EP.40 ทำไมกราฟ GDP เวียดนามพุ่ง แต่กราฟGDPไทยติดไซด์เวย์?

Inspired? Share the vibe!

ในขณะที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง

ไทยเลือกที่จะ “นิ่งรอดูท่าที” ในขณะที่ เวียดนามตอบสนองเชิงรุกทันที ด้วยการประกาศพร้อมเปิดโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ

แนวทางของเวียดนามไม่เพียงเป็นการตั้งรับ แต่คือการ “ใช้โอกาส” จากความปั่นป่วนในเวทีระหว่างประเทศ สร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจภายใน

และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ

ตอนนี้หลายอย่างมันเหมือนเข้าทางฝั่งเวียดนามทุกประตู

ยอดส่งออกโตแรง

FDI ไหลเข้าเหมือนเทรนด์ขาขึ้นไม่มีดึงกลับ

ภาพประเทศดูดีแบบเกินเบอร์ตลาด Frontier ไปแล้ว

(ในขณะที่ไทย…ก็เริ่มมีกระแสจะเป็นฮับด้าน มาเฟีย แทน)

ผมเลยลองศึกษาดูว่า

ทำไมประเทศที่เคยติดหล่มสงคราม-คอมมิวนิสต์

ถึงกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่กราฟเศรษฐกิจ “โฉบขึ้น” ได้เร็วที่สุดในอาเซียน

ย้อนดูปลายยุค 80s

ตอนนั้นไทยเข้าใกล้คำว่าเสือตัวที่5ของเอเชีย ต่อจากฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน

มี FDI มีโรงงาน มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

ส่วนเวียดนาม เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามเย็น

แต่พอเข้ายุค 2020s

กราฟการเติบโตของเรากับเวียดนามเริ่มแยกทาง

ล่าสุด IMF คาดว่าปี 2025

เวียดนามโต 6.1%

ไทยโต 2.9%

แล้วอะไรคือ “สูตรลับ” ของเวียดนาม?

ก่อนจะไปดูแพตเทิร์นการเติบโต

เราต้องเข้าใจก่อนว่า “แรงจูงใจของรัฐ” ในแต่ละประเทศมันต่างกันยังไง เพราะเวลาเราพูดถึงรัฐแบบรวมศูนย์ เรามักจะเอาลาว พม่า และกัมพูชารวมไปด้วย

สิ่งที่เวียดนามต่างจากประเทศรอบข้างคือ

เวียดนาม = พรรคคอมมิวนิสต์รวมศูนย์ (ไม่มีเลือกตั้ง แต่มี KPI)

พม่า–ลาว–กัมพูชา = เผด็จการกึ่งทหาร (อยู่ได้ด้วยปืน ไม่ใช่กราฟเศรษฐกิจ)

เวียดนามมีระบบที่ “ใครทำไม่ได้ตามเป้า = โดนเด้ง”

เพราะในพรรคมีการแข่งขันกันเอง

ถ้ากราฟเศรษฐกิจไม่ขึ้น หรือทำเรื่องไม่ดี = อยู่ไม่รอด

ตัวอย่างที่เห็นได้เร็วๆนี้คือการกดดันให้ปธน.หวอ วัน เถือง ลาออก ถึงแม้จะสาเหตุไม่แน่ชัด แต่ก็มีารคาดการได้ว่า อาจจะเกี่ยงข้องกับคดีคอรัปชั่นของผู้ใต้บังคับบัญชา

จุดเปลี่ยนแรกของเวียดนามเกิดเมื่อไหร่?

ย้อนกลับไปช่วงปี 1980

เวียดนามเงินเฟ้อ 400%

ข้าวไม่พอกิน ระบบพัง

พรรคเลยตัดสินใจ “เปลี่ยนเกม”

เปิดนโยบายชื่อว่า Đổi Mới (อ่านว่า “โด่ย ม๋อย”)

แปลตรงตัวว่า “การเปลี่ยนแปลง” หรือ “รีแบรนด์ทั้งประเทศ”

Đổi Mới คือการลากเศรษฐกิจจากคอมมิวนิสต์ปิด

เข้าสู่ระบบตลาดที่มีเสรีในระดับนึง (แบบมีการควบคุมจากรัฐเบื้องหลัง) โดยการ

  • คืนที่ดินให้ชาวนา → เพิ่มผลผลิตข้าว ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก
  • เปิดให้ตั้งโรงงาน SME → เกิดเอกชนรุ่นแรก
  • ยกเลิกระบบบัตรปันส่วน → ให้ค้าขายเสรี
  • ดึง FDI เข้ามา → บริษัทต่างชาติเข้ามาวางฐาน
  • ให้แรงงานทำมากได้มาก → Productivity พุ่ง

ผลลัพธ์?

GDP โตเฉลี่ย > 6% ต่อปี ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

แล้วเวียดนามเร่งเครื่องยังไงต่อหลัง Đổi Mới?

เวียดนามติดเครื่องยนต์ 5 ตัวที่น่าสนใจมาก:

  1. FTA First → เซ็น EVFTA + CPTPP ไวสุดในกลุ่ม → ส่งออกไป EU พุ่งจาก €34.5B → €51.5B ภายใน 2 ปี
  2. FDI แบบรวดเร็ว → แจก Super Deduction ดึงโรงงานเทค-แบตเตอรี่ → 2024 รับ FDI พีคสุดในประวัติศาสตร์ $39B
  3. แผนพลังงาน PDP8 → อัด $135B เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า → กำลังการผลิตจะเพิ่มเท่าตัวจากปี 2020 ที่ 69 GW เป็น 150 GW ในปี 2030 → ป้องกันปัญหาไฟดับ+รองรับอุตสาหกรรมใหม่
  4. โครงสร้างพื้นฐานแบบ “เส้นเลือดใหญ่” → ทางด่วนเหนือ-ใต้ + รถไฟเชื่อมจีน เริ่มปี70 เสร็จปี78 → ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30%
  5. Digital GDP = 30% → วางระบบ e-Gov → 5G ครอบคลุมทั้งประเทศ

เวียดนามยังได้ประโยชน์เทรนด์ระดับโลกอีก 1 อย่างคือ

China + 1 Strategy

= บริษัททั่วโลกกระจายโรงงานออกจากจีน ไปยังประเทศที่ต้นทุนต่ำ + ความเสี่ยงการเมืองน้อยกว่า

เวียดนามเลยรับทรัพย์เต็ม ๆ

เพราะทั้ง Apple, Samsung, Lego, Intel ฯลฯ

แห่มาตั้งฐานที่นี่กันเป็นแถว

สรุป

เวียดนาม = แผนระยะยาวที่ต่อเนื่อง ไทย = ความไม่แน่นอนทางนโยบาย + การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง

การเรียนรู้จากเวียดนามจึงไม่ใช่แค่ “อิจฉา” หรือ “เปรียบเทียบ” แต่คือการเข้าใจ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่นำไปสู่ผลลัพธ์แตกต่าง

เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตจากโชคช่วย แต่มาจากการตัดสินใจที่กล้าหาญและสม่ำเสมอ