Month: April 2021

  • #5 ทำไมsmt delta kce ถึงเป็นที่น่าจับตาในช่วงนี้

    #5 ทำไมsmt delta kce ถึงเป็นที่น่าจับตาในช่วงนี้

    ถ้าเราสังเกตในขณะที่ตลาดกำลังลงแต่กลุ่มอิเลกทรอนิคกลับยืนแข็งสวนตลาด แม้ราคาทองแดงที่เป็นวัตถุดิบจะปรับตัวขึ้นก็ตาม (จริงๆรอบนี้ commo ปรับตัวขึ้นหมดทั้งเหล็ก โลหะต่างๆ น้ำมัน แม้แต่ราคาไม้ยังปรับตัวขึ้น) นั่นก็เพราะเกิดวิกฤติชิปขาดแคลนนั่นเอง

    จริงๆแล้วการขาดแคลนชิปเกิดขึ้นตั้งแต่COVIDรอบ1แล้ว เพราะหลายโรงงานต้องปิดตัวลงชั่วคราว brandต่างๆก็พยายามหาทางแก้ปัญหากันคนละแบบ

    เช่น samsungใช้วิธีไม่ออกโทรศัพท์รุ่นใหม่ในปีนี้ appleเลื่อนการออกiphone12ไป2เดือน แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าคนอยู่บ้านมากเกินไปจนเหงาหรือยังไง ยอดขายiphone Q2ถึง+60% ฝั่งsony PS5ก็ขายดีเป็นแจกฟรี

    ปกติแล้วที่ผ่านมาโรงงานชิปจะใช้กำลังการผลิตประมาณ80% แต่หลังๆต้องใช้กำลังการผลิต100% และเนื่องจากการผลิตชิปเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การติดตั้งเครื่องจักรใหม่จึงต้องใช้เวลานาน

    นั่นหมายความว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาทองของโรงงานผลิตชิป

    ถ้าเทียบกันตอนนี้ในแง่fundamental DELTA KCEอาจเหนือกว่าSMT แต่ตอนนี้ในแง่ความแข็งแกร่งSMTโชว์ความแข็งแกร่งมากกว่าด้วยการทำnew highไปแล้ว

    ผมคิดว่าโดยรวมทุกตัวได้ประโยชน์หมด แค่เราต้องเลือกเอาว่าจะใช้กลยุทธไหนกับหุ้นตัวไหนแค่นั้นเอง ที่สำคัญงบที่กำลังจะออกมาต้องconfirmสมมุติฐานของการเติบโตด้วย

  • #4 เช็คว่าPEที่เราให้เหมาะสมแค่ไหนด้วย Dividend approach

    #4 เช็คว่าPEที่เราให้เหมาะสมแค่ไหนด้วย Dividend approach

    วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยพื้นฐานมีหลายวิธี เช่น discount cashflow ,dividend discount model หรือที่เป็นที่นิยมก็เช่น PBV และ PE ratio

    การวัดมูลค่าหุ้นแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น DCF นั้นยุ่งยากเกินไป และเป็นวิธีที่เหมาะกับแค่บางธุรกิจ หรือPBVก็จะมีจุดอ่อนที่ book valueไม่รวมความสามารถของผู้บริหารเข้าไป

    ดังนั้นวิธีที่ใช้ง่ายที่สุดก็คือPE ratio

    PE ratio ก็คือการใช้ ราคา(Price) / กำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) หรือเป็นการเปรียบเทียบง่ายๆว่ากี่ปีคืนทุน

    จริงๆแต่ก่อนวิธีนี้ก็ใช้ง่ายดี หุ้นคุณภาพน้อยหน่อยก็PE 6-8 เท่า หุ้นคุณภาพดีก็PE 15 เท่า

    จนกระทั่งหลัง subprime การที่มี QE + ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำทำให้PEขอหุ้นถูกดันขึ้นไปสูงแบบงงๆ สภาวะตลาดตอนนี้เลยกลายเป็นว่าแม้แต่หุ้นเกรด B บางตัว PE ก็ยังเล่นกันที่ 15 เท่า

