Month: October 2023

  • #30 รับจ้างอ่านงบ

    #30 รับจ้างอ่านงบ

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่แต่ละบริษัทกำลังประกาศงบไตรมาส 3 ซึ่งทุกครั้งที่ประกาศงบก็จะมีเรื่องงบดีแต่หุ้นลงมาให้คนถกเถียงกันทุกไตรมาส

    เพราะจะมีคนมาเจาะว่าถึงแม้รายได้จะโต กำไรโต แต่ไส่ในของบริษัทไม่ได้ดีแบบที่คิด ต้องไปดูหมายเหตุงบหน้า 200 บรรทัดที่ 14 มีบอกเอาไว้

    หรืออาจมีคนมาบอกว่า ธุรกิจแบบนี้ดูแค่งบกำไรขาดทุนไม่ได้ ต้องดูงบดุล ดูพอร์ตลูกหนี้

    และถ้ามาแบบยากสุดคือบอกว่าเราจะหาแค่งบโตไม่ได้ เราต้องหางบโตที่มากกว่าความคาดหวังของนักลงทุนด้วย โดยเราต้องหางบที่โตกว่าบทวิเคราะห์ที่ออกมาก่อนหน้า

    ซึ่งในการทำงานจริงๆ ใครมันจะมีบทวิเคราะห์ของทุกสำนัก (จริงๆก็มีแหละ แต่ผมคิดว่าต้องใช้ทรัพยากรสูงในการได้มา)

    จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถจ้างใครซักคนอ่านงบได้ เพื่อที่เราจะเข้าใจได้ว่างบที่ออกมาเป็นงบที่ตลาดพอใจ

    ซึ่งคนที่รับจ้างอ่านงบของทุกบริษัทและวิเคราะทำให้เราก็คือตัวดลาดนั่นเอง

    ตลาดจะแสดงให้เราเห็นว่างบที่ออกมาดีขนาดไหนผ่านความแข็งแกร่งของราคาหุ้น และปริมาณการซื้อขาย ยิ่งหุ้นมีความแข็งแกร่งสูงและมีปริมาณการซื้อขายสูง ยิ่งแปลว่าตลาดมีความเห็นด้วยว่างบที่ออกมาดี

    โดยตลาดจะเก็บค่าอ่านงบเป็นราคาส่วนต่างของราคาหุ้นจากฐานราคาด้านล่าง หมายความว่าถ้าคุณจ้างตลาดอ่านงบจะไม่มีวันที่คุณได้ซื้อหุ้นที่อยู่ใน zone ล่าง แต่ก็แลกกับการที่คุณได้ซื้อหุ้นที่ถูกคัดกรองมาแล้วว่าดี

    แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจต้องเสียค่าจ้างอ่านงบในราคาแพง เพราะหุ้นอาจวิ่งขึ้นจาก low ไป 50-100% แต่การขึ้นมาในระดับนั้นยิ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดมองงบที่ออกมาดีขนาดไหน

    แล้วมีบ้างมั้ยที่ตลาดอ่านงบผิด คือวิ่งขึ้นมาแล้วไม่ไปต่อ หรือวิ่งขึ้นมาแล้วหักหัวลง แน่นอนว่าต้องมีกรณีแบบนี้ แต่คุณสามารถทำประกันความเสียหายด้วย Stop Loss และป้องกันการถือหุ้นผิดตัวด้วย Time Stop

    การมีStop Loss และ Time Stop จะทำให้สุดท้ายคุณจะหาหุ้นที่พร้อมจะวิ่งต่อ

    การเลือกหุ้นเหมือนการเลือกซื้อนักฟุตบอล บางสโมสรอาจเลือกคนที่ดูสถิติดีแต่ราคาถูก ซึ่งก็ต้องมาวัดเอาหน้างานว่าจะดีอย่างที่คิดมั้ย หรือ ถ้าดีกว่าที่คิดก็จะกำไรมาก ถ้ายกตัวอย่างเร็วๆนี้ก็คือ dominik

    szoboszlai ของ liverpool

    บางสโมสรอาจเลือกที่จะจ่ายแพงเพื่อซื้อนักเตะที่พิสุจน์มาแล้วว่าดีเยี่ยมอย่าง jude bellingham ของ real madrid

    การจ้างตลาดอ่านงบเหมือนการที่เราเลือกแล้วที่จะใช้กลยุทธซื้อเฉพาะหุ้นที่ตลาดเห็นว่าสุดยอดแล้วเท่านั้น

  • #29 ช่วงเวลาที่หวั่นไหวในตลาดหุ้น

    #29 ช่วงเวลาที่หวั่นไหวในตลาดหุ้น

    วันนี้ SET -23 จุดจนมาปิดที่ 1399.35 เป็นการปิดต่ำกว่า 1,400 ครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากที่ลงมาระดับนี้ครั้งสุดท้ายช่วงปี 2020 จากวิกฤติ COVID

    ผมเชื่อว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในตลาดมีความเครียด และความอ็ดอัดอัดมากทั้งคนมีเงินสดและคนที่หุ้นเต็ม port

    คนที่มีเงินสดอึดอัดที่อยากจะล้างdrawdown ถึงแม้มันจะไม่เยอะแต่การเห็นภาพ equity curve ที่ไม่ได้พุ่งไปข้างบบน แต่ไหลออกข้างมันก็ไม่ได้เป็นภาพที่ trader อยากเห็นเท่าไหร่

