Month: August 2022

  • #17 การมองอดีตบางครั้งเราต้องมองให้รอบด้าน

    #17 การมองอดีตบางครั้งเราต้องมองให้รอบด้าน

    เราอาจคิดได้ว่าตอนวิกฤติ หุ้นa b c อยู่ราคาเท่านั้นเท่านี้ ถ้าซื้อราคานั้น ตอนนี้จะเป็นยังไง

    ในมุมนึงมันก็เป็นการฝึกให้มองโอกาสในวิกฤติ ถ้าเรามองขาดเราก็ได้กำไรมหาศาล

    แต่2จุดที่เราต้องไม่ลืมมองในการมองอดีตคือ

    1.จุดซื้อจริงๆแสดงที่ตรงไหน
    หุ้น a ลงจาก 10 บาทมา 5 บาท ตรง 5 บาทแสดงจุดซื้อมั้ย

    หรือจุดซื้อมันไปแสดงตรงหุ้นกลับตัวไปซักพักแล้วตรง 8 บาท ถ้าเราซื้อตรง5บาทมันคุ้มค่าความเสี่ยงมั้ย

    2. จุดยอมของเราอยู่ตรงไหน
    ถ้าหุ้น a ลงจาก 10 บาทมา 5 บาท แล้วเราทำการเข้าซื้อ

    หลังจากนั้นหุ้นลงต่อจาก 5 เป็น 4 3 2 1 ตรงจุดไหนคือจุดที่เราต้องยอม หรือถ้าอยู่ตรง 5 บาทไปอีก 2 ปีเราทนได้มั้ย

    การมองหา low จากอดีตเป็นเรื่องง่าย บางครั้งเราก็อาจได้เงินจากการซื้อที่ low แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราทำซ้ำได้มั้ย หรือรอบนั้นเราแค่โชคดีที่รอด

    หุ้นดีอาจกลับมาหลังวิกฤติได้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าจะกลับมาวันไหนหรือกลับมาหลังจากลงต่อไปอีกเท่าไหร่

  • #16 วิธีการดู market direction ด้วย distribution day และ follow through day

    #16 วิธีการดู market direction ด้วย distribution day และ follow through day

    สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเราควรเพิ่ม – ลด หรือถือเงินสดไว้เฉยๆ คือทิศทางของตลาด

    ทิศทางของตลาดแบ่งเป็น3แบบง่ายๆคือ
    1.uptrend
    2.sideway
    3.downtrend

    เบื้องต้นเราอาจแบ่งตลาดแบบง่ายๆด้วยเส้น 200 วัน คือ
    1. uptrend เมื่อ SET อยู่เหนือเส้น 200 วัน
    2. downtrend เมื่อ SET อยู่ใต้เส้น 200 วัน

    แต่ความยากคือ ก่อนที่ SET จะขึ้นไปอยู่ uptrend หรือลงมาอยู่ downtrend นั้น มีสัญญาณอะไรเป็นตัวบอกให้เราลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดมากขึ้น หรืออะไรเป็นสัญญาณให้เราเริ่มซื้อหุ้นเมื่อ SET จบขาลง

    คำตอบคือ Distribution Day (DD) และ Follow Through Day (FTD) นั่นเอง

    DD เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ตลาดกำลังมีแรงขายต่อเนื่อง และกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง

    โดย Distribution Day คือวันที่ SET ปรับตัวลดลงมากกว่า 0.2% และมี Volume การซื้อขายมากกว่าแท่งก่อนหน้า

    ในสภาพตลาดที่ดีไม่ควรมี DD 5-6 วัน ในรอบ 25 วัน

    จริงๆแล้วถ้าเริ่มมี DD 3-4 วัน เราต้องเริ่มพิจารณาหยุดซื้อ หรือเก็บกำไรตัวที่บวกน้อยๆพร้อมเลื่อน SL แล้ว

    แต่ DD นั้นสามารถถูกล้างได้ด้วย FTD และ FTD จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสัญญาณบวกของตลาด

    โดย Follow Through Day คือวันที่ SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% และมี Volume การซื้อขายมากกว่าแท่งก่อนหน้า

    หลังจาก SET หยุดลงและเริ่มออกข้างแล้ว ให้เราสังเกตการเกิด FTD เพื่อเริ่มซื้อหุ้นเข้า port

    ทั้ง DD และ FTD ไม่ใช่สัญญาณที่แม่นยำ100% แต่เป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะตลาด ซึ่งเราสามารถเอาไปปรับใช้เพื่อรักษาสมดุลของ risk ใน port ให้เหมาะสม

  • #15 หุ้นลงเพราะ Sell on fact หรือ งบดีไม่พอ?

    #15 หุ้นลงเพราะ Sell on fact หรือ งบดีไม่พอ?

    วันนี้น่าจะเป็นวันสุดท้ายของการประกาศงบ ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่งบค่อยๆออกเราจะเห็นความผันผวนของหุ้นรายตัวมาก

    คือตัว SET อาจจะดูดี ยืนเหนือเส้น 200d กลับเข้ามาสู่ uptrend แต่หุ้น size กลาง-เล็กสวิงมาก

    โดยเฉพาะหลังประกาศงบออกมาแล้วผลปรากฎว่างบโต YoY สูงมาก ทำให้คนเกิดการไล่ซื้อหุ้นขึ้นไป แต่สุดท้ายกลับโดนตบลงมา หรือหลายตัวไม่แม้แต่จะมีแรงวิ่งขึ้นแต่กลับร่วงลงมาหลายเปอร์เซ็นต์ทั้งๆที่งบโต

    หลายคนเลยตั้งข้อสงสัย และบอกว่านี่คือการ sell on fact

    แต่ถ้าเราค้นดูจริงๆแล้วมันอาจไม่ใช่อย่างนั้น ปกติแล้วตลาดทำหน้าที่ของมันได้ถูกต้องเสมอ การที่หุ้นถูกเทขายในวันที่งบออกเราต้องมาดูที่เนื้อในของมัน

    เพราะหุ้นไม่ได้ขึ้นตามงบที่โต แต่เป็นการขึ้นเมื่องบดีกว่าความคาดหวังของคน

    เช่น งบโต 100% แต่ก่อนหน้านี้คนคาดการณ์ว่างบจะโต 120% แบบนี้หุ้นก็มีแนวโน้มที่จะถูกเทขาย เพราะโตต่ำกว่าความคาดหวัง

    แต่กลับกันถ้าหุ้นโต 10% แต่ก่อนงบออกมีการคาดการณ์กำไรที่ -20% แบบนี้ก็มีโอกาสที่หุ้นจะขึ้น

    ผมได้ลองlistว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่เราควรดูเมื่องบออก เพื่อที่จะได้ไม่เจอกับการหลอกให้ซื้อแต่หุ้นลง

    1. งบโต แต่ไม่ได้โตตามที่คาด
    อันนี้ก็ตามที่ยกตัวอย่างไว้ในตอนแรก เราต้องรู้ก่อนว่าตลาดคาดหวังกำไร Q นี้เท่าไหร่ อาจลองศึกษาเพิ่มเติมจาก research

    2. โตจากกำไรพิเศษ
    การโตจากกำไรพิเศษก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หุ้นลง โดยเฉพาะกำไรพิเศษที่ไม่สามารถปันผลออกมาได้ เช่น เงินประกันอัคคีภัย

    แต่ถ้ากำไรพิเศษเยอะมากและสามารถปันผลออกมาได้ ตรงจุดนี้ก็จะสามารถเป็น story ที่ผลักดันราคาหุ้นให้ขึ้นไปได้

    3. โตจากฐานปีก่อนที่ต่ำ
    ถ้าเรามองแค่ตัวเลขอาจเห็นว่ากำไรโตจากปีก่อนเยอะ แต่จริงๆปีก่อนมีฐานที่ต่ำ และปีนี้กำไรโตแต่ไม่เยอะมากพอเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนหน้า เช่น