    จริงอยู่ว่าเราต้องใช้ growth rate เข้าไปประกอบในการวัดมูลค่าด้วย เช่น หุ้น A มีโอกาสที่จะโต 30% ติดต่อกัน 5 ปีก็ควรจะได้ PE 30 เท่า

    แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือสุดท้ายแล้วกำไรต้องสามารถแปลงเป็นปันผลออกมาได้ด้วยไม่งั้นก็ไม่มีค่า

    ดังนั้น เราจึงควรใช้dividend approachในการตรวจสอบว่า PE ที่เราให้ไปกับบริษัทนั้น เหมาะสมหรือไม่บริษัท ที่ดีนอกจากจะมีการเติบโตแล้ว ยังต้องมีศักยภาพและนโยบายปันผลออกมาให้กับผู้ถือหุ้นได้

    วิธีคิดdividend approachก็คือ

    ถ้าหุ้นตัวนั้นปันผลออกมา X% ราคาควรเป็นกี่บาท ผมจะยกตัวอย่างและวิธีใช้ให้ดูทีเดียวเลยนะครับ

    หุ้น A และฺ B เป็นหุ้นโรงงานเหมือนกัน growth เท่ากันที่15% มีEPS 1 บาท/หุ้นเท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ
    หุ้น A ปันผลได้ 70% ของกำไรสุทธิ = 0.7 บาท
    หุ้น B ปันผลได้ 40% ของกำไรสุทธิ = 0.4 บาท

    ถ้าวัดมูลค่าด้วยวิธีใช้PEที่8เท่า หุ้นทั้ง2ตัวจะมีมูลค่าเท่ากันที่ 8 บาท

    แต่เมื่อดูปันผลจะเห็นได้ว่าหุ้นAมีศักยภาพในการปันผลออกมาได้มากกว่า ถ้าคิดว่าหุ้นโรงงานควรมีปันผลซัก 6% เพื่อคุ้มค่าความเสี่ยง
    หุ้นA จะมีมูลค่า = 0.7/0.06 = 11.67 บาท PE 11.67 เท่า
    หุ้นB จะมีมูลค่า = 0.4/0.06 = 6.67 บาท PE 6.67 เท่า

    จะเห็นได้ว่าศักยภาพการจ่ายปันผลที่ต่างกันทำให้หุ้นทั้ง2ตัวควรได้รับPEที่ไม่เท่ากัน

    ด้วยหลักนี้เราจะเข้าใจได้ว่า ทำไมหุ้นค้าปลีกและโรงพยาบาลถึงได้PEสูง เพราะนอกจากความแข็งแกร่งของธุรกิจและการเติบโตแล้ว เมื่อโตเต็มที่บริษัทยังมีศักภาพที่จะสามารถจ่ายปันผลได้100%ของกำไรสุทธิด้วย

    และเราจะสามารถเข้าใจได้ว่า หุ้นบางตัวที่มีgrowth มีกระแสเงินสดดี มีเงินสดในบริษัทมาก แต่กลับได้PEที่น้อยมากนั้น เกิดจากการที่บริษัทมีนโนบายหรือศักยภาพในการจ่ายปันผลต่างกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมนั่นเอง

    ลองเอาไปเช็คกันดูนะครับว่าจริงๆแล้วการให้PEของเราให้มากไปหรือน้อยไปเมื่อเทียบกับศักยภาพการปันผลของบริษัทรึเปล่า

