Category: Uncategorized

  • 5สิ่งที่ผมเรียนรู้จากตลาดและชีวิตในปี2025

    1.ถ้าคุณไม่อยากทุ่มเทในตลาดหุ้น การDCAใน index fund คือคำตอบ

    ถ้าคุณไม่เก่งพอ การอ่านหนังสือแค่ไม่กี่เล่มแล้วไปDCAหุ้นรายตัวมีโอกาสทำให้คุณพอร์ตพังหรือกลายเป็นซึมเศร้า

    คุณอาจจะอ่านมาว่าให้เลือกหุ้นที่มีคุณภาพแล้วถืออย่างยาวนาน แต่คนที่ไม่ทุ่มเทจะไม่มี่ทางรู้เลยว่าหุ้นคุณภาพที่แท้จริงคืออะไร และช่วงเวลาไหนคือช่วงเวลาทองของหุ้น

    หนังสือชอบยกเคสตัวอย่างที่ยกNVDAที่ขึ้นมาเป็น10เท่า แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณไม่ทุ่มเทมากพอคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าต้องขายNVDAตอนไหน

    ในโลกที่ธุรกิจแข่งกันเดือดขนาดนี้แม้แต่NVDAก็อาจจะถูกชกหน้าคว่ำซักวัน และถึงแม้คุณจะถือจนมีกำไรแต่ถ้าportเกิดdrawdownที่ลึก ผมบอกได้เลยว่าสุขภาพจิตของคุณไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม

    2.ไม่เป็นตำนานไม่เป็นไร อย่าเป็นอุทาหรณ์เป็นพอ

    ตลาดสามารถแย่ได้นานกว่าที่เราคิด และสามารถเปลี่ยนไปจนเราอาจตามไม่ทัน

    การทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับตลาดหุ้นเลยไม่ใช่เรื่องแย่ เราได้เห็นมาแล้วจากตลาดไทยที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดไทยอาจเกิดขึ้นกับตลาดโลก

    ฟังดูเหมือนตลก แต่ตอนที่มีคนบอกผมเมื่อ10ปีก่อนว่ารีบโกยเงินในตลาดไทยให้เยอะไว้เราไม่รู้ว่าอนาคตตลาดอาจทำเงินไม่ได้แล้ว ตอนที่ผมฟังตอนนั้นผมก็ตลกเหมือนกัน

    เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวันและประชากรโลกก็มีแนวโน้มที่จะลดลง ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกโตพร้อมประชากรที่เพิ่มขึ้น ประเทศต่างๆเริ่มติดหล่มทางเศรษฐกิจ คุณต้องมีแผนสำรองในกรณีที่ตลาดไม่แจกเงินแบบยาวนาน

    ถ้าคุณลงทุนแบบทุ่มทุกอย่างลงมาในตลาดหุ้นเมื่อคุณสำเร็จคุณอาจจะเป็นตำนาน แต่ถ้าไม่เป็นตามแผนคุณอาจเป็นอุทาหรณ์

    3.onlyคนเสร่อsurvive

    การบุกไปทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมจะถูกตั้งคำถามเสมอ แต่ถ้าคุณหวังผลคุณต้องยอมเป็นคนเสร่อ

    เหมือนกับเวลาคุณไปจีบผู้หญิงแล้วเค้าไม่ให้contact คุณอาจจะโดนเพื่อนแซว แต่สิ่งที่คุณทำคือการเปิดโอกาสให้กับชีวิต

    4.คนดีกับuseful idiotต่างกันนิดเดียว การเป็นคนดีและเห็นอกเห็นใจคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่โลกนี้คนเหลี่ยมมีเยอะกว่า การเป็นคนดีแบบไม่ดูโลกเลยบางครั้งก็เป็นสะพานให้คนเหยียบ

    เวลามีดีลในตลาดหุ้นคุณต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่าลอกการตัดสินใจใครหรืออย่าคำตอบหรือความเลื่อมั่นจากใคร เพราะถึงคนที่คุณไปหาคำรับรองเค้าอาจจะไม่ได้หลอกคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่เป็นuseful idiotที่โดนคนอื่นหลอกมาอีกที

    เรื่องuseful idiotไม่ใช่แค่ต้องระวังเรื่องในตลาดหุ้น แต่กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายๆอย่างเราก็ควรระวังเหมือนกัน

    5.การเล่นหุ้นวัดที่การตัดสินใจไม่ใช่ข้อมูล ไม่ว่าคุณจะเก็บข้อมูลกี่เทราไบท์หรืออ่านresearchเยอะขนาดไหนล้วนไม่มีประโยชน์ถ้าคุณตัดสินใจไม่ได้ การเล่นหุ้นต้องการการตัดสินใจที่เด็ดขาด

    ถ้าคุณสนุกกับการหาข้อมูลมากเกินไปคุณจะไม่ได้ซื้อหุ้น เพราะข้อมูลในตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ

    คุณต้องรู้ก่อนว่าข้อมูลไหนเป็นข้อมูลหลักในการตัดสินใจ ข้อมูลไหนคือtriggerที่จะให้คุณซื้อหรือขายและมุ่งที่ประเด็นนั้น

    การอ่านและเก็บข้อมูลเยอะๆทำให้คุณรู้สึกดีจากการเป็นคนขยัน แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าตรงไหนคือจุดที่คุณต้องตัดสินใจ คุณคือคนที่ถูกตลาดหลอกให้ทำOTแล้วไม่จ่ายเงิน

    6.การเล่นหุ้นเป็นgame openworld + sandbox

    ทุกอย่างไม่มีผิดไม่มีถูก ทุกคนมีedgeและข้อจำกัดที่ต่างกัน คุณไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีไหนคือวิธีทีดีที่สุด

    แม้แต่วิธีของmarket wizardก็อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด สำหรับผมวิธีการลงทุนที่ดีที่สุดคือการที่คุณลงทุนแล้วไม่ผิดกฎหมาย กลับบ้านแล้วนอนหลับสบาย ดูnetflixได้แบบไม่กระวนกระวาย อยู่กับครอบครัวแล้วมีความสุข

    หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกคน และสวัสดีปีใหม่2026ล่วงหน้าครับ

  • EP.40 ทำไมกราฟ GDP เวียดนามพุ่ง แต่กราฟGDPไทยติดไซด์เวย์?

