Month: April 2023

  • #24 tom canfield ขาดทุน500,000 USD ใน 1 ชั่วโมง และเอาคืนได้ใน 1 ปี

    #24 tom canfield ขาดทุน500,000 USD ใน 1 ชั่วโมง และเอาคืนได้ใน 1 ปี

    ผมดูสัมภาษณ์ Tom Canfield ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มานานกว่า 20 ปี ประวัติของเขาน่าสนใจมาดเลยสรุปมาให้อ่านกันครับ

    Tom Canfleld เริ่มเป็นtraderตั้งแต่ปี19999 ปู่ของเขาเป็น stockbroker จบจาก business school เคยเป็น IB แล้วมาทำร้านอาหาร พอมีลูกก็เหนื่อยมากเพราะต้องดูแลทั้งร้านอาหารและลูกเหมือนทำงาน 24/7

    สุดท้ายร้านอาหารเจ๊งเพราะไม่มีเวลาดูแล ตอนนั้นเขาหมดไฟเรื่องร้านอาหารแต่มีความสนใจเรื่อง trading มากกว่า เลยเป็น full time ด้วยสถานการณ์บังคับ และเป็นการเริ่มต้นโดยที่ไม่พร้อมด้วย

    เขาเริ่มจากเงิน 10,000 USD และเสียมันไปทั้งหมด Tom บอกว่าการเป็น full-time นั้นมีความกดดันและเครียดมากมาก เขาใช้เวลา 2-3 ปี ในการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่รอดในตลาดหุ้น

    ประสบการณ์นี้น่ากลัวในตลาดคือหุ้น QLGC (**มีข้อมูลการเทรตวันสุดท้าย 15/8/2016 **winner stock) หุ้นประกาศผลกำไร แต่ tom ไม่รู้ว่ามันมีกำไร จริงๆคือเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ fundamental เลย ตอนนัน port ของเค้าโต 50,000 เป็น 80,000 USD

    หลังจากหุ้นขึ้นมาซักพักเค้าทำการ short หุ้น ซึ่งมันไม่ใช่ แผนที่ Tom วางไว้ตั้งแต่ต้น เขา short เพิ่มไปเรื่อยๆจนคอมพิวเตอร์บอกว่า short เพิ่มไม่ได้แล้ว

    ซึ่งนั่นทำให้portของเขาลดลงจาก 80,000 USD เหลือเพียง 40,000 USD ในวันเดียว

    และportของเขายังลดลงต่อจนเหลือ 30,000 USD ซึ่งนั้นทำให้ Tom มีปัญหา เพราะเขาต้องถอนเงินออกมาใช้จ่ายทุกเดือน

    bear market ในช่วงปี 2000 – 2003 นั้นสอนให้เขารู้ว่าตลาดหุ้นมันโหดขนาดไหนหลังจากนั้นเขาได้พบกับ Pat Walker ซึ่งได้สอนเขาหลายอย่างมากถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เทรดใน style เดียวกันแต่แกนหลักส่าคัญของ Tom นั้นได้มาจาก Pat Walker

    Tom ให้ความสำคัญกับครอบครัวและการใช้ชีวิตมาก สำหรับเขาการเทรดนั้นสำคัญก็จริง แต่การที่เราอยู่ที่หน้าจอดลอดเวลาเพื่อที่จะคว้าทุกโอกาส สุดท้ายการเทรดจะค่อยๆกัดกร่อนเรา ทำให้เหลือแต่ความว่างเปล่า

    สำหรับtomการที่เทรดแล้วได้กำไร 8 – 15% ใน 3 วันถือว่า ok เพราะการเทรดสำหรับเขาคือการเทรดเพื่อยังชีพ การเกิด drawdown 10% สำหรับtomมันน่าเสียดาย เพราะเงินที่หายไปสามารถเอาไปใช่ในชีวิตประจำวันได้

    setup ที่ Tom ไข่คือการรอให้หุ้นพุ่งขึ้นแรงๆ 20-25% แล้วรอการเกิด pullback จากนั้นเขาจะเข้าซื้อหุ้นถ้าหุ้นเริ่มวิ่งอีกครั้ง

    เขาจะถือหุ้นในช่วงเวลาสั้นๆและขายในเวลาไม่เกิน 5 วัน และรอจนกว่าห์นจะทำถลระอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์เพื่อหาจังหวะเทรดรอบต่อไป หลังจากขายหัน ต่อให้หนวิ่งไปอีก 60% ก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่ง

    ที่เขาต้องการคือความต่อเนื่องของกำไร

    ยกตัวอย่างzmในช่วงปี 2020 ซึ่งวิ่งจาก 90 USD ไป 600 USD แต่เขาสามารถทำกำไรได้ 50 จดจากการเทรด5ครั้ง ซึ่งเป็นการรอให้เกิด pivot และ breakout จากนั้นก็ขายภายใน 2 วัน

