Month: September 2022

  • #19 วิธีการเลือกหุ้นผู้นำในตลาดหมี – โดย mark minervini แชมป์ U.S. Investing 2 สมัย

    #19 วิธีการเลือกหุ้นผู้นำในตลาดหมี – โดย mark minervini แชมป์ U.S. Investing 2 สมัย

    บทความนี้ผมสรุปจากvideo How to Spot Leading Stocks in a Bear Market with 2-time U.S. Investing Champion Mark Minervini ครับ สามารถเข้าไปชมกันแบบเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=S0BaW2_PxwY

    หลายคนบอกว่าการจะหาหุ้นนำตลาดได้ต้องรอให้ตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นก่อน แต่จริงๆแล้วหุ้นจำนวนมากจะเริ่ม set up ก่อนที่ตลาดจะทำจุดต่ำสุด

    96% ของหุ้นนำตลาดจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อตลาดเป็นขาลง การฟอร์มตัวของหุ้นในช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีและเป็นช่วงเวลาที่ง่ายที่สุดในการหาหุ้นนำตลาด

    เราต้องทำการบ้านตอนตลาดเป็นขาลงเพื่อที่จะสามารถทำกำไรเมื่อตลาดกลับมาเป็นขาขึ้น

    Markมีจุดสังเกต 3 จุด เพื่อที่จะหาหุ้นนำตลาดพวกนี้ 3 จุดนี้เรียกว่า
    1. Predictive
    2. Coincident
    3. Confirming

    —————————————————————————————————————————–

    1. Predictive เมื่อเทียบกับindex หุ้นนำตลาดจะเริ่มฟอร์มตัวเป็น VCP และ breakout ในขณะที่ตลาดเป็นขาลง หุ้นที่ breakout ในช่วงนี้จะแข็งกว่าตลาดมาก เหมือนกับลูกยางที่กระเด้งบนพื้น

    ตรงpredictiveเราอาจจะกลัวมากแต่ก็ต้องกัดฟันซื้อ

    —————————————————————————————————————————–

    2. Coincident ตรงจุดนี้เรามักเจอ follow through day พร้อมกับindexที่ขึ้นมาจาก low ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมากถ้าเราเจอหุ้นที่ breakout ขึ้นมาพร้อม follow through day

    —————————————————————————————————————————–

    3. Confirming เป็นช่วงเวลาของหุ้นที่ตามตลาด breakout ขึ้นมา จุดนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่indexกลับขึ้นมาซักพัก จะเจอหุ้นทำ VCP + breakoutเยอะมาก

    เรามองหาอะไรในตลาดขาลง

    1. หุ้นที่ลงต่ำกว่าตลาด ถ้ายืนอยู่ยิ่งใกล้ 52WH ยิ่งดี หรือถ้าลงต้องลงไม่เกิน 25% จาก 52WH
    2. หุ้นที่ทำ base และอยู่ใน long-term uptrend
    3. หุ้นที่มีการเด้งแรงตอนตลาดกำลังลง
    4. หุ้น IPO ที่ breakout ออกจาก base
    5. ภาวะที่ตลาดมีโอกาสที่จะกลับตัว ให้สังเกตดูว่าจะมีปริมาณหุ้นที่พักตัวทำ base และพร้อม breakout เพิ่มขึ้นมาก

    Monitor the new high list in the bear market

    —————————————————————————————————————————–

    Look for the sore thumbs

    หุ้นนำตลาดจะสวนตลาดคือทำ new high ระหว่างที่ตลาดทำnew low แสดงถึงความแข็งแกร่งของหุ้น หุ้นพวกนี้จะแข็งแกร่งมาก โดยที่จะพยายามยืนเหมือ 50MA

    —————————————————————————————————————————–

    Look for the fast rebound

    หุ้นนำตลาดอาจทนแรงขายในตลาดขาลงไม่ไหว บางทีอาจจะหลุดกรอบหรือทำ new low เลยก็ได้ แต่หุ้นนำตลาดจะกลับมาทำ new high ด้วยความรวดเร็ว

    ยิ่งกลับมา new highได้เร็วยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่ง บางตัวใช้เวลาแค่ 10 วัน ก็กลับมาทำ new high ได้

    —————————————————————————————————————————–

    The lead and rest

    บางครั้งพฤติกรรมของหุ้นนำตลาดก็อาจทำให้เราอึดอัด เช่น ในตอนที่ตลาดเป็นขาลงหุ้นนำตลาดจะวิ่งขึ้นสวนตลาด จากนั้นก็พักตัว ระหว่างนั้นหุ้นตัวอื่นๆจะเริ่ม breakout ขึ้นมาบ้าง แต่หุ้นตัวนี้กลับออกข้าง ทำให้เราเข้าใจผิดว่ามันจบรอบแล้ว และอาจขายทิ้ง(ในกรณีที่เราถืออยู่)

    แต่ความจริงแล้วเราต้องถือหรือเฝ้ามันต่อเพื่อรอให้มันไป ที่มันพักเป็นเพราะมันวิ่งนำออกมาก่อน และแสดงความแข็งแกร่งออกมาก่อนหุ้นตัวอื่น

