Month: July 2021

  • #13 สิ่งที่เราควรรู้และควรทำก่อนงบออก

    #13 สิ่งที่เราควรรู้และควรทำก่อนงบออก

    ช่วงเวลาที่เล่นหุ้นยากที่สุดคือช่วงประกาศงบของทุกไตรมาส ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นได้ว่าหุ้นจะเหวี่ยงมากๆ นั่นเพราะข่าวสารทุกอย่างมันประเดประดังกันเข้ามา

    ช่วงนี้จะเป็นช่วงวัดใจมากๆ เพราะถ้าหุ้นที่เรามีไม่ได้แข็งแกร่งมากๆแล้วยืนสวน SET แต่กลับไหลลงมาเรื่อยๆ สภาพตอนนี้จะเป็นช่วงที่ port เกิดการ drawdown สูงมาก

    ดังนั้นเราจึงควรมีแผนสำหรับรับมือความผันผวนในช่วงประกาศงบ

    ก่อนอื่น สิ่งที่เราต้องรู้คือ ไตรมาสนี้หุ้นที่เราถือจะมีกำไรสุทธิเท่าไหร่ ความผิดพลาดที่นักลงทุนชอบทำหลังจากซื้อหุ้นคือปล่อยเลยตามเลย ทั้งที่จริงๆแล้วเราควรประมาณการกำไรงบทุกไตรมาส เพราะการทำประมาณการงบรายไตรมาสจะทำให้เราเห็นภาพว่างบปีที่เราคาดการณ์นั้นมีความเป็นไปได้ขนาดไหน

    ที่สำคัญก็คือเราจะได้มีเกณฑ์ยึดได้ว่างบที่ออกมานั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าประมาณการ เพราะหุ้นเป็นเรื่องของความคาดหวัง ต่อให้งบออกมาโตแต่โตน้อยกว่าความคาดหวังหุ้นก็สามารถลงได้เยอะ

    สิ่งที่เราต้องเช็คอันดับ 2 คือ หุ้นยังอยู่ใน uptrend หรือไม่ การที่เราซื้อหุ้นแล้วต้องการจะผ่านการประกาศงบ หุ้นควรแสดงความแข็งแกร่งตลอดเวลา โดย price > MA20 > MA50 > MA200

    สถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่เจอและตัดสินใจยากก่อนงบออกคือ valuation แล้วพบว่าหุ้นมี upside สูงแต่ราคากลับไม่แสดงความแข็งแกร่งและหลุด MA20

    กรณีแบบนี้ผมดูภาพของความแข็งแกร่งมาก่อน valuation เสมอ และเลือกที่จะขายหุ้นออกไปมากกว่าทนถือ แล้วค่อยหาทางเข้าซื้ออีกทีหลังงบออกและหุ้นแสดงความแข็งแกร่งอีกครั้ง

    หุ้นผู้ชนะที่จะไปได้ไกลต้องประกอบด้วย 2 อย่าง คืองบที่ดีและ demand มหาศาลที่จะผลักดันราคาขึ้นไป

    การที่หุ้นแสดงความอ่อนแอด้วยการหลุด MA20 ก่อนงบออก เป็นสัญญาณที่ไม่ดี(ความจริงไม่ควรหลุด MA10 เลยด้วยซ้ำ) อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการ sall on fact หรืออาจเป็นการบอกใบ้ว่างบที่จะออกมาในไตรมาสนี้อาจไม่เป็นตามที่ตลาดคาดหวัง

    แน่นอนว่าวิธีการนี้ไม่ใช่ holy grail อาจมีบางครั้งที่เราขายแล้วงบออกมาดีและหุ้นกลับมาวิ่งแรงอีกครั้ง แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่า การเลือกความแข็งแกร่งของหุ้นในช่วงก่อนงบออกสามรถช่วยปกป้องพอร์ตของเราได้ดีกว่า และเมื่อเราเล่นเกมรับได้ดีแล้วการกลับมาเล่นเกมรุกหลังงบออก สามารถทำได้ดีและทำให้พอร์ตกลับมาเติบโตได้ง่ายกว่าการปล่อยหุ้นไหลลงเพราะเชื่อว่างบจะออกมาดีครับ