    ในช่วงตลาดดี เขาจะใช้วิธีสลับหุ้นไปเรื่อยๆ โดยเข้าซื้อเมื่อหุ้นเกิด

    การ breakout การหมุนหุ้นและเก็บกำไรไปเรื่อยๆ การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับ Tom เพราะมันเป็นจิตวิทยาที่ทำให้เขาได้รับรู้ว่าจะมีเงินไปใช้จ่ายแน่ๆ

    การเก็บกำไรต่อเนื่องครั้งละ 2R – 3R นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับเขาแล้ว ยังทำให้ equity curveไม่ผันผวนรุนแรง ซึ่งการทำให้ equity curve ขึ้นอย่างมั่นคงนี้เป็นสิ่งสำคัญสำคัญสำหรับ full-time

    trader

    เพราะการที่ full time trader มี equity curve ที่ผันผวนจะส่งผลต่อจิตใจมาก ทุกสิ่งทุกอย่างจะวิ่งเข้ามาในหัว เช่น จะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟยังไง เราเก่งพอมั้ย ฯลฯ Tom จะคัดเลือกหันเข้ามาอยู่ใน watchlist ประมาณ 30 และจะจะซื้อหุ้นที่อยู่ใน watchlist ของเขาเท่านั้น

    ถ้าหากเขาไม่สามารถทำกำไรจากหุ้นพวกนี้ได้แปลว่า

    1.ต้องปรับปรุง watchlist

    2.ตลาดกำลังแย่

    watchlist ของTom ไม่ได้ต้องการหุ้น big winner แต่ต้องการหุ้นที่วิ่ง

    ได้มากพอ

    Tom มี setup 3 รูปแบบ

    1.hit and run ซึ่งเค้าเอามากจาก jeff cooper (หนังสือhit and run trading) วิธีการเทรดคือใช้ setup เดียวกับ timeframe day แต่เทรดใน timeframe 30 min และเมื่อเจอ setup ใน timeframe 30 min แล้ว เขาจะลงไปดูใน timeframe 10 min เพื่อหาจุดซื้อ

    ส่วนการขายหันนั้นอยู่ที่สภาพตลาด โดยมากจะถือหุ้น 1-3 วัน ถ้าหากหุ้นวิ่งไปได้ดีอาจขายบางส่วนในตอนปิดวันของวันที่ซื้อ การเทรดแบบนี้เขาจะทำบ่อยในช่วงที่ตลาดเกิดการ correction หรือในช่วงที่ตลาดเงียบเหงา

    2.explosion trade setup นี้ถ้าตลาดดีจะถือ 3 – 10 วัน เป็นการเทรดที่ต้องการ base ยาว 2-6 สัปดาห์ แล้ว chart ทำการบีบตัวก่อนเกิดการจุดระเบิดของราคา

    3.momentum swing เป็นการเทรดที่ใช้เวลาถือ 2 สัปดาห์ขึ้นไปซึ่งตอนแรก Tomไม่อยากทำแบบนี้เพราะเขาต้องการเงิน แต่ตอนหลังเขาไม่ได้ต้องการเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันขนาดนั้นแล้ว

    ทำให้ไปเน้นการเทรดแบบมองภาพใหญ่มากกว่า ระยะเวลาในการถือ คือ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน โดยหวังผล 20% ขึ้นไป

    Tom มีวิธีการบริหารจิตใจด้วยการคำนวณว่าใน1ปีเค้าจะมีคชจเท่าไหร่ สมมติ 100,000 USD ก็จะตกเฉลี่ยเดือนละ 8,500 USD ดังนั้นเขาจะโอนกำไร 8,500 USD แรกของทุกเดือนไปเก็บไว้ในบัญชี

    ธนาคาร เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีเงินพอต่อการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการลดความวิตกกังวลเรื่องกำไร – ขาดทุนที่จะตามมา

    ปัญหาอีกอย่างที่tomเจอคือ เมื่อportโตขึ้นเขาไม่สามารถบริหาร Port ได้ดีเหมือนเดิม เพราะติดปัญหาเรื่อง posion size ที่ใหญ่จนกระทบต่อจิตใจ Tom แก้ปัญหานี้ด้วยการแยก account ออก เป็น 3 account เพื่อที่จะสามารถใช้ position size ที่จิตใจของเขารับได้

    หุ้นที่ให้บทเรียนสำคัญกับ Tom อีกตัวคือ XIV (**มีข้อมูลการเทรดวันสุดท้าย 15/2/2018 **winner stock) ซึ่งเป็นหันที่แข็งกว้าตลาดและ Tom ได้เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ตามแผนที่วางไว้