  • #3 วิธีดูหุ้นโรงงาน

    #3 วิธีดูหุ้นโรงงาน

    ด้วยความที่ไทยเป็นประเทศที่มีค่าแรงที่ถูก และอยู่ในภูมิประเทศที่อยู่ตรง

    กลางของอาเซียน ทำให้หลายๆบริษัทเลือกไทยเป็นฐานการผลิต ดังนั้น

    ธุรกิจ OEM หรือโรงงานจึงมีมากในตลาดหุ้น

    ถึงแม้ว่าหุ้นพวกนี้จะไม่มี DCA มากนักจึงไม่ค่อยเหมาะกับการลงทุนระยะ

    ยาว แต่หุ้นพวกนี้ก็มีเวลาทองของกิจการ ที่สามารถให้ผลตอบแทนกับนัก

    ลงทุนได้มากทีเดียว

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    จุดสังเกตหลักๆสำหรับการดูหุ้นโรงงานประกอบด้วย

    1. สินค้าที่ผลิต

    สินค้าที่ผลิตถ้ามีความเฉพาะทางจะดีกว่าสินค้าทั่วไป ด้วยความที่เป็น

    สินค้าเฉพาะทางทำให้โรงงานต้องใช้เทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าธรรมดา และ

    จะมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าด้วย เพราะผู้ที่จ้างผลิตจะไม่สามารถย้ายโรงงาน

    ได้ง่าย ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรที่สูงกว่า

    เช่น บริษัทที่ผลิตสารเคมีหรือส่วนผสมอาหารเฉพาะทางจะมีอัตรากำไร

    มากกว่าบริษัทที่ผลิตสารเคมีทั่วไป เพราะมีการคิดค้นสูตรร่วมกับ brand ที่

    จ้างผลิต ทำให้การย้ายโรงงานเป็นไปได้ยาก และตัวโรงงานก็จะเติบโต

    ตามยอดขายของ brand สินค้าด้วย

    โดยมากแล้วบริษัทที่ผลิตสินค้าเฉพาะทางจะมีช่วงของการเติบโตยาวนาน

    กว่าบริษัทที่ผลิตสินค้าทั่วไป

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    1. ต้นทุนการผลิต

    โรงงานที่มีต้นทุนการผลิตที่มีความผันผวนมากย่อมคาดการกำไรได้ยาก

    กว่าโรงงานที่มีต้นทุนการผลิตผันผวนน้อย

    อย่างเช่นการคาดการกำไรของโรงงานน้ำตาลนั้นยากกว่าการคาดการ

    โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ แต่บางครั้งเราสามารถใช้ประโยชน์จากการลด

    ของต้นทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นได้

    เช่น การลดลงอย่างรุนแรงของราคาทองแดงส่งผลต่อกำไรของโรงงาน

    ผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิค หรือspradeของสารเคมีส่งผลต่อกำไรของ

    โรงงานผลิตฟิล์ม

    การติดตามต้นทุนของอุตสาหกรรมต่างๆอยู่ตลอดเวลาทำให้เราสามารถหา

    โอกาสทำกำไรจากราคาต้นทุนสินค้าได้

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    2. กำลังการผลิตและจุด breakeven

    ตัวโรงงานนั้นจะมีกำลังการผลิตเหลือมากไปก็ไม่ดี เหลือน้อยไปก็ไม่ดี

    เพราะถ้ากำลังการผลิตเหลือมากไปแล้วยังไม่ครอบคุมค่าต้นทุนจะทำให้

    บริษัทต้องรับขาดทุนจากสายการผลิตนั้นๆ

    โดยมากการขาดทุนพวกนี้มักเกิดจากการที่เพิ่งติดตั้งเครื่องจักรใหม่แต่ไม่

    สามารถหาลูกค้ามาใส่ในไลน์การผลิตได้ทัน ในทางกลับกันถ้ากำลังการ

    ผลิตใกล้เต็มแล้ว แต่โรงงานไม่ขยายกำลังการผลิต ลูกค้าก็ไม่ค่อยมีใคร

    อยากจ้าง เพราะถ้ากำลังการผลิตเต็มแต่สินค้าขายดีก็จะมีปัญหาการผลิต

    สินค้าไม่ทัน

    ความเสี่ยงอีกอย่างของการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ก็คือการติดตั้ง