    EP.40 ทำไมกราฟ GDP เวียดนามพุ่ง แต่กราฟGDPไทยติดไซด์เวย์?

    ในขณะที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง

    ไทยเลือกที่จะ “นิ่งรอดูท่าที” ในขณะที่ เวียดนามตอบสนองเชิงรุกทันที ด้วยการประกาศพร้อมเปิดโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ

    แนวทางของเวียดนามไม่เพียงเป็นการตั้งรับ แต่คือการ “ใช้โอกาส” จากความปั่นป่วนในเวทีระหว่างประเทศ สร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจภายใน

    และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ

    ตอนนี้หลายอย่างมันเหมือนเข้าทางฝั่งเวียดนามทุกประตู

    ยอดส่งออกโตแรง

    FDI ไหลเข้าเหมือนเทรนด์ขาขึ้นไม่มีดึงกลับ

    ภาพประเทศดูดีแบบเกินเบอร์ตลาด Frontier ไปแล้ว

    (ในขณะที่ไทย…ก็เริ่มมีกระแสจะเป็นฮับด้าน มาเฟีย แทน)

    ผมเลยลองศึกษาดูว่า

    ทำไมประเทศที่เคยติดหล่มสงคราม-คอมมิวนิสต์

    ถึงกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่กราฟเศรษฐกิจ “โฉบขึ้น” ได้เร็วที่สุดในอาเซียน

    ย้อนดูปลายยุค 80s

    ตอนนั้นไทยเข้าใกล้คำว่าเสือตัวที่5ของเอเชีย ต่อจากฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน

    มี FDI มีโรงงาน มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

    ส่วนเวียดนาม เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามเย็น

    แต่พอเข้ายุค 2020s

    กราฟการเติบโตของเรากับเวียดนามเริ่มแยกทาง

    ล่าสุด IMF คาดว่าปี 2025

    เวียดนามโต 6.1%

    ไทยโต 2.9%

    แล้วอะไรคือ “สูตรลับ” ของเวียดนาม?

    ก่อนจะไปดูแพตเทิร์นการเติบโต

    เราต้องเข้าใจก่อนว่า “แรงจูงใจของรัฐ” ในแต่ละประเทศมันต่างกันยังไง เพราะเวลาเราพูดถึงรัฐแบบรวมศูนย์ เรามักจะเอาลาว พม่า และกัมพูชารวมไปด้วย

    สิ่งที่เวียดนามต่างจากประเทศรอบข้างคือ

    เวียดนาม = พรรคคอมมิวนิสต์รวมศูนย์ (ไม่มีเลือกตั้ง แต่มี KPI)

    พม่า–ลาว–กัมพูชา = เผด็จการกึ่งทหาร (อยู่ได้ด้วยปืน ไม่ใช่กราฟเศรษฐกิจ)

    เวียดนามมีระบบที่ “ใครทำไม่ได้ตามเป้า = โดนเด้ง”

    เพราะในพรรคมีการแข่งขันกันเอง

    ถ้ากราฟเศรษฐกิจไม่ขึ้น หรือทำเรื่องไม่ดี = อยู่ไม่รอด

    ตัวอย่างที่เห็นได้เร็วๆนี้คือการกดดันให้ปธน.หวอ วัน เถือง ลาออก ถึงแม้จะสาเหตุไม่แน่ชัด แต่ก็มีารคาดการได้ว่า อาจจะเกี่ยงข้องกับคดีคอรัปชั่นของผู้ใต้บังคับบัญชา

    จุดเปลี่ยนแรกของเวียดนามเกิดเมื่อไหร่?

    ย้อนกลับไปช่วงปี 1980

    เวียดนามเงินเฟ้อ 400%

    ข้าวไม่พอกิน ระบบพัง

    พรรคเลยตัดสินใจ “เปลี่ยนเกม”

    เปิดนโยบายชื่อว่า Đổi Mới (อ่านว่า “โด่ย ม๋อย”)

    แปลตรงตัวว่า “การเปลี่ยนแปลง” หรือ “รีแบรนด์ทั้งประเทศ”

    Đổi Mới คือการลากเศรษฐกิจจากคอมมิวนิสต์ปิด

    เข้าสู่ระบบตลาดที่มีเสรีในระดับนึง (แบบมีการควบคุมจากรัฐเบื้องหลัง) โดยการ

    • คืนที่ดินให้ชาวนา → เพิ่มผลผลิตข้าว ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก
    • เปิดให้ตั้งโรงงาน SME → เกิดเอกชนรุ่นแรก
    • ยกเลิกระบบบัตรปันส่วน → ให้ค้าขายเสรี
    • ดึง FDI เข้ามา → บริษัทต่างชาติเข้ามาวางฐาน
    • ให้แรงงานทำมากได้มาก → Productivity พุ่ง

    ผลลัพธ์?

    GDP โตเฉลี่ย > 6% ต่อปี ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

    แล้วเวียดนามเร่งเครื่องยังไงต่อหลัง Đổi Mới?