    การเทรดนี้เป็นไปได้ด้วยดีและเขาคิดว่าน่าจะได้กำไรจากการเทรดครั้งนี้ 150,000 – 200,000 USD

    หลังจาก Tom ซื้อ XIV หุ้นก็ขึ้นมาเรื่อยๆ และเขาได้มีการซื้อหุ้นเพิ่มมาตลอดทางจนเป็น position ที่ใหญ่เกิน 50% ของ port โดยมีต้นทุนอยู่ประมาณ 88 USD

    จากนั้น Tom ได้ไปพักในครัวไม่กี่นาที พอกลับมาดูราคาที่จออีกครั้งปรากฏว่าราคาหุ้นเหลือ 30 USD และไหลลงต่อเป็น 20 USD เขาเสียเงินในการเทรดครั้งนี้ไป 500,000 USD ภายใน 1 ชั่วโมง

    การเสียเงินในครั้งนั้นทำให้tomเสียศูนย์และมีความอยากที่จะเอาคืนนั่นทำให้เขาต้องหยุดเทรดหลายครั้งเพื่อฟื้นฟูจิตใจ และยอมรับให้ได้ว่าเขาได้เสียเงินไปแล้ว มันไม่ใช่เงินของเขาอีกต่อไป

    Tom กลับมาเทรดอีกครั้งด้วย size ที่เล็กมาก (APPL 100 หุ้น) จากนั้นเค้าค่อยๆทำเงินได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากวันละ 100 USD เป็นวันละ 200 USD และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเทรดทีละ 100 หุ้น เขาใช้เวลา 5 เดือนในการค่อยๆเพิ่ม position size และใช้เวลา 1 ปีในการได้เงินทั้งหมดคืนกลับมา

    ช่วงสิ้นปี 2019 Tom กลับมาใช่กลยุทธ canslim อีกครั้ง เพราะการ daytrade มันเหนื่อยมาก แต่พอปี 2020เ ขาพลาดการซื้อในช่วงจุดต่ำสุดของ covid ไป 3 เดือน กว่าทอมจะเริ่มเทรดก็เดือนกรกฎาแล้ว

    แต่ปีนั้นก็เป็นปีที่เขาทำผลตอบแทนได้ดี เมื่อหุ้นเข้าสู่ strong uptrend มันไม่สำคัญว่าคุณจะพลาด 1 เดือนแรก หรือ 5% หรือ 10% จากจุดต่ำสุดไป เพราะฉะนั้นอย่าไปเครียดกับการหาจุดต่ำสุด

    Tom บอกว่าสิ่งสำคัญของ trader คือเราต้องรู้จัก focusในสิ่งที่ทำ คุณต้องการ 1 setup ที่คุณเชี่ยวชาญที่สุดที่จะสามารถใช้เลี้ยงดูชีวิตของคุณได้ และจริงๆแล้วเขาก็มีแค่ 1 setup ซึ่งใช่ในการเทรด

    timeframe 30 min และ 1D

    Tom ไม่เห็นด้วยกับค่าว่าเราต้องเทรดด้วยความมั่นใจไม่ใช่ความกลัวเขาคิดว่าเราควรเทรดด้วยความกลัวนิดๆเหมือนการที่เราเดินอยู่ริมหน้าผา เพื่อที่จะระมัดระวัง การที่เราเทรดโดยไร้ความกลัวจะทำให้

    เราต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่ดี

    การมองเข้าไปในจิตใจของเราเพื่อรับรู้อารมณ์ เป็นตัวผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เราต้องรู้ว่าตอนนี้อารมณ์ของเราเป็นแบบไหนทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น

    ตัวกระตุ้นอารมณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณต้องค้นให้ได้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ของคุณ เพื่อที่เราจะเรียนรู้ที่จะจัดการกับมันให้ได้

    การจัดการกับอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางครั้งเรามองหุ้นตัวเดียวกัน ซื้อหุ้นตัวเดียวกันแต่สุดท้ายได้ผลลัพท์ที่ต่างกัน คนที่ประสบความสำเร็จมีน้อยกว่าคนที่แพ้ เพราะมีการจัดการอารมณ์ที่

    ต่างกัน

    Tom บอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้ทำบันทึกการเทรดอารมณ์ เขาเคยทำบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ในช่วงแรกๆของการเทรด แต่ตอนนี้เขาใช้การทำสมาธิแทนซึ่งมันทำให้เขาสงบลง แต่เขาก็คิดว่าการทำบันทึก