    และtestเครื่องจักร บางครั้งกว่าจะติดตั้งให้เครื่องจักรทำงานได้ตามที่

    ต้องการอาจใช้เวลาเป็นเดือน ส่งผลให้กำไรในไตรมาสนั้นๆลดลง

    ดังนั้นกำลังการผลิตควรbreakeven ซึ่งจริงๆแล้วความน่าสนใจของหุ้น

    โรงงานอยู่ที่จุดbrekevenนี่แหละ เพราะถ้าผ่านจุดbreakevenแล้ว กำไร

    ของโรงงานจะกระโดดไปได้เยอะมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นไปได้ไกลด้วย

    เคสของการติดตั้งและขยายกำลังการผลิตเครื่องจักรที่เห็นได้ชัดคือXOใน

    ช่วงปี60ที่มีการย้ายโรงงานใหม่และเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้กำไรบริษัท

    ดรอปลง แต่จะเห็นได้ว่าพอผ่านจดนั้นไปได้กำไรของ XO เติบโตขึ้นอย่าง

    มากและได้อานิสงค์จากการล็อคราคาต้นทุนวัตถุดิบ ให้กำไร

    ของ XO กระโดดขึ้นจาก 2 ปัจจัย และหุ้นสามารถขึ้นได้หลายเด้ง

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    3. คุณภาพเครื่องจักร

    คุณภาพเครื่องจักรเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของหุ้นโรงงาน ถ้า

    เครื่องจักรเก่าและไม่มีประสิทธิภาพของที่ผลิตก็จะมีส่วนที่เสียเยอะตามไป

    ด้วย โรงงานที่ขาดทุนจากคุณภาพของเครื่องจักรและสามารถปรับปรุง

    คุณภาพเครื่องจักรขึ้นมาได้จะสามารถทำให้กำไรเติบโตขึ้นมาได้เป็นอย่าง

    มาก

    กรณีนี้เห็นได้จาก KCE ช่วง ปี 50 ที่เครื่องจักรมีการผลิตสินค้าเสียหายเป็น

    จำนวนมาก KCE แก้ด้วยการปรับปรุงเครื่องจักรและใช้ระบบSAPเข้ามาลด

    ของเสีย ทำให้ KCE กลับมากำไรโตและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง ในรอบที่ 1

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    3 อย่างนี้เป็นจุดสังเกตเบื้องต้นที่จะทำให้เราติดตามหุ้นโรงงานได้ง่ายขึ้น

    แต่ภาพใหญ่ของหุ้นโรงงานคือโรงงานต้องผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของ

    ตลาด เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโดยรวมได้ และเมื่อมีปัจจัย

    เสริม3อย่างข้างต้นเป็นตัวผลักดัน จะทำให้กำไรของบริษัทเกิดการจุด

    ระเบิดและผลักดันให้ราคาหุ้นสามารถวิ่งไปได้ไกล

  • #2 เลือกหุ้น commo ยังไงให้ได้ 10 เด้ง

    #2 เลือกหุ้น commo ยังไงให้ได้ 10 เด้ง

    เรื่องนี้ต่อจากเรื่องหุ้นพื้นฐานดีเป็นยังไง (1) นะครับ

    คราวก่อนเราพูดถึงเรื่องหุ้นดีแบบมี DCA แล้ว ตอนนี้เรามาพูดถึงหุ้นที่ดีแบบ

    ชั่วคราวบ้าง

    หุ้นแบบไหนเรียกพื้นฐานดีชั่วคราว

    ถ้าหุ้นพื้นฐานดีคือหุ้นที่ที่มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ปันผลออกมาได้เยอะ หุ้น

    พื้นฐานดีชั่วคราวก็หันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คือมีกำไรไม่สม่ำเสมอ

    หุ้นพวกนี้มีอยู่มากในตลาดหุ้นไทย ถ้าเราจะเล่นหุ้นไทยไม่มีทางหลบหุ้น

    พวกนี้พ้น ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจ หาทางอยู่ร่วมกับมัน และตัดกรองว่า

