#37 จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว

Inspired? Share the vibe!

“จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว”

คือคำพูดคลาสสิกประจำตลาดหุ้น

ที่เราจะได้เห็นทุกครั้งที่หุ้นตก

แต่จริง ๆ คำนี้ตีความได้หลากหลาย

และถ้าคนที่เอาไปใช้ไม่มีประสบการณ์

หรือเอาไปใช้โดยไม่มีกลยุทธ์รองรับ

ผลที่ได้อาจจะแย่ลงกว่าเดิม

.

ที่ผมบอกว่าประโยคนี้ตีความได้หลากหลาย

เพราะจริง ๆ แล้วมันสามารถใช้ในขาขึ้นได้ด้วย

เรามักได้ยินประโยคนี้ในตลาดขาลง

เพื่อปลุกใจให้เราเข้าซื้อหุ้นแบบมีส่วนลด

แต่เทรดเดอร์เองก็ใช้คำนี้เหมือนกัน

เวลาซื้อตอน breakout

หรือตอนที่ run trend ไปจนหุ้น PE แพงระดับ 100 เท่า

.

ความหมายเชิงกลับของเทรดเดอร์คือ

ตอนที่สาย fundamental กล้าซื้อหุ้น → ให้ระวังไว้

เพราะมันอาจจะยังไม่จบขาลง

และตอนที่หุ้นขึ้นจนสาย fundamental

เริ่มกลัวในความแพง → ให้เรากล้าที่จะ “เข้าซื้อ”

และ “ถือ” จนกว่ามันจะสุดเทรนด์

เพราะหลักการของ momentum

ไม่ใช่ Buy low, sell high

แต่คือ Buy high and sell above the sky

.

จะเห็นได้ว่ามันก็ฟังขึ้นทั้ง 2 แบบ

เพราะงั้น…

คนจะรอดจากตลาดหุ้นได้

ต้องไม่ใช้แค่ความกล้า — แต่ต้องมีกลยุทธ์ด้วย

.

สิ่งที่ผมพยายามพัฒนาตลอดหลายปี

คือเรื่อง “ความชัดเจน”

เพราะผมคิดว่า…

ช่วงเวลา 90% ในตลาดหุ้นคือภาพเบลอ ๆ

ยากที่จะชี้ว่ามันจะไปทางไหน

ถ้าเราจะใช้แค่การ “คาดเดา” หรือ “ประมาณการณ์”

โดยไม่มีเกณฑ์ขาว-ดำ

เราจะเจอโอกาสซื้อ-ขายอยู่ตลอดเวลา

แต่สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรเลย

.

แต่ถ้าเราสร้างเกณฑ์ขาว-ดำขึ้นมา

ในกลยุทธ์การเทรดของเราเอง

คุณจะรู้ได้ชัดเจนว่า…

สถานการณ์แบบนี้ = คุณต้องทำอะไร

.

ที่สำคัญคือ

เกณฑ์ขาว-ดำที่สร้างขึ้น

ต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์หลัก

เช่น ผมเป็น momentum trader

ผมจะใช้ MA20 เป็นตัวกำหนดการจัดการหุ้น

ถ้า index ลงต่ำกว่า MA20 → ต้องลดพอร์ต

ไม่ว่าใจจะอยากถือแค่ไหนก็ตาม

.

ส่วนตัวหุ้นไม่ว่าถูกแค่ไหน

เกณฑ์แรกก่อนจะเข้ามาอยู่ใน watchlist คือ

✅ หุ้นต้องอยู่ “เหนือ MA20”

✅ และ MA20 ต้องอยู่ “เหนือ MA50”

.

พอเรามีเกณฑ์ที่ชัด

ที่เหลือก็จะเป็น “งานที่เบามาก”

คือแค่ทำตามกฎให้ได้

บางครั้งเราอาจเห็นหุ้นที่เด้ง V-shape

ขึ้นมาเป็น +100% โดยไม่มีจุดซื้อเลย

ทำให้เราเสียดายที่ไม่ได้ซื้อที่ low

แต่พอผ่านการเทรดมาหลายร้อยครั้ง

เราจะเห็นว่า…

การมีกฎที่ชัดเจน

จะช่วยให้พอร์ตของเรา “อยู่รอด” ได้ยาวกว่า

.

หุ้นที่เป็นภาพแบบนี้ก็อย่างเช่น SGC ช่วง มิ.ย.-ก.ค. 2024 หรือJMT ช่วงส.ค.-ตค 2024

ที่หุ้นวิ่งขึ้นจากlow 50-100% แบบ V-shape

เคสแบบนี้จะทำให้เราไขว้เขว แต่การที่เรามีกลยุทธที่ชัดเจนก็ช่วยปกป้องเราจาก JMT ช่วง ต.ค.2023 หรือ SGC ช่วง พ.ย. 2024 เหมือนกัน

.

การที่เรามีเงินสด

ก็ถือเป็น “ความกล้า” อย่างหนึ่ง

เพราะเราต้องสู้กับเสียงรอบข้างที่บอกให้ “ซื้อหุ้นตอนถูก”

ดังนั้น เราต้อง กล้าเชื่อในกลยุทธ์ของเราเอง

.

ความกล้าในตลาดหุ้นไม่ได้หมายถึง ‘ไม่กลัว’

แต่คือ ‘กลัวแล้วก็ยังทำในสิ่งที่ควรทำ’ ต่างหาก”

และ

“ความกลัว” + “ความกล้า” ต้องมีที่มาจากกลยุทธ์ของเรา

ไม่ใช่จากความคิดเห็นหรือบรรยากาศของตลาด

ถ้าเราอยากรู้ว่าเรามีแผนที่ชัดเจนแล้วหรือยัง

เราอาจลองถามตัวเองดูว่า ถ้าพรุ่งนี้ตลาดลบอีก -5% คุณมีแผนที่ชัดเจนหรือยัง?”