    เป็นเรื่องที่ดีมาก

    สำหรับคนที่เป็น full-time trader Tom แนะนำว่าว่า

    1.พยายามเก็บประสบการณ์จากตลาดให้ได้มากๆ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปื เพราะตลาดแต่ละปีมีสถานกาณ์ที่ไม่เหมือนกัน ตรงจุดนี้การทำบันทึกจะสามารถช่วยคุณได้มาก

    2.ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี เพราะเมื่อคุณออกมาเป็น full-time trader แล้วคุณจะแย่ไป3-6เดือน ไม่ว่าคุณจะเคยเก่งมาขนาดไหน 3-6 เดือนแรกเป็นการเทรดที่ยากมากสำหรับคนที่ออกมาเป็น full-time trader เพราะมันมีอารณ์มากมายที่คุนต้องจัดการ

    การใช้ social media ก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างการใช่ twitter คุณต้องระวังเรื่องการ follow ใครซักคนใน twitter เพราะมันทำให้การเทรดเป็นงานที่ดูง่ายสุดๆ และมีข้อมูลหลังไหลเข้ามาเยอะจนล้นตัว Tom เองก็ mute เพื่อนไป 80-90% เพราะไม่ต้องการให้ข้อมูลจากคนอื่นเข้ามารบกวน

    twitter อาจเป็นทรัพย์สินที่มีค่าหรืออาจเป็น platform ที่ทำลายเราถ้าเราใช้เวลากับมันมากเกินไป เพราะ  content ส่วนใหญ่ไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น หรือต่อให้มันมีคุณค่า มันก็อาจไม่ใช่คุณค่าสำหรับ

    คุณ การดูหน้าจอและวิเคราะห์ price and volume นั้นให้ข้อมูล

    เหมือนกันและไม่ทำให้เรา bias

  • #23 ผ่านมา1Q SET เป็นยังไงบ้าง

    #23 ผ่านมา1Q SET เป็นยังไงบ้าง

    SET ปิดวันแรกของปี 1678.97 // 31 มี.ค. 1609.17 SET ลงมาประมาณ 70 จุด (-0.04%)

    มี Distribution Days 18 วัน จาก 62 วันที่มีการเทรด (29%)

    จะเห็นได้ว่า Q1 ที่ผ่านมามีความยากพอสมควร คิดเฉลี่ยแล้วทุก3วันจะมีวันที่หุ้นลงหนักๆพร้อม volume 1 วัน

    ทำให้หุ้นส่วนใหญ่โดนกดและวิ่งไปไม่ได้ไกล

    มีหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้น 214 ตัว จาก 832 ตัว (25%)

    มีหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% 43 ตัว (5%)

    หุ้นที่ขึ้นมาเยอะ 20 อันดับแรก (ถึงวันที่ 7 มี.ค. 66) คือ

    1. SKY +114%

    2. READY +100% (IPO 22 กพ 66)

    3. SFP +90% (ไม่มีสภาพคล่อง)

    4. KJL +87%

    5. BVG +80% (IPO 16 กพ 66)

    6. MASTER +67% (IPO 24 มค 66)

    8. MTW +70% (IPO 2 ธค 65)

    9. TRUE +68%

    10. SISB +55%

    11. ARIP +51%

    12. PPS +50%

    13. M-CHAI +47% (ไม่มีสภาพคล่อง)

    14. WARRIX +46% (IPO 20 ธค 65)

    15. WAVE +46%

    16. YONG +43%

    17. PRI +40% (IPO 29 พย 65)

    18. MOSHI +39% (IPO 21 ธค 65)

    19. GLORY +38% (earning spike)

    20. TCCC +37% (ไม่มีสภาพคล่อง)

    ตัวที่ขึ้นเยอะถึงตอนนี้ 7 จาก 20 ตัวเป็นหุ้นที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน และโดยมากขึ้นแรงในวัน IPO หุ้นที่มี base เกิน 2 weeks และ +20% หลังจากทำ base มีทั้งหมด 6 ตัว คือ KJL MTW SISB ARIP PRI MOSHI

    ส่วนตัวคิดว่า Q นี้เป็น Q ที่ค่อนข้างยากสำหรับ swing trader เพราะหุ้นที่ขึ้นเยอะๆมีน้อยมาก และตลาดก็shakeตลอดเวลา เป็นช่วงวัดฝีมือว่าใครจะสามารถเก็บกำไรที่ได้มาจากรอบก่อนได้มากกว่ากัน เพราะถ้าเทรดมั่วก็มีโอกาสโดนกิน SLไปเรื่อยๆ

    ถ้านับจากปีก่อนจนถึงตอนนี้เราอยู่ใน mode hard penny มาประมาณ 18 เดือนแล้ว ก็หวังว่าตลาดขาลงน่าจะใกล้จบ และหวังว่างบ Q1 จะออกมาดีพอที่จะดันตลาดไปได้ครับ