    เวียดนามติดเครื่องยนต์ 5 ตัวที่น่าสนใจมาก:

    1. FTA First → เซ็น EVFTA + CPTPP ไวสุดในกลุ่ม → ส่งออกไป EU พุ่งจาก €34.5B → €51.5B ภายใน 2 ปี
    2. FDI แบบรวดเร็ว → แจก Super Deduction ดึงโรงงานเทค-แบตเตอรี่ → 2024 รับ FDI พีคสุดในประวัติศาสตร์ $39B
    3. แผนพลังงาน PDP8 → อัด $135B เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า → กำลังการผลิตจะเพิ่มเท่าตัวจากปี 2020 ที่ 69 GW เป็น 150 GW ในปี 2030 → ป้องกันปัญหาไฟดับ+รองรับอุตสาหกรรมใหม่
    4. โครงสร้างพื้นฐานแบบ “เส้นเลือดใหญ่” → ทางด่วนเหนือ-ใต้ + รถไฟเชื่อมจีน เริ่มปี70 เสร็จปี78 → ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30%
    5. Digital GDP = 30% → วางระบบ e-Gov → 5G ครอบคลุมทั้งประเทศ

    เวียดนามยังได้ประโยชน์เทรนด์ระดับโลกอีก 1 อย่างคือ

    China + 1 Strategy

    = บริษัททั่วโลกกระจายโรงงานออกจากจีน ไปยังประเทศที่ต้นทุนต่ำ + ความเสี่ยงการเมืองน้อยกว่า

    เวียดนามเลยรับทรัพย์เต็ม ๆ

    เพราะทั้ง Apple, Samsung, Lego, Intel ฯลฯ

    แห่มาตั้งฐานที่นี่กันเป็นแถว

    สรุป

    เวียดนาม = แผนระยะยาวที่ต่อเนื่อง ไทย = ความไม่แน่นอนทางนโยบาย + การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง

    การเรียนรู้จากเวียดนามจึงไม่ใช่แค่ “อิจฉา” หรือ “เปรียบเทียบ” แต่คือการเข้าใจ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่นำไปสู่ผลลัพธ์แตกต่าง

    เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตจากโชคช่วย แต่มาจากการตัดสินใจที่กล้าหาญและสม่ำเสมอ

  • #39 วิกฤตสอนอะไรผมบ้าง? บทเรียนจาก Subprime ถึง COVID ที่ผมจะพลาดซ้ำอีก

    #39 วิกฤตสอนอะไรผมบ้าง? บทเรียนจาก Subprime ถึง COVID ที่ผมจะพลาดซ้ำอีก

    “สงครามภาษีรอบนี้จะจบตรงไหน ไม่มีใครรู้”

    แม้สถานการณ์ตอนนี้อาจยังไม่รุนแรงเท่า Subprime หรือ COVID แต่ถ้าเราตั้งรับไม่ดี… รู้ตัวอีกทีพอร์ตอาจ -50% แล้ว

    และนี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการเจอวิกฤติ 2 ครั้งใหญ่


    1. ต้องแยกแผน “ตั้งรับ” กับ “บุก” ให้ชัด

    ตอน Subprime ผมไม่มีแผนตั้งรับเลย สิ่งเดียวที่ทำคือ “สลับหุ้นไปหาหุ้นที่ดู undervalue” ซึ่งฟังดูมีหลักการ แต่จริงๆ แล้วคือการเปิดเกมรุกตลอดเวลา

    ผลคือพอร์ต drawdown ลึกมาก จนไม่กล้าเปิดดู โชคดีที่ตอนนั้นพอร์ตยังเล็ก และไทยยังอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตทั้งตลาด เลยรอดมาได้

    บทเรียน: ถ้าไม่แยกแผนให้ชัด เราจะเล่นแบบรุกๆ รับๆ สุดท้ายพอร์ตจะพัง


    2. Market Breadth และผลการเทรด เป็นสัญญาณเตือนที่ดีที่สุด

    ตอนตลาดขึ้น แต่ Breadth แย่ หรือ MFE ต่ำกว่าปกติ ต้องระวัง!

    ผมจะลด exposure และเปลี่ยนมาเล่นshort-termแทน แม้ว่า Index จะดูดีแค่ไหนก็ตาม เพราะ “ไส้ใน” มันไม่โกหกเรา

    การเล่น short-term ทำให้เห็น traction ของตลาด ช่วยให้เราวางแผนได้ง่ายขึ้นว่าจะเปลี่ยนไปถือยาวขึ้นได้มั้ย และช่วยให้portเราไม่สวิงมาก

    ตอน COVID ผมมีแผนตั้งรับดีขึ้น แต่ก็ยังโดนอยู่ เพราะก่อนวิกฤติ SET ดูเหมือนจะไปต่อ แต่หุ้นที่ break 52WH กลับลดลงเรื่อยๆ นั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนที่ผมมองข้าม

    บทเรียน: Index อาจดูดี แต่ถ้าไส้ในไม่ดี โอกาสจะโดนกระชากแรงๆ มีสูงมาก


    3. Fundamental ไม่ได้ช่วยอะไรในช่วงตลาดลง

    หุ้นดีๆ อย่าง SPALI ตอน Subprime ลงจน yield 20% แต่ราคาก็ยังลงต่อ

    และที่สำคัญคือ “วิกฤติมักเปลี่ยน landscape ธุรกิจ” หุ้นที่เคยเติบโตดี อาจไม่กลับมาอีก อย่างร้านอุปกรณ์ IT หลัง COVID ก็โตช้าลงมาก

    บทเรียน: ยึดติดกัน fundamental แบบย้อนหลังยิ่งเสี่ยง ถ้าไพ่เปิดมาว่าหลังวิกฤติบริบทของธุรกิจเปลี่ยน ที่เราถือมาจะเปลี่ยนจากลงชั่วคราวเป็นลงถาวร


    4. สำหรับ Momentum Trader — MA20 คือเส้นตัดสินใจ

    การใช้ MA200 เหมือนเห็นรถวิ่งมาชน แต่เรายังไม่ยอมหลบ เพราะกลัวเสียของ

    ผมเคยใช้ MA200 เพราะไม่อยากสลับหุ้นบ่อย แต่มารู้ทีหลังว่าถ้าหุ้นหลุด MA20 แล้ว momentum มันก็หายแล้ว อย่าไปยื้อเลย

    บทเรียน: เลือกMAให้เหมาะสมกับกลยุทธและbusiness model หุ้นไทยชอบดีเป็นรอบๆ ไม่ค่อยดีถาวร ในตลาดหุ้นไทย MA20/50 ช่วยให้เราเก็บกำไรได้มากกว่าMA200


    5. อย่ากลับเข้า position เร็วเกินไป

    การขาดทุนจากตลาดขาลงมี 2 แบบ:

