#28 รู้ว่า stoploss แล้วปลอดภัย แต่ทำไมเราไม่ stoploss?

Inspired? Share the vibe!

สิ่งหนึ่งที่เราต้องมีเพื่อที่จะให้เราอยู่รอดในตลาดหุ้นได้คือ stoploss

เพราะการปล่อยให้เกิดการขาดทุนขนาดใหญ่นอกจากจะทำให้ port เสียหายแล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจของเราด้วย การที่เราเห็นportติดลบหนักๆจะทำให้เราเกิดความอยากเอาคืน หรือเกิด

ความท้อแท้ ซึ่งทั้ง 2 อย่างไม่ส่งผลดีต่อการลงทุน

ถึงเราจะรู้อย่างนั้นแต่ก็มีคนอีกมากมายที่ไม่ stoploss หรืออยาก stoploss แต่ก็ติดปัญหาบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสาเหตุหลักๆมี ดังนี้

1. ใช้ fundamental อย่างเดียว

ข้อนี้จริงๆก็ไม่ถึงกับไม่มี stoploss แต่ก็เป็นอะไรที่ใกล้เคียงมากเพราะการใช้ fundamental อย่างเดียวโดยมากจะขายเมื่อพื้นฐานเปลี่ยน

ตรงพื้นฐานเปลี่ยนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจมองว่ายอดขายตก กำไรตก ก็ถือว่าพื้นฐานเปลี่ยนแล้ว บางคนรอจนมีเรื่องกระทบกิจการจริงๆค่อยขาย

นอกจากนั้นการใช้ fundamental จะทำให้เราเกิด bias จาก upside คือ มองว่ายิ่งหุ่นลงยิ่งมี upsde มากขึ้น ดังนั้นเมื่อหุ้นลงมาลีก พร้อมเฉลยว่างบแย่หรือพื้นฐานเปลี่ยน จึงทำให้เกิดความเสียหายได้มาก

ทางแก้เรื่องนี้สำหรับผมคือถ้าเราซื้อในจุดที่มีที่มี MOS เพียงพอแล้วผมจะตั้ง SL ที่ 15% หรือแบ่งขายที่ 15% 1/2 และ 20% อีก 1/2

เพราะถ้าเราซื้อหุ้นที่มี MOS เพียงพอแล้วปกติหุ้นจะแกว่งตัวอยู่ในระดับ 15-20% (ถ้าเป็นกราฟคือกำลังสร้างbaseอยู่)

ค่า stoploss นี้อาจจะปรับให้น้อยลงได้ตามความ conservative และสถิติการซื้อของเรา ถ้าข้อมูลบอกว่าการซื้อของเรา conservativeaustoploss 10%เอาอยู่ก็สามารถลด SL. ลงมาได้

ผมคิดว่าwinrateเฉลี่ยของสายfundamentalคือประมาณ 40-50% (จริงๆผมคิดว่าคนที่ใช้ fundamental เก่งๆน่าจะมี winrate ระดับ 60-70%) และเป้าของกำไรในแต่ละการซื้ออยู่ที่ประมาณาณ 30%

ดังนั้น RRR 1:2 สำหรับผมคือว่าใช่ได้(RRR 1:2 ต้องการ winrate 33% สำหรับ breakeven)

ผลตอบแทน

ที่ winrate 30% จะได้ -29.57% ทบต้น

ที่ winrate 40% จะได้ 7.71% ทบต้น

ที่ winrate 50% จะได้ 64.75% ทบต้น

ถ้าเราเลือกหุ้น growth ที่มี MOS ตามแบบ peter lynch 5 ตัว อาจมีตัว ที่ได้เป็นเด้ง 1 ตัว ผลตอบแทนธรรมดา 4 ตัว ขาดทุน 1 ตัว โดยรวมแล้วผมว่าผลตอบแทนก็น่าจะใช้ได้

2. มีปัญหาจาก watchlist หรือจากการ All-in

การที่เราไม่สามารถสร้างพatchlistที่มีคุณภาพ หรือเรามีหุ้นใน watchlist ในปริมาณที่น้อยทำให้เราไม่อยากที่จะ SL

เพราะเราจะมีความกลัวที่จะไม่ได้ผลตอบแทนดีๆ กลัวที่จะหาหุ้นไม่ได้ ทำให้เราเกิด bias ขึ้นว่าหันที่เรามีคือหันที่ดี มี upside ยิ่งหุ้นลง upside ยิ่งมาก

นั่นทำให้เกิดการซื้อถั่วเฉลี่ยขาลง ซึ่งบางครั้งอาจได้ผล แต่การทำแบบนี้ทำให้เราเสียวินัย และสุดท้ายถ้าหุ้นไม่กลับมาเป็นขาขึ้นพอร์ตจะเสียหายมาก

การ All-in ก็เป็นผลพวงจากการที่เราไม่สามารถสร้าง watchlist ที่มีปริมาณหันเพียงพอได้ เพราะทำให้ให้เราเกิดความอยากที่จะเร่งผลตอบแทน ด้วยการถือตัวเดียว