    แบบไหนควรเล่นยังไง หรือแบบไหนยากเกินไปไม่ควรเล่น

    หุ้นดีชั่วคราวมีอีกชื่อว่า Cyclical stock หรือหุ้นวัฏจักร

    หุ้นพวกนี้กำไรจะดีตามรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือวัฏจัฏจักร

    สินค้า (Commodity)

    หุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจก็คือหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจรับเหมา อสังหา ยานยนต์

    อิเลกทรอนิค รับเหมาก่อสร้าง

    ส่วนหุ้น commodity ก็คือสินค้าหรือบริการที่รที่ราคาขึ้นลงตาม supply

    demand เช่น ธุรกิจเรือ น้ำมัน น้ำตาล

    มีคนเคยพูดว่าเวลาที่รอบของหุ้นcommoมา แม้แต่ช้างก็บินได้

    ผมว่าเป็นเรื่องจริงมาก เพราะถ้ากำไรของหุ้นcommoมาจะมีอัตราการ

    เติบโตที่สูงมาก ทำให้หุ้นขึ้นได้เป็นเด้งๆ

    แต่ผมคิดว่าไม่ใช่หุ้น commo ทุกแบบที่เราสามารถเล่นได้ เพราะบางตัวก็มี

    ความซับซ้อนเกินไป เราควรที่จะเลือกธุรกิจที่เราได้เปรียบในการเล่นจะดี

    กว่า

    หุ้น commodity แบบไหนที่เราไม่ควรไปยุ่งด้วย

    หุ้น commodity ที่เราควรหลีกเลี่ยงก็คือหุ้นที่คาดการกำไรได้ยากเกินไป

    ธุรกิจพวกนี้จะมีลักษณะ คือ

    1. ต้นทุนการผลิตในธุรกิจนี้จะมีความผันผวนง่ายมาก เช่น ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ

    2. เป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีความต่าง ซื้อของเจ้าไหนก็ได้ ผู้ซื้อเน้นราคาถูกไว้ก่อน

    3. บริษัทในธุรกิจพวกนี้โดยมากจะไม่ค่อยมีเจ้าที่เก่ง โดยมากจะลุ่มๆดอนๆพอๆกัน

    ตัวอย่างเช่น

    โรงงานน้ำตาลที่ไม่มีโรงไฟฟ้า และมีการซื้อค่าเงิน กำไรขึ้นอยู่กับสภาพ

    อากาศ ถ้าฝนไม่ตกก็ไม่สามารถปลูกอ้อยได้ ถ้าตกมากไปอ้อยตาย หรือ

    อ้อยจืดก็ผลิตน้ำตาลได้น้อย สมมมุติเดาได้ว่าราคาน้ำตาลดี ผลิตน้ำตาลได้

    เยอะ ก็ต้องมาเจอค่าเงินอีกว่าซื้อถูกทางหรือไม่

    บริษัทพวกนี้ต่อให้กำไรดีติดต่อกัน22ไตรมาสผมก็ไม่เล่นเพราะมีการคาด

    การที่ยากเกินไป ต่อให้ใช้เทคนิคอล สภาพการเป็นเทรนด์ของหุ้นพวกนี้ก็

    สั้นและผันผวนมาก ไม่คุ้มค่าความเสี่ยง

    ธุรกิจแบบนี้ถ้าเราเป็นเทรดเดอร์ไปซื้อฟิวเจอร์ราคาสินค้าน่าจะทำกำไรได้

    ง่ายการการซื้อหุ้น

    แล้วหุ้นcommodityแบบไหนคุ้มค่าความเสี่ยงที่เราจะเล่น

    หุ้นcommoที่เราจะเสี่ยงเล่นคือหุ้นcommoที่เราพอจะคาดการกำไรได้

    และบริษัทต้องได้ประโยชน์จากการขาดแคลนสินค้า 3-4 ไตรมาสขึ้นไป

    เช่น ตอนอุตสาหกรรมฟิล์มขาดแคลน การจะเพิ่มรupplyฟิล์มต้องใช้เวลา

    มากกว่า 12 เดือนในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่

    หรือล่าสุดในกรณี RCL ที่การขาดตู้ container และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น