    • ไม่ยอมขาย
    • ขายแล้วรีบกลับเข้าไปเร็วเกินไป

    ตลาดขาลงมักมี “แรงเด้ง” แรงมากจนทำให้เรารู้สึกว่าตกรถ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันแค่เด้งเพื่อหลอกให้เรากลับเข้าไป

    วิธีแก้: กลับไปดู Market Breadth และเริ่มด้วย position size เล็กๆ ก่อน แล้วค่อยๆ scale up ทีละนิด อย่ากลัวตกรถ เพราะรถมันจะวนรับเราอีกรอบเสมอ — ถ้าเรารอเป็น


    6. หุ้นนำตลาด (Leader) ต้องอยู่ด้านบน ไม่ใช่ก้นเหว

    Leader ที่แท้จริงต้องแข็งแกร่งและพยายามยืนอยู่ใกล้ 52WH

    ตอน COVID ผมพลาดเพราะเลือกหุ้นโซนล่างด้วยความหวังว่า “มันน่าจะกลับมา” แต่กลับมองข้าม SFLEX ที่เพิ่งเข้าใหม่และแข็งแรงมากในช่วง SET ดิ่งเหว

    บทเรียน: Momentum อยู่ตรงไหน เม็ดเงินก็อยู่ตรงนั้น อย่าไปหา Value ในนรก


    7. ใจเย็น ค่อยๆ ไป อย่ามองข้ามระบบของตัวเอง

    อย่าไปหลงกลยุทธ์คนอื่นจนหลุดจากจังหวะของตัวเอง

    โฟกัสแค่ผลการเทรดของเราก็พอ ดูว่าหุ้นที่เราลอง pilot ไป ยืนอยู่ได้ไหม วิ่งได้ไกลแค่ไหน แล้วค่อยๆ เพิ่ม position size ตาม


    “เราควบคุมตลาดไม่ได้ แต่เราควบคุมตัวเองได้”

    อย่าหวังหาทางลัด อย่ากลัวว่าตัวเองจะตกรถ และอย่าลืมว่า

    “สัญญาณที่ดีที่สุด…คือผลการเทรดของเราเอง”

    ถ้ามันไม่ดี — ไม่ต้องหาเหตุผล แค่ลดความเสี่ยงลงก่อน

    แล้วค่อยว่ากันใหม่…เมื่อตลาดเริ่มกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

  • #38 ต้องรอSETลงถึงเท่าไรถึงจะเข้าซื้อหุ้น?

    #38 ต้องรอSETลงถึงเท่าไรถึงจะเข้าซื้อหุ้น?

    สำหรับคนทั่วไปอาจมองหาว่าหุ้นลงไปเท่าไหร่ถึงน่าซื้อ

    แต่นั่นไม่ใช่คำถามสำคัญสำหรับ Momentum Trader

    .

    ช่วงหลายเดือนมานี้ (จริงๆ ก็เป็นปี)

    SET ลงมาเยอะมาก

    ตอนนี้หลายคนในฟีดเริ่มโพสต์ว่า

    “โอกาสมาแล้ว”

    หรือ “หุ้นถูกมาก เป็นโอกาสในรอบหลายปี”

    .

    แต่ในมุมของ Momentum Trader

    คำถามจริง ๆ อาจไม่ใช่

    “มันลงไปกี่จุดแล้ว?”

    แต่คือ

    “มันถึงเวลาหรือยัง?”

    “แล้วจะเข้ายังไงให้คุ้ม Risk Reward Ratio?”

    .

    เพราะเราไม่ซื้อหุ้นแค่เพราะมัน “ถูก”

    เราซื้อเมื่อ Momentum ยังดีอยู่

    และจังหวะที่เราซื้อ

    ต้องมี Risk/Reward ที่คุ้มค่าด้วย

    .

    ถ้างั้นเราจะรู้ได้ยังไงว่า Momentum ยังดีอยู่?

    ต้องบอกตรง ๆ ว่านี่แหละคือ

    คำถามใหญ่ของสาย Momentum

    เพราะ Momentum มันไม่ได้เขียนไว้ในงบดุล

    ไม่ได้บอกอยู่ในค่า PE

    แต่มันแฝงอยู่ใน

    “พฤติกรรมของราคา” กับ “บริบทของเทรนด์”

    .

    มีช่วงหนึ่งที่ผมก็เคยสับสนอยู่เหมือนกัน

    เพราะหุ้นบางตัวทำsetupดูดีมาก

    แต่พอเข้าไปแล้วกลับไม่มีแรงส่ง

    หรือบางทีก็เลือกหุ้น winner stock ผิดตัว

    เวลาหุ้นมี setup โผล่มาพร้อมกันหลายตัว

    ทำให้เราพลาดตัวที่เป็น big winner ไป

    .

    พอเจอแบบนี้บ่อย ๆ ก็เริ่มเรียนรู้ว่า

    หุ้นที่ดูดี ต้องไม่ดูดีแค่ตัวเดียว

    แต่มันต้องมีแรงส่งจาก “ทั้งกลุ่ม”

    เพราะหุ้นเดี่ยวอาจไปได้

    แต่ หุ้นกลุ่มมักไปได้ไกลกว่า

    .

    ผมเลยเริ่มใช้วิธี “ดู sector” ควบคู่กับตัวหุ้น

    ถ้าหุ้นในกลุ่มเดียวกันหลายตัวทำ New High พร้อมกัน

    นั่นแปลว่า

    ตลาดไม่ได้แค่เชียร์ตัวใดตัวหนึ่ง

    แต่มองว่าทั้งกลุ่ม “เหมาะกับตอนนี้”

    .

    เช่นช่วงกลางปี 2020

    หลังตลาดเริ่มฟื้นจาก COVID

    ผมจำได้ว่า

    Chipotle, Domino, McDonald

    วิ่งพร้อมกันแบบต่อเนื่องมาก

    .

    ไม่ใช่เพราะแต่ละบริษัทเก่งขึ้นทันที

    แต่เพราะ “ทั้งกลุ่ม QSR”

    ถูกมองใหม่ว่า เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคหลังโควิด

    คนไม่อยากนั่งร้านนาน

    ไม่อยากแตะโต๊ะใคร

    และมีแรงฟื้นจากคนที่ “อยากใช้เงินหลังถูกกักตัว”

    .