    —————————————————————————————————————————–

    The failure Reset

    หุ้นทำ base มาดีๆตอนตลาดเป็นขาลง สุดท้ายยืนไม่อยู่ แบบนี้เราก็ต้องเฝ้าต่อว่าหุ้นสามารถกลับมาทำ base ได้มั้ย อย่าเพิ่งเอาออกจาก watchlist เร็วเกินไป บางครั้งหุ้นก็สามารถกลับมาทำ base และ breakout ได้

    สัญญาณกลับตัวของตลาดที่เราอยากเห็น

    1. มีปริมาณหุ้นทำ base และพร้อมจะ breakout เพิ่มมากขึ้น
    2. เริ่มสามารถทำกำไรได้จากการเทรด
    3. มีสัญญาณการเก็บหุ้น

    สัญญาณของตลาดที่เราไม่อยากเห็น

    1. มีปริมาณหุ้นทำ base และพร้อมจะ breakout ลดลง
    2. เวลาเทรดมีการขาดทุนติดๆกัน
    3. มีสัญญาณการกระจายของ

  • #18 Volume and Float

    #18 Volume and Float

    สัญญาณที่เห็นได้ง่ายที่สุดในการมองหาหุ้นที่กำลังจะขึ้นก็คือ
    1. แท่งเทียนราคา
    2. แท่งปริมาณการซื้อขาย

    หุ้นจะขึ้นได้แท่งเทียนราคาต้องขี้นมาอย่างแข็งแกร่ง และตามด้วยvolumeการซื้อขายมหาศาล เพราะ volume การซื้อขายเป็นตัวยืนยันว่ามี demand ในหุ้นตัวนี้จริง

    ปัญหาคือเราจะรู้ได้ยังไงว่า volume ขนาดไหนถึงเรียกว่าน่าสนใจ

    นั่นทำให้เรามีสิ่งที่ต้องเข้าใจร่วมกันเรียกว่า float

    Float ตัวนี้ไม่ใช่ free float ที่บอกสภาพคล่องของหุ้น
    Float หมายถึงปริมาณ volume ในแท่งนั้นๆเมื่อเทียบกับปริมาณ volume สูงสุดในรอบ 200 วัน

    เช่น volume สูงสุดในรอบ 200 วัน = 1 ล้าน volume วันนี้ = 5 แสน
    แปลว่าแท่งวันนี้มี float = 50%

    Float เป็นสัญญาณบอกว่าหุ้นตัวนั้นมีความต้องการขนาดไหน ยิ่ง float สูงยิ่งมีความต้องการมาก

    เราต้องมองหาหุ้นที่มี float ระดับ 100% ขึ้นไปเพื่อเอามาอยู่ใน watchlist ของเรา

    Float และ Overhead supply มีความสัมพันธ์ต่อกันคือ

    ถ้า volume ในรอบ 200 วัน (52สัปดาห์) แห้งมากและเกิด float ระดับ 100% นั่นหมายถึงว่า Overhead supply ในรอบ 200 วันนั้นแทบไม่มีแล้ว

    และ volume ที่เข้ามาจะเป็นตัวจุดระเบิดราคาหุ้น

    จะเห็นได้ว่า Float ระดับ 100 เป็นตัวทำให้เราเห็นสัญญาณว่า IMH เข้าข่ายหุ้นที่จะวิ่งแรง

    ดังนั้นเราต้องจับ IMH เข้ามาใน watchlist เพื่อรอเข้าซื้อหลังหุ้นพักตัว

    บางคนอาจจะมีคำถามว่า ทำไมเราถึงไม่ซื้อหุ้นก่อนที่จะมีfloatระดับ100%+

    จริงๆเรื่องนี้ก็อาจจะทำได้ถ้าคุณมีความเข้าใจในstageต่างๆของหุ้นแล้ว float ระดับ 30% หรือ 50% ในบางบริบทก็อาจเป็นสัญญาณที่ทำให้เราเข้าไปติดตามได้

    เช่น เกิด float 30% หลังจากที่เกิด float 100% และวิ่งมาซักพักแล้ว

    แต่ในขั้นเริ่มต้น float ระดับ 100%+ เป็นสัญญาณที่ชัดที่สุด เข้าใจง่ายที่สุดที่จะทำให้เราได้เห็น winner stock เพราะการเกิด float100% หมายถึงในรอบ 200 วันที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจหุ้นตัวนี้เลย

    การถูกจุดพลุขึ้นมาด้วย float100% จึงเป็นจุดที่บอกว่าหุ้นตัวนี้กำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

    ที่สำคัญก็คือ ยิ่งfloatสูงเท่าไหร่การพักตัวของหุ้นที่ตามมาก็มักจะสั้นขึ้นเท่านั้น นั่นทำให้เราไม่ต้องใช้พลังงานในการติดตามมาก

    Watchlist ที่มีแต่หุ้น float100%+จะเป็น watchlist ที่มีคุณภาพมาก เพราะทุกตัวพร้อมที่จะขึ้น ทำให้เรามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นตามไปด้วย