่อต่อยอดได้

    เพราะตามตำราแล้วก็จะสอนให้ดูDE current ratio quick ratio เพื่อตรวจสอบสุขภาพของบริษัทว่าแข็งแรงมั้ย แข็งแรงแล้วยังไง ควรซื้อมั้ยหรือต้องดูอะไรต่อ

    ดังนั้น ผมจะสรุปให้สั้นๆว่า ดูงบควรดูอะไรบ้าง

    Auditor report สะอาด
    ข้อนี้คือข้อที่ต้องดูข้อแรก ต่อให้กำไรดีขนาดไหนถ้าผู้สอบชี้ให้เห็นว่ามีเหตุให้สังเกตต้องระวังไว้ก่อน งบที่ดีผู้สอบบัญชีจะให้เป็นข้อสรุปแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้ามีปัญหาผู้สอบบัญชีอาจเขียนว่าไม่แสดงความคิดเห็น หรือแสดงความคิดเห็นว่าไม่ถูกต้องเราก็ไม่ควรไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้

    ทริคคือปกติหน้าauditor reportของบริษัทที่ไม่มีปัญหาจะเขียนสั้นๆ อ่านเข้าใจง่าย แต่ถ้ามีปัญหาจะเขียนยาวมากกกกกก ถ้าเห็นว่าauditor reportเขียนหลายหน้าให้เดาไว้ก่อนเลยว่าน่าจะมีปัญหา

    1. รายได้โต กำไรโต กำไรสำคัญที่สุด หุ้นที่จะไปได้ไกลกำไรต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย20% และจะยิ่งแข็งแกร่งเมื่อรายได้โตด้วย ที่สำคัญมากกว่ารายได้โตกำไรโตคือต้องโตกว่าที่คาด เราจะเห็นว่าบางครั้งเราเขอหุ้นรายได้โต กำไรโต แต่หุ้นไม่วิ่ง หรือบางครั้งหักหัวลงด้ว

    นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

    2. นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

    ดังนั้น กำไรที่โตขึ้นมาต้องไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น การขายที่ดิน การขายค่าเงิน หรือถ้าเป็นกลุ่มที่รับรู้รายได้จากbacklog เช่น รับเหมาหรืออสังหา ก็ต้องมีภาพของกำไรในอนาคตให้เห็นว่าจะโตขึ้นยังไง

    3. กำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการบริหารต้องไม่ได้ดีขึ้นไตรมาสเดียว บางครั้งกำไรอาจโตจาการที่ต้นทุนสินค้าลด หรือค่าใช้จ่ายบริหารลด แต่นั้นต้องไม่ใช่การลดแค่ครั้งเดียว ต้องเป็นการลดที่จะแสดงว่าจะมีผลต่อไตรมาสต่อๆไปด้วย

    4. มีค่าเสื่อมที่มีมูลค่าสูงกำลังจะหมดหรือไม่ ในบางธุรกิจค่าเสื่อมบางตัวตัดหมดแล้วหมดเลย ไม่ต้องซื้อใหม่มาทดแทน เช่นอาคารสำนักงาน ถ้าค่าเสื่อมพวกนี้หมดไปจะทำให้กำไรไตรมาสที่เหลือโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    5. ภาษีที่ลดหรือที่จ่ายอยู่มีโอกาสเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอนาคตหรือไม่ บางธุรกิจได้รับการยกเว้นภาษี หรือภาษีที่ได้รับการยกเว้นจะต้องกลับมาจ่ายเต็มจำนวนแล้ว ทั้งหมดนี้มีผลต่อกำไรทั้งสิ้น ดังนั้นส่วนนี้ก็ต้องจับตาดูให้ดี

    สรุปแล้ว อะไรที่มีผลต่อกำไรคือสิ่งที่เราต้องจับตาดู เพราะกำไรและคุณภาพของกำไรจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งไปข้างหน้า