  • #12 ทำไมหุ้นรับเหมาถึงมี PE มากกว่าหุ้นอสังหา

    #12 ทำไมหุ้นรับเหมาถึงมี PE มากกว่าหุ้นอสังหา

    ในการลงทุนนั้นมี 2 อุตสาหกรรมที่ถูกเปรียบเทียบกันเสมอคือรับเหมาก่อสร้างและอสังหา (developer) เพราะภาพที่เรามองเห็นโดยมากจะเป็นว่า หุ้นรับเหมาก่อสร้างเป็นหุ้นที่มีกำไรและ margin ไม่แน่นอนรวมทั้งเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมี brand ส่วนหุ้นอสังหานั้นมีอัตรากำไรที่มากกว่า margin เสถียรกว่า และมี brand

    แต่พอมาดูในตลาดจะเห็นว่าหุ้นอสังหาจะมี PE ประมาณ 5-8 ส่วนหุ้นหรับเหมากลับมี PE 12-15 ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วไป

    แต่ตลาดมีเหตุผลเสมอ PE ที่ตลาดให้ไม่เคยมามั่วๆ

    ถ้าเรามาถอดชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมดูจะเห็นได้ว่า บริษัทรับเหมามีความแน่นอนของรายได้และกระแสเงินสดมากกว่า developer

    เพราะธุรกิจรับเหมานั้นรับรู้รายได้ตามความสำเร็จของงาน เมื่องานส่วนนั้นๆเสร็จ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินแน่นอนไม่ต้องลุ้นอะไร(ยกเว้นโดนชักดาบ)

    ดังนั้นสิ่งที่ผู้รับเหมาต้องทำคือควบคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ ซึ่งถ้ารูปแบบของงานและสถานที่ก่อสร้างอยู่ในพื้นที่คุณเคย บริษัทรับเหมาแทบจะรู้กำไรของตัวเองตั้งแต่ก่อนก่อสร้างแล้ว

    นอกจากนี้ PE ของธุรกิจรับเหมาก็ต่างกันไปเล็กๆน้อยตามลักษณะงานและความแน่นอนของรายได้ด้วย เช่น บริษัทที่ทำงานฐานรากหรือเสาเข็ม ก็มีความแน่นอนของรายได้และกำไรมากกว่าบริษัทรับเหมาที่รับงานสถาปัตย์ตกแต่ง

    เพราะงานฐานรากเป็นงานที่ต้องทำส่วนแรกของโครงการ เป็นช่วงที่ dev กำลังมีเงิน และเป็นส่วรสำคัญ ถ้าไม่จบงานฐานรากก็ไปทำส่วนต่อไปไม่ได้ และงานฐานรากยังมีรายละเอียดเรื่องความสวยงามน้อย ขอแค่ทำถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรมก็ถือว่าผ่าน

    ดังนั้นกำไรของแต่ละโครงการก็จะใกล้ๆกัน

    ส่วนบริษัทรับเหมาที่ทำพวกงานตกแต่งมากก็จะเป็นงานส่วนปลายน้ำและมีรายละเอียดมากกว่า ต้องการช่างที่มีฝีมือมากกว่า ควบคุมงานยากกว่า ก็มีโอกาสที่ margin ผันผวนมากกว่า

    อีกเรื่องที่บริษัทรับเหมาชอบพลาดก็คือไปรับงานที่ไม่ถนัดหรือไม่เคยทำ เช่น ในอดีตมีบริษัททำเกี่ยวกับเหล็กไปรับงานรับเหมาปรับปรุงสนามบิน สุดท้ายด้วยความไม่ชำนาญทำให้งานนั้นต้องขาดทุน

    ตัดมาที่บริษัทอสังหา ดูผ่านๆเหมือนจะมีmarginที่มากกว่าและมี brand แต่พอมองให้ลึกลงไปbrandมีผลค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับทำเล โดยรวมถ้าเป็น developer ที่มีชื่อเสียงพอๆกันในทำเลเดียวกัน ลูกค้าก็มักจะเลือกที่ทำเลและแบบมากกว่า

    กิจการทั้ง 2 แบบมี backlog เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือคุณภาพของ backlog เพราะในธุรกิจอสังหาการรับรู้รายได้เกิดขึ้นเมื่อโอน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสามารถทางการเงินของลูกค้าและนโยบายของธนาคาร ดังนั้น backlog ที่เห็นเยอะๆสุดท้ายอาจจะโอนได้แค่ 50%

    ตลาดให้ความสำคัญกับความแน่นอนของรายได้มากกว่า ดังนั้น นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม PE ของหุ้นอสังหาถึงต่ำกว่าหุ้นรับเหมาครับ