    ไม่รวมกับความอึดอัดที่ต้องมานั่งเขียนบันทึกความผิดพลาด นั่งตรวจ post analysis

    ส่วนคนที่มีหุ้นเต็ม port ก็ต้องทนอึดอัดกับการลดลงของ port แบบไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดตรงไหน

    ทั้ง 2 ทางเลือกไม่มีทางไหนผิด ทางไหนถูก สิ่งที่สำคัญคือมันควรเป็นความเจ็บปวดและความอ็ดอัดที่อยู่ในแผนที่เราวางไว้

    ไม่มีกลยุทธไหนที่ไม่เจอความอึดอัดและเจ็บปวด แต่เราต้องเลือกว่าความเจ็บปวดแบบไหนที่เรารับได้ สามารถควบคุมได้ สามารถพา por tกลับมาได้

    กลยุทธที่จะพา port กลับมาก็เป็นอีกเรื่อง ที่เราต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนหุ้นลง ซึ่งวิธีการควรมีความชัดเจน ทำซ้ำได้

    ผมคิดว่าวิธีการเอา port กลับมาที่เดิมด้วยการ all-in การซื้อถ้าลงการใช้ margin เป็นวิธีที่อันตรายที่สุด

    เราอาจใช้วิธีนี้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ตอน port ยังไม่ใหญ่มาก หรือมีกระแสเงินสดเข้ามาเติม port เยอะมาก

    แต่เมื่อ port เราใหญ่ขึ้นระดับนึงแล้ว วิธีการพวกนี้จะใช่ไม่ได้ความอันตรายอีกอย่างของวิธีพวกนี้คือ เป็นวิธีที่คนตายไม่ได้พูด

    ถ้าเรา all-in หรือ ถั่วเฉลี่ยผิดตัว port เราจะเสียหายเพิ่มขึ้นจนบางครั้งไม่อาจกลับมาได้

    ความน่ากลัวของตลาดขาลงอีกอย่างก็คือ เรายังไม่เคยเจอการลงแบบ L shape

    ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาการลงของตลาดเป็น V shape มาตลอดอาจจะเพราะตลาดยังเล็ก ดอกเบี้ยขาลง หรือเพราะมีมาตรการ QE ทำให้การผ่านตลาดขาลงด้วยการถั่วเฉลี่ย all-in หรือการ

    ใช้ margin ได้ผลดี

    ………………………………………………………………………………………………………

    ลำพังความเจ็บปวดและอึดอัดตอนตลาดลง ถ้าไม่อาการการหนักระดับ -20% ผมคิดว่าทุกคนพอทนได้ เพราะเป็นการติดลบที่ยังเอาคืนมาได้แบบไม่เหนื่อยมาก

    แต่ความอ็ดอัดที่เราต้องเจอในโลกของการลงทุนยุคใหม่ คือเราต้องเจอกับข้อเปรียบเทียบในโลก social ที่ยังเห็นบางคนสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่ port ของเราลดต่ำลง

    ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์พัฒนา แต่บางครั้งก็ทำร้ายเราเหมือนกัน

    ในตลาดหุ้น ไม่มีใครรู้กลยุทธและความได้เปรียบของคนอื่นอย่างครบถ้วน ดังนั้น การที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ

    การที่เปิดเจอว่าตอนนี้มีคนได้กำไร +20% ในตลาดแบบนี้ ทำให้เรา

    พยายามที่จะเปลี่ยนกลยุทธของตัวเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วรายละเอียด

    ของการ +20% อาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

    1.มีการเลือกหุ้นที่ดี

    2.ซื้อถ้วขาลงมาตลอดแล้วหุ้นrebound

    3.ปีที่แล้ว-50% ปีนี้หุ้นตัวเดิมที่ถืออยู่rebound

    4.ใช้margin

    ฯลฯ

    จะเห็นว่ามีวิธีการมากมายทำให้ได้ผลตอบแทน +20% ซึ่งมีความเสี่ยงและข้อจำกัดต่างกันมาก

    การที่เราไม่รู้กลยุทธของคนอื่นโดยสมบูรณ์ ทำให้ภาพของผลลัพธ์บิดภาพของกระบวนการจนเพี้ยนไปหมด

    สิ่งอันตายอีกอย่างในช่วงตลาดขาลงคือการที่เราถูกทำให้ไขว้เขวจากinfluencer

    เช่น ถึงตรง XXXX จะซื้อ ถึงตรง XXX จะโยกเงินจากที่อื่นมาซื้อตรง XXX คือโอกาส

    ไม่มีใครรู้ว่าเค้าท่าจริงรึเปล่า แต่คำพูดพวกนี้จะทำให้คุณหวั่นไหวและอาจไม่ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

    เราต้องระวังช่วงเวลาที่อ่อนไหวในช่วงตลาดลงหนัก ยึดมั่นในแผนที่เราเตรียมมา

    จริงอยู่ว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าแผนของเราจะได้ผลมั้ย แต่สิ่งที่เราได้ แน่ๆคือรายละเอียดของการทำแผน และผลลัพธ์ที่แท้จริงของแผนซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับปรุงและพัฒนาแผนของเราได้

    ความอึดอัด ความเจ็บปวด และการเสียเงินที่เราต้องเสียไปต้องไม่เสียเปล่า มันต้องถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนา เพราะเราไม่ได้ลงทุนจนถึงแค่จบขาลงรอบนี้ ยังมีขาลงอีกหลายรอบที่เราต้องเจอ

    ดังนั้นการยึดมั่นและพัฒนาแผนโดยไม่ปล่อยให้สภาวะรอบข้างมาทำให้ไขว้เขวจึงสำคัญที่สุด