ในบรรดากิจกรรมทั้งหมดที่นักลงทุนควรทำเพื่อพัฒนาตัวเองการบันทึกการเทรดคือสิ่งที่ควรทำมากที่สุดแต่กลับเป็นกิจกรรมที่ถูกทำน้อยที่สุด และยิ่งน้อยลงไปอีกถ้าเป็นสาย fundamental
คือถ้าเป็นสายtraderนี่แทบจะถูกบังคับให้บันทึกการเทรดโดยอัตโนมัติอยู่แล้วเพื่อพัฒนาจุดซื้อ – ขาย แถมยังมีเครื่องมือช่วยจดเยอะมากๆทำให้จดบันทึกได้ง่าย
แต่พอมาเป็นการจดบันทึกเชิงfundamentalแล้วมันไม่มีอะไรsupportเลย ทั้งหมดต้องเริ่มต้นด้วยตัวเอง ยิ่งมือใหม่ยิ่งไม่รู้ว่าควรจะจดอะไรบ้างยิ่งไปกันใหญ่เลย ทั้งๆที่จริงๆแล้วการบันทึกการเทรดเชิงfundamentalนี่ควรทำสุดๆ เพราะพื้นฐานกิจการมีรายละเอียดมากการบันทึกจะช่วยให้เราไม่ลืม และสามารถtrackพัฒนาการของบริษัทได้ด้วยว่ามีตรงไหนเปลี่ยนแปลง
การจดบันทึกจะแบ่งเป็น2ส่วนคือส่วนที่บันทึก fundamental + valuation ของบริษัท ผมชอบใช้ slide ของ google office จด เพราะเป็นการเก็บออนไลน์ เราสามารถเอามาทวนเมื่อไหร่ก็ได้ สมมุติคุยกับเพื่อนแล้วต้องการเช็คข้อมูลก็สามารถดูได้ทันที
และส่วนที่ 2 คือ diaryประจำวัน ตรงนี้จะจดบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และ watchlist ผมใช้ wordpress ในการจด จริงๆก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะใส่รูปยาก อยากได้แบบลากไปวางเลยมากกว่า แต่หาอะไรแบบนั้นไม่เจอ wordpress เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผมตอนนี้
หัวข้อในการจดบันทึกที่ผมจดอยู่ประจำมีประมาณนี้
1. รายได้ – กำไร ย้อนหลัง 8 ไตรมาส
ตรงนี้จริงๆจะดูผ่านefinanceหรือsetsmartเอาก็ได้ แต่ผมคิดว่าเก็บเอาไว้ในบันทึกของเราเองนั้นทวนได้ง่ายดี นอกจากนั้นเรายังสามารถเติมหมายเหตุเอาเองได้ด้วยว่าQไหนมีกำไรพิเศษ ขาดทุนจากอะไรเป็นพิเศษ หรือปีนั้นๆมีเหตุการอะไรพิเศษ แบบนี้เราก็จะเห็นภาพของบริษัทชัดขึ้นว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น
2. กำไรขั้นต้นและ SGA
ผมจดกำไรขั้นต้นและSGAไว้เพราะอยยากเห็นภาพว่าบริษัทมีการควบคุมต้นทุนได้ดีแค่ไหน มีพัฒนาการหรือไม่ และเวลาที่รายได้เติบโตส่งผลกระทบกับGPM SGAขนาดไหน
3. BOI
ในกรณีที่เป็นโรงงานผมมักจะจดว่าBOIที่ได้หมดปีไหน จะต่อยังไง ต่อได้หรือไม่ เพราะตรงนี้ก็กระทบกำไรพอสมควร
4. สัดส่วนรายได้
สัดส่วนรายได้เป็นตัวทำให้เราเห็นภาพธุรกิจได้ชัดว่าตอนนี้รายได้มาจากไหนเป็นหลัก product ไหน ขายในหรือนอกประเทศมากกว่า
5. ข่าวจากผู้บริหาร
อันนี้น่าจดสุดๆ เพราะเป็นตัวบอกว่าผู้บริหารให้ข่าวตรงตามจริงแค่ไหน พลาดเป้าบ่อยมั้ย หรือเป็นคนชอบให้เป้าต่ำแต่ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ให้ไว้
6. valuation
ข้อนี้ต้องจดละเอียดกว่ากำไรที่เราคิดมาจากไหน เหตุผลอะไร PEที่ให้มาจากไหน ทำไมควรได้เท่านี้ ตรงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้เราพัฒนาได้มากที่สุด เพราะเมื่อเรามาดูอีกครั้ง เราจะรู้ได้ว่ากำไรที่เคยให้ไปนั้นสมเหตุผลหรือเปล่า ให้ PE มากไปหรือน้อยไป
7. วันที่ซื้อ ราคาที่ซื้อ จุดซื้อ อารมณ์ตอนซื้อ
ทั้งหมดจะสรุปอยู่ในนี้ ไม่ว่าเราจะvaluationได้ดีขนาดไหนแต่สุดท้ายตอนซื้อเราไม้ได้ซื้อในเขตราคาที่เราควรซื้อก็ไม่มีประโยชน์ การระบุวันซื้อ จุดซื้อ จะทำให้เราเห็นว่าเราซื้อในราคาที่มี margin of safety หรือไม่
ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราแก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาการวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นของเราครับ