    ทำให้ RCL ได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้

    จะเห็นได้ว่าบริษัทในธุรกิจนี้ได้ประโยชน์จากราคาขายที่เพิ่มขึ้น โดยที่

    ต้นทุนบริษัทยังใช้เท่าเดิม ทำให้กำไรเติบโตมาก

    ถึงแม้พายุจะพาให้ทุกบริษัทได้กำไร แต่สิ่งที่เราควรทำคือเลือกบริษัทที่มี

    โครงสร้างที่จะรับผลประโยชน์จากเหตุการณ์สูงสุด

    เช่น ในปี 2010 PTL มีกำลังการผลิตเหลือเพื่อเนื่องจากมีการขยายกำลังการ

    ผลิตมาในปีก่อนหน้า และเดิมมีโครงสร้างการบริหารที่ดี มีงบดุลที่ดี ทำให้

    เมื่อโอกาสมาถึง PTL สามารถฉวยโอกาสนี้ไว้ได้

    ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเลือก TF! ซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานเดิมดีเท่าPTL ผล

    ตอบแทนที่ได้นั้นต่างกันเยอะมาก

    จะเห็นได้ว่า PTL ได้รับประโยชน์จากราคาฟิล์มที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันหลาย

    ไตรมาสทำให้หุ้นสามารถขึ้นได้ 10 เด้ง

  • #1 หุ้นพื้นฐานดีคืออะไร

    #1 หุ้นพื้นฐานดีคืออะไร

    สงสัยกันมั้ยครับว่า เวลาคนเชียร์หุ้นชอบบอกว่า ซื้อเลยๆ หุ้นตัวนี้พื้นฐานดี แล้วพื้นฐานดีคืออะไร?

    สำหรับผม พื้นฐานดี แบ่งเป็น2แบบ

    สำหรับผม พื้นฐานดี แบ่งเป็น2แบบ

    1. ดีแบบค่อนข้างยาวนานหรือ ดีแบบมี DCA(durable competitive advantage)
    2. ดีชั่วคราว (cyclical stock)

    สำหรับผมหุ้นทั้ง2แบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่เรื่องสำคัญคือเราต้องแยกหุ้น2แบบนี้ให้ได้ ถ้าเราแยกหุ้น2แบบนี้ออกมาได้ โอกาสที่เราจะเจ๊งหุ้นก็ลดลง50%แล้ว


    หุ้นดีแบบมี DCA

    ปกติแล้วการที่เราจะดูความแข็งแกร่งของกิจการนั้น เราต้องเข้าใจเรื่องbiz model และเข้าใจเรื่อง 5 forces model

    แต่เรื่องพวกนี้กว่าจะเข้าใจต้องใช้ประสบการณ์เข้าช่วย ดังนั้น ผมมีสูตรลัดในการดูหุ้นพื้นฐานดีโดยมีจุดชี้วัดง่ายๆ 3 อย่างคือ

    1.รายได้โต

    รายได้ คือตัวบ่งบอกถึงความเก่งของบริษัท

    รายได้ของกิจการพวกนี้ควรจะโตทุกปี หรือติดต่อกันอย่างน้อย 3ปี
    สำหรับผมแล้วต่อให้ชื่อบริษัทดีหรือแบรนด์ดีขนาดไหน ถ้ารายได้ไม่โต ผมนับเป็นหุ้นพื้นฐานไม่ดีหมด

    เพราะรายได้คือตัวบอกว่าเราขายของได้รึเปล่า สินค้าต่อให้ชื่อติดหูขนาดไหนถ้าขายไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์

    ถ้าจะมาทรงbrandดีแต่รายได้ตันๆไม่โตแล้ว ผมคิดว่าเหมือนทีมฟุตบอลที่ยิงประตูไม่ได้เอาแต่อุด มีโอกาสแค่เสมอกับแพ้