    ลองดูตัวเลขกำไร:

    📌 McDonald

    2019: $6.03B

    2020: $4.73B

    2021: $7.55B → โต +59%

    📌 Chipotle

    2019: $350M

    2020: $355M

    2021: $652M → โต +83%

    📌 Domino

    2019: $400M

    2020: $491M

    2021: $510M → โต +3%

    (เพราะฐานปี 2020 สูงกว่าคนอื่นมาก — COVID ทำให้พิซซ่าส่งถึงบ้านง่ายกว่า?)

    .

    ที่สำคัญคือ

    หุ้นพวกนี้ทำ New High ก่อน Index

    เพราะ “ทั้งกลุ่ม QSR”

    ถูก Re-rate PE ใหม่ว่าเหมาะกับชีวิตแบบ New Normal

    และ “กำไรที่ฟื้นพร้อมกัน”

    ก็เป็นตัวสนับสนุน Narrative นี้ได้อย่างชัดเจน

    .

    นี่คือ Momentum ที่มาจาก “ภาพใหญ่ของทั้งกลุ่ม”

    ซึ่งเราในฐานะ Momentum Trader ต้องมองหาให้เจอ

    .

    เพราะสุดท้ายแล้ว

    มันไม่เกี่ยวเลยว่า SET จะลงไปขนาดไหน

    หรือขึ้นมาเท่าไหร่

    อีกสาเหตุที่เราไม่โฟกัสว่า Index จะลงไปเท่าไหร่

    เพราะ…

    เรา “ควบคุม Index ไม่ได้”

    แต่เรา “ควบคุมจังหวะของตัวเอง” ได้

    .

    ทุกครั้งที่ตลาดผันผวน

    สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ คือภาพใหญ่

    แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ…

    “เลือกอยู่ในจังหวะที่ดีที่สุด และคุ้มค่าที่สุด (Entry point ที่มี Risk/Reward Ratio เพียงพอ) เท่าที่ตลาดมีให้”

    .

    ซึ่งบางครั้ง

    เราก็ต้องกล้า “ไม่ทำอะไรเลย”

    และทนถือเงินสดไว้

    ไม่ใช่เพราะกลัว

    แต่เพราะ…

    “เราต้องเชื่อในกลยุทธ์ของตัวเอง”

    .

    เหมือนที่เคยถามไว้ในโพสต์ก่อนว่า

    ถ้าพรุ่งนี้ SET ร่วงอีก -10 จุด

    คุณมีแผนไว้แล้วหรือยัง?

    หรือจะต้องรอให้ใครสักคนมาบอกว่า…

    “นี่แหละ ถึงเวลาแล้ว”

    .

    สำหรับผม

    จังหวะการซื้อหุ้นที่ดี

    ไม่ใช่แค่ราคาถูก (ไม่ว่าจะในเชิง Price หรือ Value)

    หรือแค่มี Setup สวย ๆ

    แต่ต้องมี Momentum ที่มีแรงหนุนจากทั้งกลุ่ม

    .

    เพราะถ้ากำไรของบริษัทหลาย ๆ ตัว

    มาพร้อมกันทั้ง Sector

    นั่นแปลว่าอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้น

    อยู่ในจุดได้เปรียบจริง

    .

    ต่อให้มันเป็นโอกาสแบบชั่วคราว

    ตลาดก็มัก Re-rate ให้ PE สูงขึ้นตาม

    ส่งผลให้ Momentum วิ่งต่อได้แรงและไกล

    .

    แต่ถ้าหุ้นดีอยู่ตัวเดียวในกลุ่ม

    มันอาจไม่ได้หมายถึงภาพบวกของทั้งอุตสาหกรรม

    แต่มันอาจหมายถึง…

    การแข่งขันใน Red Ocean

    ตัวเดียวที่โต

    เพราะมันแย่งส่วนแบ่งจากตัวอื่นได้ แค่นั้นเอง

    .

    📣

    ใครมีวิธีหรือประสบการณ์

    ในการดู Momentum หรือ Sector Rotation ในแบบของตัวเองบ้าง?

    มาแชร์กันได้นะครับ

    เผื่อจะได้มุมมองใหม่ ๆ

    เพื่อพัฒนาการดู Sector Rotation ให้แหลมคมยิ่งขึ้นครับ

  • #37 จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว

    #37 จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว

    “จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว”

    คือคำพูดคลาสสิกประจำตลาดหุ้น

    ที่เราจะได้เห็นทุกครั้งที่หุ้นตก

    แต่จริง ๆ คำนี้ตีความได้หลากหลาย

    และถ้าคนที่เอาไปใช้ไม่มีประสบการณ์

    หรือเอาไปใช้โดยไม่มีกลยุทธ์รองรับ

    ผลที่ได้อาจจะแย่ลงกว่าเดิม

    .

    ที่ผมบอกว่าประโยคนี้ตีความได้หลากหลาย

    เพราะจริง ๆ แล้วมันสามารถใช้ในขาขึ้นได้ด้วย

    เรามักได้ยินประโยคนี้ในตลาดขาลง

    เพื่อปลุกใจให้เราเข้าซื้อหุ้นแบบมีส่วนลด

    แต่เทรดเดอร์เองก็ใช้คำนี้เหมือนกัน

    เวลาซื้อตอน breakout

    หรือตอนที่ run trend ไปจนหุ้น PE แพงระดับ 100 เท่า

    .

    ความหมายเชิงกลับของเทรดเดอร์คือ

    ตอนที่สาย fundamental กล้าซื้อหุ้น → ให้ระวังไว้

    เพราะมันอาจจะยังไม่จบขาลง

    และตอนที่หุ้นขึ้นจนสาย fundamental

    เริ่มกลัวในความแพง → ให้เรากล้าที่จะ “เข้าซื้อ”

    และ “ถือ” จนกว่ามันจะสุดเทรนด์

    เพราะหลักการของ momentum

    ไม่ใช่ Buy low, sell high

    แต่คือ Buy high and sell above the sky

    .