    Q1 65 กำไร 20ล้าน
    Q1 64 กำไร 10ล้าน
    Q1 63 กำไร 20ล้าน

    จะเห็นได้ว่ากำไรโตจากปี 64 100% YoY แต่เมื่อเทียบกับปี 63 กำไรไม่ได้โตขึ้นเลย แบบนี้ก็เป็นสาเหตุให้หุ้นลงได้

    4. กำไรไม่โต QoQ
    ข้อนี้คล้ายๆกับข้อก่อน แต่ภาพกำไรจะเป็นประมาณนี้
    Q1 65 กำไร 30 ล้าน
    Q2 65 กำไร 20 ล้าน Q2 64 กำไร 10ล้าน

    จะเห็นได้ว่ากำไรโต 100% YoY แต่ลดลง QoQ

    ในกรณีนี้ถ้าหุ้นมี seasonal ที่ชัดเจนว่า Q2 เป็น Q ที่กำไร drop เป็นปกติอยู่แล้วก็ถือว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าเป็นหุ้นที่กำไรเติบโตเรื่อยๆแบบ QoQ งบแบบนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายและอาจถูกเทขายได้

    5. กำไรกด PE ไม่ลง
    คือกำไรโตจริง แต่ PE ก็สูงมาหลาย Q แล้ว จนเข้าเกณฑ์ CB หรือมีแนวโน้มว่า Q นี้จะมีกำไรดีเป็น Q สุดท้าย แบบนี้กำไรที่โตมาก็ไม่มีประโยชน์

    6. บริษัทกำไรไม่สม่ำเสมอ คาดเดายาก
    กำไรออกมาโตเท่าไหร่ก็ดูไม่ดีถ้าเราคาดเดากำไรบริษัทไม่ได้ คือถ้าไปดูย้อนหลังกำไรมาๆหายๆ แบบนี้อาจต้องรอให้บริษัทพิสูจน์ตัวเองให้โตต่อเนื่องอีกหลายๆ Q ถึงจะวิ่งแรงได้

    7. เป็นหุ้น Commodity
    ถ้าเป็นหุ้น Commo กำไรที่ออกมาก็ถือว่าเป็นอดีต ให้ดูราคาสินค้าในปัจจุบันเป็นหลักดีกว่า เพราะกำไรมักจะประกาศ peak ตามหลังราคาสินค้า

    อย่างหุ้นฟิล์มหรือหุ้นเรือ ให้เรามองที่ราคา sprade เม็ดพลาสติกหรือค่าระวางเรือเป็นหลัก ส่วนกำไรให้ดูว่าบริษัทสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากราคาสินค้าขาขึ้นได้หรือไม่

    และเลือกขายหุ้นตอนราคาสินค้า peak จะเป็นจุดที่ดีที่สุด เพราะกำไรสำหรับหุ้น commo ตามหลังราคาสินค้าเสมอ

    8. กำไรบางเกินไป
    หุ้นประกาศกำไรโต 1000% แต่โตจาก 1ล้านไป10ล้าน แบบนี้ก็เป็นกำไรที่น้อยเกินไป โดยมากจะเป็นพวกบริษัทที่มี mcap เล็ก และมีรายได้ที่น้อย

    กำไรที่บางขนาดนี้จะส่งผลให้คาดเดากำไร Q ต่อๆไปได้ยาก เพราะรายได้เปลี่ยนนิดเดียวก็ส่งผลต่อกำไรมหาศาล

    9. รายได้ไม่โต
    เป็นการโตของกำไรที่เกิดจากการปรับตัวของ GPM

    ในกรณีนี้ถ้าเป็นการปรับ GPM จาก business model ของบริษัทถือว่ารับได้ แต่ถ้าเป็นการปรับตัวกีขึ้นของ GPM จากราคาต้นทุนที่ลดลงชั่วคราว แบบนี้ตลาดก็ไม่ค่อยให้น้ำหนักกับกำไรที่เพิ่มขึ้น