    ถ้าบริษัทยังหาวิธีทำให้ตัวเองโตต่อไม่ได้เราก็ไม่ควรไปยุ่งกับบริษัทพวกนี้

    2. กำไรโต

    กำไรเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทนั้นมีการจัดการดีแค่ไหน

    บริษัทที่ดีกำไรควรจะโตทุกปี หรือติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี โตขั้นต่ำ 10-15% บริษัทยิ่งโตสมูทยิ่งแสดงว่าบริษัทนั้นเก่ง

    จะมาโตแบบปีที่ 1 +10% ปี ที่ 2 -5% ปีที่ 3 +20% แบบนี้ผมคิดว่าเป็นบริษัทที่ไม่ดีเท่าไหร่

    เพราะกำไรที่ไม่สมูทบ่งบอกถึงจุดอ่อนอะไรซักอย่างของบริษัท เช่น ต้นทุนสินค้ามีความอ่อนไหวมาก ทำให้กำไรขั้นต้นผันผวน หรือไม่สามารถคุมค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารได้ทำให้กำไรไม่โตเท่าที่ควร

    จริงๆแล้วสำหรับผมกำไรสำคัญกว่ารายได้และสำคัญกว่า ratio อื่นๆ

    เพราะถ้ากำไรโตอย่างมั่นคง ย่อมแสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัท ส่วนตัวเลขอย่างอื่นที่(เราคิดว่า)ไม่ดีอาจเกิดจากbusiness modelหรือกลยุทธของบริษัท

    ปันผลโต

    ปันผลคือตัวบ่งบอกคุณภาพของกำไร และบ่งบอกคุณภาพของกิจการ

    บริษัทที่ปันผลออกมาได้แปลว่าบริษัทนั้นมีเงินสดเหลือ บริษัทที่กระแสเงินสดดีเท่านั้นถึงจะปันผลออกมาได้จำนวนมาก

    กิจการบางกิจการถึงแม้จะรายได้โต กำไรโต แต่ก็ไม่สามารถปันผลออกมาได้มาก เพราะต้องเอาเงินสดไปลงทุนต่อ

    ตรงนี้มีรายละเอียดต้องขยายความคิดหน่อย

    บริษัทจะมี 2 แบบคือ
    1. เอาเงินไปลงทุนต่อในช่วงgrowth stageของกิจการ แต่สุดท้ายเมื่อหมดช่วงการลงทุนแล้วจะมาสามารถปันผลออกมาได้เยอะเนื่องจากไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว

    เช่น กิจการโรงพยาบาล การลงทุนหนักมีแค่ค่าตึกและอุปกรณ์ ที่เหลือก็จะไม่ค่อยมีการลงทุนหนักๆแล้ว

    ดังนั้นหลังจากนี้ถ้าไม่ได้ขยายกิจการอะไร ก็จะมีกระแสเงินสดปันผลออกมาได้มาก บางบริษัทสามารถปันผลออกมาได้ 80% ของกำไรสุทธิ ก็ยังสบาย

    ถ้าแบบนี้ถือว่าเป็นการปันผลน้อยที่ OK

    2. บ. ที่ต้องใช้เงินสดลงทุนตลอดเวลา แบบนี้ก็จะสามารถปันผลออกมาได้น้อยกว่าบริษัทแบบแรก


    3 หลักนี้เป็นหลักง่ายๆในการดูว่าบริษัทมีพื้นฐานที่ดีหรือไม่

    แต่แน่นอนว่า ถ้าเราอยากจะเก่งกว่านี้ เราต้องศึกษาเรื่องbusiness modelของบริษัท และ5forces modelด้วย ซึ่งผมจะมาเขียนภายหลังครับ

    และเนื่องจากกลัวบทความจะยาวเกินไปผมขอเขียนเรื่องหุ้นดีชั่วคราวในตอนหน้าครับ