    จะเห็นได้ว่ามันก็ฟังขึ้นทั้ง 2 แบบ

    เพราะงั้น…

    คนจะรอดจากตลาดหุ้นได้

    ต้องไม่ใช้แค่ความกล้า — แต่ต้องมีกลยุทธ์ด้วย

    .

    สิ่งที่ผมพยายามพัฒนาตลอดหลายปี

    คือเรื่อง “ความชัดเจน”

    เพราะผมคิดว่า…

    ช่วงเวลา 90% ในตลาดหุ้นคือภาพเบลอ ๆ

    ยากที่จะชี้ว่ามันจะไปทางไหน

    ถ้าเราจะใช้แค่การ “คาดเดา” หรือ “ประมาณการณ์”

    โดยไม่มีเกณฑ์ขาว-ดำ

    เราจะเจอโอกาสซื้อ-ขายอยู่ตลอดเวลา

    แต่สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรเลย

    .

    แต่ถ้าเราสร้างเกณฑ์ขาว-ดำขึ้นมา

    ในกลยุทธ์การเทรดของเราเอง

    คุณจะรู้ได้ชัดเจนว่า…

    สถานการณ์แบบนี้ = คุณต้องทำอะไร

    .

    ที่สำคัญคือ

    เกณฑ์ขาว-ดำที่สร้างขึ้น

    ต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์หลัก

    เช่น ผมเป็น momentum trader

    ผมจะใช้ MA20 เป็นตัวกำหนดการจัดการหุ้น

    ถ้า index ลงต่ำกว่า MA20 → ต้องลดพอร์ต

    ไม่ว่าใจจะอยากถือแค่ไหนก็ตาม

    .

    ส่วนตัวหุ้นไม่ว่าถูกแค่ไหน

    เกณฑ์แรกก่อนจะเข้ามาอยู่ใน watchlist คือ

    ✅ หุ้นต้องอยู่ “เหนือ MA20”

    ✅ และ MA20 ต้องอยู่ “เหนือ MA50”

    .

    พอเรามีเกณฑ์ที่ชัด

    ที่เหลือก็จะเป็น “งานที่เบามาก”

    คือแค่ทำตามกฎให้ได้

    บางครั้งเราอาจเห็นหุ้นที่เด้ง V-shape

    ขึ้นมาเป็น +100% โดยไม่มีจุดซื้อเลย

    ทำให้เราเสียดายที่ไม่ได้ซื้อที่ low

    แต่พอผ่านการเทรดมาหลายร้อยครั้ง

    เราจะเห็นว่า…

    การมีกฎที่ชัดเจน

    จะช่วยให้พอร์ตของเรา “อยู่รอด” ได้ยาวกว่า

    .

    หุ้นที่เป็นภาพแบบนี้ก็อย่างเช่น SGC ช่วง มิ.ย.-ก.ค. 2024 หรือJMT ช่วงส.ค.-ตค 2024

    ที่หุ้นวิ่งขึ้นจากlow 50-100% แบบ V-shape

    เคสแบบนี้จะทำให้เราไขว้เขว แต่การที่เรามีกลยุทธที่ชัดเจนก็ช่วยปกป้องเราจาก JMT ช่วง ต.ค.2023 หรือ SGC ช่วง พ.ย. 2024 เหมือนกัน

    .

    การที่เรามีเงินสด

    ก็ถือเป็น “ความกล้า” อย่างหนึ่ง

    เพราะเราต้องสู้กับเสียงรอบข้างที่บอกให้ “ซื้อหุ้นตอนถูก”

    ดังนั้น เราต้อง กล้าเชื่อในกลยุทธ์ของเราเอง

    .

    ความกล้าในตลาดหุ้นไม่ได้หมายถึง ‘ไม่กลัว’

    แต่คือ ‘กลัวแล้วก็ยังทำในสิ่งที่ควรทำ’ ต่างหาก”

    และ

    “ความกลัว” + “ความกล้า” ต้องมีที่มาจากกลยุทธ์ของเรา

    ไม่ใช่จากความคิดเห็นหรือบรรยากาศของตลาด

    ถ้าเราอยากรู้ว่าเรามีแผนที่ชัดเจนแล้วหรือยัง

    เราอาจลองถามตัวเองดูว่า ถ้าพรุ่งนี้ตลาดลบอีก -5% คุณมีแผนที่ชัดเจนหรือยัง?”

  • #36 ทำไมนักลงทุนที่เก๋าถึงอยู่รอดได้นานกว่านักลงทุนที่เก่ง

    #36 ทำไมนักลงทุนที่เก๋าถึงอยู่รอดได้นานกว่านักลงทุนที่เก่ง

    นอกจากความเก่งแล้ว ผมคิดว่ามีอีกคุณสมบัตินึงที่จะทำให้นักลงทุนอยู่รอดในตลาดนั่นคือความเก๋า คนเก่งนั้นสามารถทำผลตอบแทนจากตลาดได้เยอะ แต่จะมีแค่คนที่เก๋าเท่านั้นที่เก็บกำไรไว้ได้

    ความเก่งในตลาดหุ้นคือการมี stock selection ที่ดี มีการจัดการความเสี่ยงของตัวหุ้น ทั้งการควบคุม position size, exposure, การวางstop loss และการดูmarket direction

    แต่ความเก๋าเป็นอีกมิติหนึ่งของการลงทุน เพราะการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของตลาด ความเก๋าในตลาดหุ้นคือการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง

    เวลาพูดถึงความเสี่ยงของตลาดหุ้นคนชอบพูดถึง black swan หรือความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดเกิดในตลาดหุ้นเลย

    สิ่งที่เราเจอในตลาดหุ้นมักจะเป็นความเสี่ยงที่ถูกละเลยหรือ grey rhino มากกว่า

    grey rhino คือแนวคิดของ michele wucker ที่อธิบายถึงเหตุการณ์อันตรายที่เห็นได้ชัดเจนแต่ไม่มีใครให้ความสำคัญ เหมือนแรดที่ยืนอยู่ตรงหน้าแบบไม่หลบซ่อนแต่ไม่มีใครสนใจ ทั้งๆที่มันสามารถวิ่งเข้ามาโจมตีเราได้

    ความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนต้องเจอแต่ละเลยคือการที่เจอเหตุการบางอย่างที่มากระทบกับ will power เช่น ความเจ็บป่วยทั้งของตัวเองและคนรอบตัว ปัญหาเศรษฐกิจรอบตัว หรือเหตุการณ์บางอย่างที่มากระทบจิตใจ ทำให้ความเข็มข้นในการลงทุนลดลงจากเดิม

    เหตุการณ์พวกนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเมื่อเกิดแล้วจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนอย่างมาก

    นักลงทุนที่เก๋าคือคนที่เตรียมพร้อมจะเจอกับ grey rhino โดยแต่ละคนจะมีวิธีการแตกต่างกันออกไป เช่น แบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่หุ้นอย่างอสังหาหรือพันธบัตร ทำกิจการอื่น หรือเลือกที่จะไม่ลาออกจากงาน

    ทั้งหมดนี้ขัดต่อภาพความเป็นนักลงทุนที่เก่ง เพราะคนมักจะมองว่านักลงทุนที่เก่งต้องเป็นfulltimeและมีportเป็นสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งอย่างเดียว

    แต่นักลงทุนที่เก๋าคือคนที่เข้าใจว่าจะเอาตัวรอดยังไงถ้ามีปัญหาอื่นมากระทบจิตใจ พวกเขารู้ว่าการลงทุนไม่ได้แยกขาดจากชีวิตส่วนตัว การจัดการชีวิตและการหาทางรับมือในวันที่will powerลด จึงเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม

    ความเก๋าจึงเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้นักลงทุนอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในตลาด เพราะนักลงทุนที่เก๋าไม่ได้แค่เตรียมรับมือกับตลาด แต่ยังเตรียมรับมือกับชีวิตด้วย

    ความเก่งอาจช่วยให้เราได้กำไร แต่ความเก๋าคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ระยะยาวครับ

  • #26 วิธีเอาตัวรอดตอนตลาดแย่

    #26 วิธีเอาตัวรอดตอนตลาดแย่

    SET อยู่ในภาวะเล่นยากมา 22 เดือนแล้ว ความยากของตลาดช่วงนี้คือการที่หุ้น pop and drop คือ breakout แล้วร่วงกลับมากิน SL

    ตลาดแบบนี้เราจะเหมือนโดนเข็มทิ่มไปเรื่อยๆจนเลือดออกหมดตัว เป็นความทรมาณอีกแบบที่ไม่ใช่การถือหุ้นแล้วราคาลดลงไปมากๆ แต่เป็นตลาดที่มีความอันตรายไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่า

    เพราะตลาดแบบนี้นอกจากจะทรมาณจิตใจเราแล้ว ยังทำให้เราเกิด style drift คือเกิดความไม่มั่นใจในกลยุทธที่ใช้จนเปลี่ยนไปใช้กลยุทธอื่น

    วิธีที่เราจะลดความเสียหายจากช่วงเวลาแบบนี้ได้คือ

    ลดระยะการstoploss + เก็บ R ให้เร็วขึ้น
    เนื่องจากตลาดในช่วง hard penny เป็นtheme pop and drop การที่เราจะหวังกำไรเป็นกอบเป็นกำจึงเป็นเรื่องยาก การที่เราเลือกที่จะมีระยะ stoploss ที่แคบแล้วเลือกที่จะเก็บกำไรระดับ 2R เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

    การเลือกเก็บกำไรเร็วยังช่วยให้เราได้bufferเพื่อที่จะเอาไป bet ในรอบต่อไป และทำให้เราเช็คสภาพตลาดได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำ (ถ้าตลาดดีเราจะมี win rate ที่สูงทั้งๆที่จุด stoploss แคบ เพราะหุ้นจะมีแรงไล่ซื้อ)

    2. เพิ่ม criteria การเทรด
    เราต้องเลือกหุ้นที่จะเทรดละเอียดขึ้น ตอนตลาดดีหุ้นทุกตัวพร้อมที่จะขึ้น แต่ตอนตลาดแย่ มีแค่หุ้นที่ดีจริงๆเท่านั้นที่ขึ้น

    นอกจากความแข็งแกร่งของหุ้นแล้ว เราอาจต้องเลือกหุ้นที่ประกาศกำไรออกมาโตมากๆ

    หรือเพิ่มขนาด base หรือ tight zone ให้ยาวขึ้น เพื่อดูว่าหุ้นสามารถซับแรงขายและมีแรงยืนตอน SET เขย่าได้จริงๆ เช่น ตอนตลาดดีเราอาจซื้อหุ้นที่พักตัว 1 week แต่ตอนตลาดแย่เราอาจต้องเลือกหุ้นที่มีการพักตัว 3 week ขึ้นไปเท่านั้น

    การเลือกหุ้นแบบนี้จะทำให้เราได้หุ้นที่มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ และเป็นการลดปริมาณการเทรดไปด้วย

    3. ลดขนาดการเทรด
    การจะทำแบบนี้ได้เราต้องมีบันทึกการเทรดเพื่อที่เราจะได้เข้าใจสภาพการเทรดของตัวเองในช่วงนั้นๆว่าเป็นยังไง การลดขนาดการเทรดเบื้องต้นอาจทำได้ด้วยการวัดจากความสำเร็จในการเทรดของเรา

    เช่น เมื่อเรา Loss 4 ครั้งจากการเทรด 5 ครั้งหลังสุดเราอาจต้องลด position size ลง1/2 และลดลงไปเรื่อยๆตามความผิดพลาด ถ้าเราลดขนาดการเทรดลงไปถึงระดับ 1% แล้วอัตราการ Loss ยังสูงอยู่ เราอาจต้องพิจาณาหยุดการเทรด 5-10 วันแล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเรา

    4. เก็บข้อมูล missed trade
    ข้อมูล missed trade เป็นข้อมูลที่เราต้องเก็บอยู่เสมอ เพราะเป็นหนึ่งในตัววัดว่าเราเทรดได้ดีขนาดไหน เราต้องตอบได้ว่าทำไมเราถึงไม่ซื้อตัวที่เรา missed และผลการเทรดตัวที่เรา missed ดีกว่าหรือแย่กว่าตัวที่เราซื้อ

