SET อยู่ในภาวะเล่นยากมา 22 เดือนแล้ว ความยากของตลาดช่วงนี้คือการที่หุ้น pop and drop คือ breakout แล้วร่วงกลับมากิน SL
ตลาดแบบนี้เราจะเหมือนโดนเข็มทิ่มไปเรื่อยๆจนเลือดออกหมดตัว เป็นความทรมาณอีกแบบที่ไม่ใช่การถือหุ้นแล้วราคาลดลงไปมากๆ แต่เป็นตลาดที่มีความอันตรายไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่า
เพราะตลาดแบบนี้นอกจากจะทรมาณจิตใจเราแล้ว ยังทำให้เราเกิด style drift คือเกิดความไม่มั่นใจในกลยุทธที่ใช้จนเปลี่ยนไปใช้กลยุทธอื่น
วิธีที่เราจะลดความเสียหายจากช่วงเวลาแบบนี้ได้คือ
ลดระยะการstoploss + เก็บ R ให้เร็วขึ้น
เนื่องจากตลาดในช่วง hard penny เป็นtheme pop and drop การที่เราจะหวังกำไรเป็นกอบเป็นกำจึงเป็นเรื่องยาก การที่เราเลือกที่จะมีระยะ stoploss ที่แคบแล้วเลือกที่จะเก็บกำไรระดับ 2R เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
การเลือกเก็บกำไรเร็วยังช่วยให้เราได้bufferเพื่อที่จะเอาไป bet ในรอบต่อไป และทำให้เราเช็คสภาพตลาดได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำ (ถ้าตลาดดีเราจะมี win rate ที่สูงทั้งๆที่จุด stoploss แคบ เพราะหุ้นจะมีแรงไล่ซื้อ)
2. เพิ่ม criteria การเทรด
เราต้องเลือกหุ้นที่จะเทรดละเอียดขึ้น ตอนตลาดดีหุ้นทุกตัวพร้อมที่จะขึ้น แต่ตอนตลาดแย่ มีแค่หุ้นที่ดีจริงๆเท่านั้นที่ขึ้น
นอกจากความแข็งแกร่งของหุ้นแล้ว เราอาจต้องเลือกหุ้นที่ประกาศกำไรออกมาโตมากๆ
หรือเพิ่มขนาด base หรือ tight zone ให้ยาวขึ้น เพื่อดูว่าหุ้นสามารถซับแรงขายและมีแรงยืนตอน SET เขย่าได้จริงๆ เช่น ตอนตลาดดีเราอาจซื้อหุ้นที่พักตัว 1 week แต่ตอนตลาดแย่เราอาจต้องเลือกหุ้นที่มีการพักตัว 3 week ขึ้นไปเท่านั้น
การเลือกหุ้นแบบนี้จะทำให้เราได้หุ้นที่มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ และเป็นการลดปริมาณการเทรดไปด้วย
3. ลดขนาดการเทรด
การจะทำแบบนี้ได้เราต้องมีบันทึกการเทรดเพื่อที่เราจะได้เข้าใจสภาพการเทรดของตัวเองในช่วงนั้นๆว่าเป็นยังไง การลดขนาดการเทรดเบื้องต้นอาจทำได้ด้วยการวัดจากความสำเร็จในการเทรดของเรา
เช่น เมื่อเรา Loss 4 ครั้งจากการเทรด 5 ครั้งหลังสุดเราอาจต้องลด position size ลง1/2 และลดลงไปเรื่อยๆตามความผิดพลาด ถ้าเราลดขนาดการเทรดลงไปถึงระดับ 1% แล้วอัตราการ Loss ยังสูงอยู่ เราอาจต้องพิจาณาหยุดการเทรด 5-10 วันแล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเรา
4. เก็บข้อมูล missed trade
ข้อมูล missed trade เป็นข้อมูลที่เราต้องเก็บอยู่เสมอ เพราะเป็นหนึ่งในตัววัดว่าเราเทรดได้ดีขนาดไหน เราต้องตอบได้ว่าทำไมเราถึงไม่ซื้อตัวที่เรา missed และผลการเทรดตัวที่เรา missed ดีกว่าหรือแย่กว่าตัวที่เราซื้อ
ถ้า missed trade มีผลงานดีกว่าตัวที่เราซื้อเราต้องเอาข้อมูลมาปรับปรุงการเทรดให้ดีขึ้น ในกรณีที่เราหยุดเทรดการเก็บ missed trade จะทำให้เราเห็นภาพว่าตลาดดีขึ้นหรือยังแย่อยู่
ถ้า missed trade มี win rate ดีขึ้นเราอาจพิจารณา pilot buy ด้วย size เล็กๆเพื่อดูอาการของตลาด
5. ใช้แผนการเทรดอื่น
ตรงนี้มีความใกล้เคียงกับ style drift แต่การใช้แผนการเทรดอื่นนั้นเราจะไม่ใช้การเทรดรวมกับ port หลัก เพราะจะทำให้การเก็บข้อมูล port หลักคลาดเคลื่อน
การเทรดในแผนอื่นต้องถูกบรรจุในแผนการตั้งแต่ต้นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ XXX ถึงจะเอาแผนนี้มาใช้ และสามารถระบุล่วงหน้าว่าจะใช้ถึงเมื่อไหร่
แผนการเทรดที่มักเอามาใช้ในกรณีที่ตลาดยากคือ
5.1 Pullback หรือ Undercut
เวลาที่ตลาดเข้า mode hard penny การรอซื้อเมื่อ pullback หรือ undercut เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะตลาดมักจะเขย่าหุ้นลงมาในแนว MA สำคัญเสมอ
แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าวิธีนี้ก็มีความยากในตัว คือเราจะวัดความแข็งแกร่งของหุ้นค่อนข้างยาก
ดังนั้นการ pullback หรือ undercut ผมมักจะใช้คู่กับอีกวิธีคือ
5.2 Value Zone
เมื่อตลาดอยู่ใน mode hard penny สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันคือมีหุ้นที่งบดีแต่ไม่วิ่งเพราะมีแรงกดดันจากสภาพตลาด
การเลือกซื้อหุ้นที่อยู่ใน value zone เราอาจต้องใช้ข้อมูลทางพื้นฐานเข้าช่วย คือดูว่าหุ้นมี growth ประกาศกำไรมาโตดี แต่หุ้นไม่วิ่ง ส่งผลให้ PE ลดลง และมี Dividend yield เพิ่มขึ้น
ปกติแล้ว Forward yield ระดับ 8% เป็นระดับที่พอจะสามารถค้ำให้ราคาหุ้นยืนอยู่ได้
เราสามารถใช้ Value Zone ร่วมกับเครื่องมือทางtechnicalเพื่อที่จะหาจุด Stoploss ได้ เช่น หุ้นอยู่ใน value zone และอยู่ใกล้เส้น MA50 หรือ 200
หรือหุ้นถูกกดดันมากจน forward yield อยู่ในระดับ 10-15% แล้วหุ้นเกิดการ Undercut
แบบนี้ก็จะทำให้เราปลอดภัยขึ้นเพราะมีจุดให้ stoploss ในกรณีที่สภาวะตลาดแย่เกินไปหรือเรามองภาพ fundamental ผิด และการที่เราเอา forward yield และ forward PE เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถเลือกหุ้นที่มีผู้เล่นจากฝั่ง fundamental เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้หุ้นที่เราเลือกนั้นมีแรงรับซื้อที่มากกว่าเดิม
