Month: March 2025

  • #36 ทำไมนักลงทุนที่เก๋าถึงอยู่รอดได้นานกว่านักลงทุนที่เก่ง

    #36 ทำไมนักลงทุนที่เก๋าถึงอยู่รอดได้นานกว่านักลงทุนที่เก่ง

    นอกจากความเก่งแล้ว ผมคิดว่ามีอีกคุณสมบัตินึงที่จะทำให้นักลงทุนอยู่รอดในตลาดนั่นคือความเก๋า คนเก่งนั้นสามารถทำผลตอบแทนจากตลาดได้เยอะ แต่จะมีแค่คนที่เก๋าเท่านั้นที่เก็บกำไรไว้ได้

    ความเก่งในตลาดหุ้นคือการมี stock selection ที่ดี มีการจัดการความเสี่ยงของตัวหุ้น ทั้งการควบคุม position size, exposure, การวางstop loss และการดูmarket direction

    แต่ความเก๋าเป็นอีกมิติหนึ่งของการลงทุน เพราะการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของตลาด ความเก๋าในตลาดหุ้นคือการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง

    เวลาพูดถึงความเสี่ยงของตลาดหุ้นคนชอบพูดถึง black swan หรือความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดเกิดในตลาดหุ้นเลย

    สิ่งที่เราเจอในตลาดหุ้นมักจะเป็นความเสี่ยงที่ถูกละเลยหรือ grey rhino มากกว่า

    grey rhino คือแนวคิดของ michele wucker ที่อธิบายถึงเหตุการณ์อันตรายที่เห็นได้ชัดเจนแต่ไม่มีใครให้ความสำคัญ เหมือนแรดที่ยืนอยู่ตรงหน้าแบบไม่หลบซ่อนแต่ไม่มีใครสนใจ ทั้งๆที่มันสามารถวิ่งเข้ามาโจมตีเราได้

    ความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนต้องเจอแต่ละเลยคือการที่เจอเหตุการบางอย่างที่มากระทบกับ will power เช่น ความเจ็บป่วยทั้งของตัวเองและคนรอบตัว ปัญหาเศรษฐกิจรอบตัว หรือเหตุการณ์บางอย่างที่มากระทบจิตใจ ทำให้ความเข็มข้นในการลงทุนลดลงจากเดิม

    เหตุการณ์พวกนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเมื่อเกิดแล้วจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนอย่างมาก

    นักลงทุนที่เก๋าคือคนที่เตรียมพร้อมจะเจอกับ grey rhino โดยแต่ละคนจะมีวิธีการแตกต่างกันออกไป เช่น แบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่หุ้นอย่างอสังหาหรือพันธบัตร ทำกิจการอื่น หรือเลือกที่จะไม่ลาออกจากงาน

    ทั้งหมดนี้ขัดต่อภาพความเป็นนักลงทุนที่เก่ง เพราะคนมักจะมองว่านักลงทุนที่เก่งต้องเป็นfulltimeและมีportเป็นสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งอย่างเดียว

    แต่นักลงทุนที่เก๋าคือคนที่เข้าใจว่าจะเอาตัวรอดยังไงถ้ามีปัญหาอื่นมากระทบจิตใจ พวกเขารู้ว่าการลงทุนไม่ได้แยกขาดจากชีวิตส่วนตัว การจัดการชีวิตและการหาทางรับมือในวันที่will powerลด จึงเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม

    ความเก๋าจึงเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้นักลงทุนอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในตลาด เพราะนักลงทุนที่เก๋าไม่ได้แค่เตรียมรับมือกับตลาด แต่ยังเตรียมรับมือกับชีวิตด้วย

    ความเก่งอาจช่วยให้เราได้กำไร แต่ความเก๋าคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ระยะยาวครับ

  • #35 หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการโดนshort

    #35 หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการโดนshort

    เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์หลายคนพูดว่า การshotหุ้นนั้นยากกว่าการlong 3 เท่า เพราะปกติแล้วรอบขาขึ้นมักจะยาวนานกว่าขาลงและเป็นการขึ้นแบบค่อยๆค่อยๆไป แต่การลงโดยมากจะเป็การลงแบบcollapse คือลงแรงและตามมาด้วยการreboundแบบรวดเร็ว ทำให้การshortต้องอาศัยการจับจังหวะมากกว่าการlongมาก

    ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยเล่นฝั่งshortเลย แต่ก็คิดว่าควรศึกษาไว้ เพื่อที่จะเข้าใจว่าคนที่อยู่ในอีกฝั่งของการเล่นมองหุ้นยังไง จะได้ใช้เป็นแนวทางในการtake profitและปกป้องความเสี่ยง

    dana galante และ ahmet okmus ซึ่งเป็นmarket wizard ที่เน้นไปในแนวทางการshortหุ้น มีเกณฑ์ใหการเลือกหุ้นที่จะshortที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะข้อสังเกตของ dana galante ในการ short หุ้นด้วยการใช้ relative strength

    dana galante ให้ข้อสังเกตว่า ในตอนแรกกองทุนที่เธอทำงานอยู่ใช้วิธีการlongหุ้นที่มีค่าRSสูง และshortหุ้นที่มีRSต่ำ ซึ่งดูเผินๆแล้วน่าจะได้ผล เพราะหุ้นที่RSต่ำนั้นจะมีลักษณะlaggard

    แต่กลายเป็นว่าหุ้นที่RSต่ำนั้นโดยมากจะลงมาเยอะจะกลายเป็นหุ้นที่ถูก(มีลักษณะของvalue stock) ทำให้การshortไม่ได้ผล และdana galanteก็ไม่ได้เลือกshortหุ้นที่งบการเงินแสดงการลดลงของกำไรด้วย

    หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการshortของdana galanteจึงเป็นหุ้นที่RSสูงและมีกำไรเติบโต แต่มีแนวโน้วว่ากำไรในอนาคตจะลดลง โดยมีจุดสังเกตดังนี้

    1.ต้นทุนกำลังจะสูงขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมัน

    2.ยังมีการเติบโตของรายได้แต่เริ่มลดลง และกำไรโตจากการลดค่าใช้จ่าย

    3.กำไรของบริษัทยังดีมาก แต่เริ่มเห็นว่ามีคู่แข่งไล่ตามมาติดๆ

    4.บริษัทเปลี่ยนแปลงธุรกิจ จากธุรกิจที่เคยทำไปทำธุรกิจที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในขณะนั้น

    5.มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารบ่อยๆ โดยเฉพาะฝ่ายการเงิน หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้สอบบัญชี

    6.มียอดลูกหนี้การค้าสูงขึ้นมากๆ

    7.บริษัทมีสินค้าชนิดเดียว บริษัทแบบนี้ถ้าสินค้าไม่เวิร์คหรือทำการตลาดผิดพลาด โอกาสที่จะเกิดการขาดทุนครั้งใหญ่มีสูง

    ahmet okmus นั้นนอกจากมองปัจจัยที่บริษัทจะเกิดการลดลงของกำไรและราคาหุ้นที่วิ่งจนแพงมากๆแล้ว เขายังมองหาตัวเร่งที่จะทำให้กำไรลดลง หรือทำให้ตลาดเกินการปรับPEด้วย

    เพราะตอนที่หุ้นวิ่งขึ้น แม้ว่าจะแพงมากแล้วแต่ถ้าไม่เกินการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐาน คนก็ยังจะมองหุ้นในแง่ดีและเข้าไปซื้อเรื่อยๆ การที่รอจนเห็นตัวเร่งและมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานจึงปลอดภัยกว่าการที่เข้าshortเพราะเห็นว่าหุ้นแพงเพียงอย่างเดียว

    ทั้งหมดนี้คือข้อสังเกตที่เราต้องเอาไปพิจารณาว่าหุ้นที่เราถือเริ่มมีสัญญาณของการขายหรือยัง เพื่อจัดการความเสี่ยงและลดdrawdownให้กับportfolioของเราครับ

  • #34 ถ้าหุ้นทุกตัวPE8

    #34 ถ้าหุ้นทุกตัวPE8

    ผมลองคิดเล่นๆว่า ถ้าตลาดหุ้นไทยลงไปจนถึงระดับที่หุ้นทุกตัวPE8 จะมีหุ้นตัวไหนบ้างที่น่าสนใจ

    ผมเลือกสมมุติที่PE8 เพราะที่ PE8 จะมีearning yield(eps/price) ที่12% ถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างconservative

    หุ้นที่ถูกตัดออกไปเป็นกลุ่มแรกคือหุ้นที่มีproductเดียวแต่brandไม่แข็งแกร่ง มีช่องทางจำหน่ายสินค้าจำกัด