โดยปกติแล้วก่skที่เราจะเสี่ยงในแต่ละ position ไม่ควรเกิน 1.5% port ดังนั้นการ All-in หุ้นตัวเดียวโดยไม่ถัวเฉลี่ยขาขึ้นจะทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงสูงมาก และเมื่อหุ้นลงก็จะเกิดความไม่อยากขายหุ้นเพราะทนเห็นตัวเลขติดลบไม่ได้

วิธีการแก้คือเราต้องพยายามหัดสร้าง watchlist ให้มีปริมาณหุ้นมากเพียงพอ ซึ่งจะทำให้เราไม่เกิดความกดดันในการที่ต้องขายหุ้น

การสร้าง watchlist ควรมีข้อกำหนดให้แน่ชัดว่าหุ้นควรมีลักษณะแบบไหนถึงผ่านเกณฑ์ที่จะเข้ามาอยู่ใน watchlist การที่เรามีข้อกำหนดที่ชัดเจนจะทำให้เรากล้าที่จะถือเงินสดในเวลาที่ไม่มีหุ้นใน watchlist

และเราควรเก็บข้อมูลว่าหันที่อยู่ใน watchist ทั้งที่เราซื้อและไม่ซื้อให้ผลตอบแทนเป็นยังไง เพื่อปรับปรุงคุณภาพ watchlist

3. โดน Losing streak ติดกันจนช้ำ

เรื่องนี้เป็นปัญหาของนักลงทุนที่ลงทุนที่มีประสบการณ์ประมาณนึงและเริ่มเข้าใจในความสำคัญของการ SL แล้ว แต่เมื่อดลาดไม่ดี winrate ของเราจะตกลงมาก อาจอยู่ในระดับ 10-20% นั่นหมายความว่า

ถ้า winrate อยู่ที่ 10% เรามีโอกาสที่เราจะเจอ 11 losing streak 100%

ถ้า winrate อยู่ที่ 20% เรามีโอกาสที่เราจะเจอ 11 losing streak 97.2%

เมื่อเทียบกับปกติแล้ว

ถ้า winrateอยู่ที่ 50% เรามีโอกาสที่เราจะเจอ 11 losing streak 1.9%

ดังนั้นเมื่อตลาดไม่ดีเราต้องลด position size ลงเรื่อยๆ เช่นจากปกติเทรดที่ size 20% ก็อาจจะลดลงเหลือ 10% และลดลงเรื่อยๆ ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ต้องหยุดเทรดอาจจะหยุด 5 วันหรือ10 วัน ก็แล้วแต่การวาง

ระบบของเรา

การลด position size จะทำให้ port ของเราไม่เกิด drawdown ลึกมากซึ่งจะทำให้สภาวะจิตใจยังดีและสามารถคงวินัยในการ SL ไว้ได้

4. วินัยเสียจากการไม่ทำตามกฎ

เวลาที่ตลาดแย่มันจะแย่ยาวนานกว่าที่เราคิด ต่อให้เราเป็นคนที่มีวินัยและระบบเทรดที่แข็งแกร่ง ถึงแม้เราจะคุม DDได้ แต่การที่เราโดน SL อย่างยาวนานจนไม่สามารถดัน Exposure ไปได้เยอะๆก็จะทำให้เรารู้สึกอึดอัด

ความอึดอัดจะทำให้เราเกิด style drift เพราะเกิด bias จากการมองผลการเทรดของคนอื่น (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความจริงรึเปล่า) และพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถเทรดในสภาวะตลาด hard penny ได้

หนึ่งในวิธีการที่ชอบทำกันคือยืด SL ให้กว้างขึ้น เพราะในตลาด hard penny เราจะโดนs hake out อยู่เสมอ และจะสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้นเมื่อหุ้น shake out แล้ววิ่งไปไกล

การที่เรายึด breakout แล้วได้ผลในช่วงแรก จะเป็นต้นเหตุของการเสียวินัย ถ้าเราไม่ควบคุมดีๆสุดท้ายเราจะไม่สามารถคุม SL ได้ เพราะคิดว่าสุดท้ายหุ้นจะกลับมาเหมือนทุกๆครั้ง

วิธีแก้คือ

1.ถ้าจะยืด SL ต้องกำหนดให้แน่นอน สร้างเป็นกฎใหม่ว่าเงื่อนไขแบบไหนถึงใช้ SLนี้ และ SL นี้จะเป็นเท่าไหร่ จากนั้นพยายามทำ RRR ให้ได้ 1:2

2.หยุดเทรด ถ้าเรามีความคิดที่จะแหกกฎแปลว่าสภาพจิตใจเราไม่ พร้อม เราอาจต้องหยุดเทรด 1-2 week

3.อ่านกฎการเทรดของเราและบันทึกผลการเทรดก่อนตลาดเปิดการอ่านกฎการเทรดจะทำให้เรายึดมั่นในกฎ และบันทึกการเทรดจะเป็นตัวเน้นย้ำว่าการที่เราหย่อนกฎจะสร้างผลร้ายมาให้

บางครั้งเราอาจเคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วไม่ทำตามกฎจนสร้างผลร้ายให้กับพอร์ต แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับลืมเรื่องพวกนี้ การอ่านบันทึกการเทรดจะทำให้ความระมัดระวังตัวของเรากลับคืนมาอีกครั้ง