วันนี้ SET -23 จุดจนมาปิดที่ 1399.35 เป็นการปิดต่ำกว่า 1,400 ครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากที่ลงมาระดับนี้ครั้งสุดท้ายช่วงปี 2020 จากวิกฤติ COVID
ผมเชื่อว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในตลาดมีความเครียด และความอ็ดอัดอัดมากทั้งคนมีเงินสดและคนที่หุ้นเต็ม port
คนที่มีเงินสดอึดอัดที่อยากจะล้างdrawdown ถึงแม้มันจะไม่เยอะแต่การเห็นภาพ equity curve ที่ไม่ได้พุ่งไปข้างบบน แต่ไหลออกข้างมันก็ไม่ได้เป็นภาพที่ trader อยากเห็นเท่าไหร่
ไม่รวมกับความอึดอัดที่ต้องมานั่งเขียนบันทึกความผิดพลาด นั่งตรวจ post analysis
ส่วนคนที่มีหุ้นเต็ม port ก็ต้องทนอึดอัดกับการลดลงของ port แบบไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดตรงไหน
ทั้ง 2 ทางเลือกไม่มีทางไหนผิด ทางไหนถูก สิ่งที่สำคัญคือมันควรเป็นความเจ็บปวดและความอ็ดอัดที่อยู่ในแผนที่เราวางไว้
ไม่มีกลยุทธไหนที่ไม่เจอความอึดอัดและเจ็บปวด แต่เราต้องเลือกว่าความเจ็บปวดแบบไหนที่เรารับได้ สามารถควบคุมได้ สามารถพา por tกลับมาได้
กลยุทธที่จะพา port กลับมาก็เป็นอีกเรื่อง ที่เราต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนหุ้นลง ซึ่งวิธีการควรมีความชัดเจน ทำซ้ำได้
ผมคิดว่าวิธีการเอา port กลับมาที่เดิมด้วยการ all-in การซื้อถ้าลงการใช้ margin เป็นวิธีที่อันตรายที่สุด
เราอาจใช้วิธีนี้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ตอน port ยังไม่ใหญ่มาก หรือมีกระแสเงินสดเข้ามาเติม port เยอะมาก
แต่เมื่อ port เราใหญ่ขึ้นระดับนึงแล้ว วิธีการพวกนี้จะใช่ไม่ได้ความอันตรายอีกอย่างของวิธีพวกนี้คือ เป็นวิธีที่คนตายไม่ได้พูด
ถ้าเรา all-in หรือ ถั่วเฉลี่ยผิดตัว port เราจะเสียหายเพิ่มขึ้นจนบางครั้งไม่อาจกลับมาได้
ความน่ากลัวของตลาดขาลงอีกอย่างก็คือ เรายังไม่เคยเจอการลงแบบ L shape
ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาการลงของตลาดเป็น V shape มาตลอดอาจจะเพราะตลาดยังเล็ก ดอกเบี้ยขาลง หรือเพราะมีมาตรการ QE ทำให้การผ่านตลาดขาลงด้วยการถั่วเฉลี่ย all-in หรือการ
ใช้ margin ได้ผลดี
………………………………………………………………………………………………………
ลำพังความเจ็บปวดและอึดอัดตอนตลาดลง ถ้าไม่อาการการหนักระดับ -20% ผมคิดว่าทุกคนพอทนได้ เพราะเป็นการติดลบที่ยังเอาคืนมาได้แบบไม่เหนื่อยมาก
แต่ความอ็ดอัดที่เราต้องเจอในโลกของการลงทุนยุคใหม่ คือเราต้องเจอกับข้อเปรียบเทียบในโลก social ที่ยังเห็นบางคนสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่ port ของเราลดต่ำลง
ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์พัฒนา แต่บางครั้งก็ทำร้ายเราเหมือนกัน
ในตลาดหุ้น ไม่มีใครรู้กลยุทธและความได้เปรียบของคนอื่นอย่างครบถ้วน ดังนั้น การที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ
การที่เปิดเจอว่าตอนนี้มีคนได้กำไร +20% ในตลาดแบบนี้ ทำให้เรา
พยายามที่จะเปลี่ยนกลยุทธของตัวเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วรายละเอียด
ของการ +20% อาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น
1.มีการเลือกหุ้นที่ดี
2.ซื้อถ้วขาลงมาตลอดแล้วหุ้นrebound
3.ปีที่แล้ว-50% ปีนี้หุ้นตัวเดิมที่ถืออยู่rebound
4.ใช้margin
ฯลฯ
จะเห็นว่ามีวิธีการมากมายทำให้ได้ผลตอบแทน +20% ซึ่งมีความเสี่ยงและข้อจำกัดต่างกันมาก
การที่เราไม่รู้กลยุทธของคนอื่นโดยสมบูรณ์ ทำให้ภาพของผลลัพธ์บิดภาพของกระบวนการจนเพี้ยนไปหมด
สิ่งอันตายอีกอย่างในช่วงตลาดขาลงคือการที่เราถูกทำให้ไขว้เขวจากinfluencer
เช่น ถึงตรง XXXX จะซื้อ ถึงตรง XXX จะโยกเงินจากที่อื่นมาซื้อตรง XXX คือโอกาส
ไม่มีใครรู้ว่าเค้าท่าจริงรึเปล่า แต่คำพูดพวกนี้จะทำให้คุณหวั่นไหวและอาจไม่ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
เราต้องระวังช่วงเวลาที่อ่อนไหวในช่วงตลาดลงหนัก ยึดมั่นในแผนที่เราเตรียมมา
จริงอยู่ว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าแผนของเราจะได้ผลมั้ย แต่สิ่งที่เราได้ แน่ๆคือรายละเอียดของการทำแผน และผลลัพธ์ที่แท้จริงของแผนซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับปรุงและพัฒนาแผนของเราได้
ความอึดอัด ความเจ็บปวด และการเสียเงินที่เราต้องเสียไปต้องไม่เสียเปล่า มันต้องถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนา เพราะเราไม่ได้ลงทุนจนถึงแค่จบขาลงรอบนี้ ยังมีขาลงอีกหลายรอบที่เราต้องเจอ
ดังนั้นการยึดมั่นและพัฒนาแผนโดยไม่ปล่อยให้สภาวะรอบข้างมาทำให้ไขว้เขวจึงสำคัญที่สุด