    หุ้นพวกนี้มีความเสี่ยงในการที่จะโดนแย่งพื้นที่จัดจำหน่าย และถ้าบริหารการตลาดไม่ดีก็มีสิทธิ์ที่สินค้าจะโดนแย่งmarketshare

    หุ้นที่ถูกตัดไปเป็นกลุ่มที่2คือกลุ่มที่เป็นcommodity ตอนที่หุ้นถูกทั้งตลาดเราควรสร้างความได้เปรียบจากหุ้นที่มีmoatแต่ถูกเทรดด้วยPEที่ต่ำ เพราะmoatที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวช่วยให้บริษัทสามารถมีROICที่นานกว่าบริษัทที่ไม่มีmoat

    หุ้นที่น่าสนใจคือหุ้นที่มีสัมปทานคุ้มครอง มีผู้เล่นน้อยราย และ/หรือ มีswitching costสูง การที่มีผู้เล่นน้อยรายจะทำให้บริษัทสามารถเพิ่มGPขึ้นได้ และอาจมีbonusจากการลดต้นทุน

    กลุ่มโรงพยาบาลที่มีbrandแข็งแกร่งก็ดูมีความน่าสนใจ ที่ผ่านมาหุ้นโรงพยาบาลไทยเทรดด้วยPEที่อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด ถ้าตลาดให้ส่วนลดกับPEเยอะๆก็ดูน่าสนใจ ความเสี่ยงคือการที่ลูกค้าต่างชาติโดนดึงไปที่อื่น และมีบางส่วนถูกตัดสวัสดิการทำให้ไม่สามารถมีรายได้/คนได้สูงในระดับเดิม แต่ถ้าPEอยู่ในระดับต่ำเพียงพอก็น่าจะให้ risk/rewardที่คุ้มค่ากับการลงทุน

    กลุ่มhigh growthที่กำลังเติบโตจากการขยายสาขา พวกนี้ก็ได้ประโยชน์จากการที่PEลดและrisk/reward สูงขึ้น แต่ก็ต้องดูแยกเป็นธุรกิจไป

    ร้านอาหารที่ราคาถูกกว่า อาหารรสชาติกินซ้ำได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบร้านที่ขายอาหารเฉพาะกลุ่ม

    กลุ่มคลินิคเสริมความงามที่มีปัญหาPEสูงก็ดูน่าสนใจ เพราะเจริญเติบโตต่อเนื่องมาหลายไตรมาส ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีทำให้เจ้าเล็กเริ่มมีความระวังในการขยายสาขา ถึงภาพจะไม่ได้ออกมาในภาพที่เจ้าใหญ่สามารถครองตลาดได้ แต่ก็เป็นภาพที่เจ้าใหญ่ได้เปรียบจากการกินmarket share แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังมีจุดที่ต้องระวังเรื่องการบริหารค่าใช้จ่ายและงบการตลาด

    พอมองแบบนี้ก็ยังพอเห็นว่าถ้าหุ้นลงมามากเพียงพอก็ดูจะมีหุ้นที่คุ้มrisk/rewardโผล่มาบ้าง ถึงแม้สถานการณ์จริงหุ้นอาจไม่ได้ลงมาในระดับPE8 แต่อย่างน้อยเราก็พอจะมีwatchlistในกรณีที่หุ้นลงมาเยอะๆเพื่อคอยหาโอกาสซื้อ

  • #33 สู้อย่างไรในตลาดขาลง

    #33 สู้อย่างไรในตลาดขาลง

    ถ้านับจากhighล่าสุดในเดือนตุลาคมปี2024ที่1506.82 ถึงตอนนี้ SETปรับตัวลงมาแล้ว300กว่าจุด แต่ถ้ามองภาพย้อนไปไกลกว่านั้น เราจะเห็นว่าSETเป็นขาลงมานานหลายปีแล้ว เพียงแต่ปีนี้ลงแรงและไม่มีหุ้นนำตลาดที่มีสภาพคล่องและวิ่งได้แรงพอจะเป็นหลุมหลบภัยเหมือนปีที่ผ่านๆมา ดูได้จาก 5 อันดับ YTD performanceของปีนี้

    1.M-PAT +104%

    2.PIS +85%

    3.CIMBT +55%

    4.MORE +50%

    5.PTECH +42%

    จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรกเป็นหุ้นที่สภาพคล่องต่ำหรือเป็นการเด้งขึ้นมาจากlow ต่างจากปีก่อนๆที่ leader มีการสร้างฐาน และมีstoryการเติบโตsupport

    ทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะหลบเลี่ยงความเสียหายของportคือการถือเงินสด ซึ่งผมคิดว่านักลงทุนส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นมือใหม่น่าจะสามารถเปลี่ยนหุ้นมาเป็นเงินสดได้จากการที่มี stop loss backstop และจากการที่หุ้นหลุดtrendline

    แต่ความเสียหายที่มักจะเกิดขึ้นคือ การที่เรากลัวที่จะตกรถ ทำให้เข้าไปซื้อหุ้นที่เด้งขึ้นในระหว่างที่ตลาดเป็นขาลง ทำให้portค่อยๆโดนกัดกินจากการโดนstop lossหลายครั้งติดๆกัน

    ดังนั้นเราต้องสร้างกฎและปรับวิธีการเทรดเพื่อที่จะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยมีข้อแนะนำเบื้องต้นคือ

    1.ลดSetup ลดtimeframe ลดกลยุทธ ลดproduct

    รูปแบบsetupที่มีมากเกินไป การเทรดในหลายtimeframeและมีหลายกลยุทธ เช่น มีทั้งday trade swing trade run trend มีการเทรดทั้งในหุ้นและfutures พวกนี้ทำให้มีปริมาณการเทรดมากเกินไป เราจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีproductมาล่อให้เราซื้ออยู่ตลอดเวลา

    เลือกให้เหลือเพียง 1 product 1 timeframe 1กลยุทธ จะช่วยให้เราไม่ไปเผลอซื้อในช่วงที่ไม่ควรซื้อ

    2.เลือกproduct และ setup ที่มีค่าexpectancyเป็นpositive

    เช็คผลการเทรดว่าใน 10 เทรดหลังสุดของเราหุ้นวิ่งไปได้ไกลขนาดไหน เราสามารถปรับstoplossให้สมดุลกับการวิ่งของหุ้นได้หรือไม่

    เราต้องการ risk reward ratio ขั้นต่ำ 1:2 นั้นหมายตวามว่าเราต้องการ win rate 33.33% เพื่อที่จะbreakeven ถ้า10เทรดหลังสุดของเราไม่สามารถปรับstoploss เพื่อสมดุลRRRได้ให้พักการเทรด

    ถ้าต้องการทดลองซื้อให้ให้position sizeที่ต่ำมากๆ

    3.สร้างความชัดเจนให้market breadth

    MBจะเป็นตัวบอกว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้หรือไม่ เราต้องสร้างความชัดเจนให้MBว่าเราจะเลือกใช้ตัวไหน ถ้าเราดูMBหลายค่ามากเกินไปจะทำให้เราสับสน และอาจทำให้เราเข้าซื้อโดยไม่มีหลักการรองรับ

    ภาวะตลาดแบบนี้เหมือนเป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายคือ เราสามารถทำข้อมูลMB เพื่อที่ในตลาดขาลงรอบต่อๆไปเราจะสามารถรักษาportของเราไม่ให้เสียหายได้

    4.สร้างระบบscoreเพื่อselective buy

    เราต้องสร้างระบบscoreเพื่อที่จะคัดกรองหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ระบบscoreอาจประกอบทั้งfundamentalและtechnical การที่เราสร้างระบบscoreจะทำให้เราเห็นลักษณะหุ้นที่เป็นbig winnerชัดเจนขึ้น และถ้าเราทำมันอย่างเป็นระบบและconsevativeเพียงพอเราจะพบว่า หุ้นที่เป็นbig winnerจะมีscoreที่สูงกว่าหุ้นที่เป็นleaderทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

    เราอาจพิจารณาซื้อหุ้นที่มีscoreสูงโดยไม่สนMB เพราะbig winnerจะวิ่งขึ้นก่อนที่ตลาดจะกลับตัว และมีความทนทานกับการปรับตัวลงของตลาด

    แต่ต้องย้ำอีกทีว่า ระบบscoreของคุณต้องมีความละเอียดและมีความconservativeเพียงพอที่จะทำให้มีหุ้นส่วนน้อยที่จะได้scoreสูง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเราเพิ่มปริมาณการเทรดโดยเปล่าประโยชน์

    4ข้อนี้คือข้อแนะนำเบื้องต้นที่จะทำให้เราปรับปรุงวิธีการเทรดและรักษาportไม่ให้เสียหายมาในตลาดขาลงครับ