    ถ้า missed trade มีผลงานดีกว่าตัวที่เราซื้อเราต้องเอาข้อมูลมาปรับปรุงการเทรดให้ดีขึ้น ในกรณีที่เราหยุดเทรดการเก็บ missed trade จะทำให้เราเห็นภาพว่าตลาดดีขึ้นหรือยังแย่อยู่

    ถ้า missed trade มี win rate ดีขึ้นเราอาจพิจารณา pilot buy ด้วย size เล็กๆเพื่อดูอาการของตลาด

    5. ใช้แผนการเทรดอื่น
    ตรงนี้มีความใกล้เคียงกับ style drift แต่การใช้แผนการเทรดอื่นนั้นเราจะไม่ใช้การเทรดรวมกับ port หลัก เพราะจะทำให้การเก็บข้อมูล port หลักคลาดเคลื่อน

    การเทรดในแผนอื่นต้องถูกบรรจุในแผนการตั้งแต่ต้นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ XXX ถึงจะเอาแผนนี้มาใช้ และสามารถระบุล่วงหน้าว่าจะใช้ถึงเมื่อไหร่

    แผนการเทรดที่มักเอามาใช้ในกรณีที่ตลาดยากคือ

    5.1 Pullback หรือ Undercut
    เวลาที่ตลาดเข้า mode hard penny การรอซื้อเมื่อ pullback หรือ undercut เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะตลาดมักจะเขย่าหุ้นลงมาในแนว MA สำคัญเสมอ

    แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าวิธีนี้ก็มีความยากในตัว คือเราจะวัดความแข็งแกร่งของหุ้นค่อนข้างยาก

    ดังนั้นการ pullback หรือ undercut ผมมักจะใช้คู่กับอีกวิธีคือ

    5.2 Value Zone

    เมื่อตลาดอยู่ใน mode hard penny สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันคือมีหุ้นที่งบดีแต่ไม่วิ่งเพราะมีแรงกดดันจากสภาพตลาด

    การเลือกซื้อหุ้นที่อยู่ใน value zone เราอาจต้องใช้ข้อมูลทางพื้นฐานเข้าช่วย คือดูว่าหุ้นมี growth ประกาศกำไรมาโตดี แต่หุ้นไม่วิ่ง ส่งผลให้ PE ลดลง และมี Dividend yield เพิ่มขึ้น

    ปกติแล้ว Forward yield ระดับ 8% เป็นระดับที่พอจะสามารถค้ำให้ราคาหุ้นยืนอยู่ได้
    เราสามารถใช้ Value Zone ร่วมกับเครื่องมือทางtechnicalเพื่อที่จะหาจุด Stoploss ได้ เช่น หุ้นอยู่ใน value zone และอยู่ใกล้เส้น MA50 หรือ 200

    หรือหุ้นถูกกดดันมากจน forward yield อยู่ในระดับ 10-15% แล้วหุ้นเกิดการ Undercut

    แบบนี้ก็จะทำให้เราปลอดภัยขึ้นเพราะมีจุดให้ stoploss ในกรณีที่สภาวะตลาดแย่เกินไปหรือเรามองภาพ fundamental ผิด และการที่เราเอา forward yield และ forward PE เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถเลือกหุ้นที่มีผู้เล่นจากฝั่ง fundamental เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้หุ้นที่เราเลือกนั้นมีแรงรับซื้อที่มากกว่าเดิม

  • #5 ทำไมsmt delta kce ถึงเป็นที่น่าจับตาในช่วงนี้

    #5 ทำไมsmt delta kce ถึงเป็นที่น่าจับตาในช่วงนี้

    ถ้าเราสังเกตในขณะที่ตลาดกำลังลงแต่กลุ่มอิเลกทรอนิคกลับยืนแข็งสวนตลาด แม้ราคาทองแดงที่เป็นวัตถุดิบจะปรับตัวขึ้นก็ตาม (จริงๆรอบนี้ commo ปรับตัวขึ้นหมดทั้งเหล็ก โลหะต่างๆ น้ำมัน แม้แต่ราคาไม้ยังปรับตัวขึ้น) นั่นก็เพราะเกิดวิกฤติชิปขาดแคลนนั่นเอง

    จริงๆแล้วการขาดแคลนชิปเกิดขึ้นตั้งแต่COVIDรอบ1แล้ว เพราะหลายโรงงานต้องปิดตัวลงชั่วคราว brandต่างๆก็พยายามหาทางแก้ปัญหากันคนละแบบ

    เช่น samsungใช้วิธีไม่ออกโทรศัพท์รุ่นใหม่ในปีนี้ appleเลื่อนการออกiphone12ไป2เดือน แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าคนอยู่บ้านมากเกินไปจนเหงาหรือยังไง ยอดขายiphone Q2ถึง+60% ฝั่งsony PS5ก็ขายดีเป็นแจกฟรี

    ปกติแล้วที่ผ่านมาโรงงานชิปจะใช้กำลังการผลิตประมาณ80% แต่หลังๆต้องใช้กำลังการผลิต100% และเนื่องจากการผลิตชิปเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การติดตั้งเครื่องจักรใหม่จึงต้องใช้เวลานาน

    นั่นหมายความว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาทองของโรงงานผลิตชิป

    ถ้าเทียบกันตอนนี้ในแง่fundamental DELTA KCEอาจเหนือกว่าSMT แต่ตอนนี้ในแง่ความแข็งแกร่งSMTโชว์ความแข็งแกร่งมากกว่าด้วยการทำnew highไปแล้ว

    ผมคิดว่าโดยรวมทุกตัวได้ประโยชน์หมด แค่เราต้องเลือกเอาว่าจะใช้กลยุทธไหนกับหุ้นตัวไหนแค่นั้นเอง ที่สำคัญงบที่กำลังจะออกมาต้องconfirmสมมุติฐานของการเติบโตด้วย