Month: July 2023

  • #27 วิธีการหาข้อมูลหุ้น

    #27 วิธีการหาข้อมูลหุ้น

    วันก่อนมีคำถามจากงานbootcampว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนธรรมดาจะหาข้อมูลสู้นักลงทุนที่เป็นfulltimeได้อย่างไร

    ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะดูแลหลังบ้านzoomอยู่เลยตอบไปได้ไม่ค่อยดี เลยขอตอบใหม่ทางFBอีกทีแล้วกันครับ

    ผมคิดว่าหลักการในการหาข้อมูลหุ้นคือเราต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือข้อมูลสำคัญ อะไรคือข้อมูลปลีกย่อย

    ถ้าเราหาข้อมูลสำคัญได้ครบเราจะเห็นภาพใหญ่ชัดว่าบริษัทจะไปในทิศทางไหน อะไรจะเป็นตัวกระทบกำไรบริษัทบ้าง ซึ่งข้อมูลแค่นี้เพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้น

    🌈 ข้อมูลสำคัญคือข้อมูลที่จะบอกว่า

    🟢บริษัทจะเติบโตได้ยังไง

    🟢การเติบโตนั้นจะเติบโตแบบค่อยๆโต ก้าวกระโดด

    🟢หรือเป็นแค่รายได้ที่มาครั้งเดียว

    🌈 ข้อมูลพวกนี้เราสามารถหาอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้จาก

    🟢56-1

    🟢รายงานประจำปี

    เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกับbusiness modelของบริษัท

    ซึ่งการเข้าใจbusiness modelของบริษัทผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการศึกษาพื้นฐาน เพราะเราต้องเอาความเข้าใจbusiness modelไปโยงกับงบการเงินด้วยว่าสอดคล้องกันรึเปล่า

    จากนั้นเราอาจหาข้อมูลเพื่อสนับสนุนความเข้าใจด้วยการลงพื้นที่เพื่อสำรวจกิจการ การลงพื้นที่จะทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่บริษัทเขียนใน56-1นั้นในหน้างานจริงบริษัทมีวิธีการจัดการยังไง จัดการได้ดีขนาดไหน มีความแตกต่างจากคู่แข่งยังไง

    ทีนี้ก็จะมีบางคนสงสัยว่าในบางธุรกิจที่เป็นโรงงานหรือเป็นธุรกิจแบบB2Bเราจะทำความเข้าใจยังไง ต้องไปcompany visitหรือไม่

    โดยมากถ้าเป็นธุรกิจแบบB2Bที่ไม่ได้พึ่งพาเครื่องจักร ผมคิดว่าการอ่านข่าวดูภาพรวมอุตสาหกรรมและคู่แข่ง รวมถึงการดูoppdayนั้นให้ข้อมูลเพียงพอ

    ส่วนธุรกิจที่เป็นโรงงานนั้นถ้าพูดตามจริงการเห็นโรงงานก็ช่วยให้เราเข้าใจข่าวที่ออกมามากขึ้น แต่เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการทำความเข้าใจโรงงานผ่านIRหรือรอถามในงานoppday

    🌈ข้อมูลสำหรับบริษัทที่เป็นโรงงานที่ผมสนใจคือ 1.เป็นระบบauto semi-auto หรือใช้แรงงานคน และสัดส่วนของแต่ละอย่างเป็นเท่าไหร่

    ที่ผมสนใจเรื่องนี้เพราะบางครั้งบริษัทบอกว่าที่กำไรออกมาดีเพราะมีการปรับปรุงการผลิต ทำให้ผลิตได้มากขึ้นและมีของเสียน้อยลง แต่ตัวโรงงานเป็นการใช้แรงงานคนเป็นหลัก แบบนี้กำไรที่ได้มาก็มีแนวโน้มที่จะไม่เสถียร เพราะมีการพึ่งพาฝีมือแรงงานมาก

    2.บริษัทมีการควบคุมคุณภาพงานยังไง

    ถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าบริษัทคุมคุณภาพงานยังไง มีระบบอะไรที่ช่วยดูแลเรื่องการผลิต มีของที่ผลิตเสียเกินค่าเฉลี่ยของโรงงานอื่นหรือไม่ เราก็จะเข้าใจคุณภาพของกำไรมากขึ้น

    ที่เหลือก็เป็นเรื่องกำลังการผลิต การผลิตสินค้าใหม่ คำสั่งซื้อใหม่ แนวโน้มอุตสาหกรรม ซึ่งเราก็สามารถตามได้จากoppdayหรือจากบ.แจ้งกับSET

    ในกรณีที่บริษัทมีต้นทุนเป็นcommoและราคาที่ขึ้น-ลงมีผลกับmargin เราอาจต้องเข้าไปค้นหาwebที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ราคาน้ำมัน ราคาเหล็ก ราคาbopet ค่าระวางเรือ

    ส่วนข้อมูลปลีกย่อยโดยมากจะเป็นส่วนเสริมให้เราเข้าใจแนวโน้มอุตสาหกรรม ภาพรวมตลาด ความสนใจคนในช่วงนั้นๆ เรื่องนี้โดยมากผมจะเก็บlinkบทความที่น่าสนใจไว้ เผื่อว่าวันหลังมีหุ้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ เราก็จะได้เช็คข้อมูลว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หรือถ้าต่างมันเกิดจากอะไร

    หลังจากนี้เป็นส่วนแถมที่ผมคิดว่ามีประโยชน์(อย่างน้อยก็กับตัวผม) ซึ่งเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับfundamentalเท่าไหร่ ใครที่เป็นสายพื้นฐานจะข้ามไปเลยก็ได้ครับ

    #########################

    ในปีหลังๆของการลงทุนผมรู้สึกว่ามีบางบริษัทที่ไม่ค่อยมีข้อมูลเพราะเป็นบริษัทเล็ก oppdayก็ไม่ออก ข่าวก็ไม่ค่อยมี แต่กำไรโตหลายไตรมาสติดต่อกัน และราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เลยมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้เราลดการใช้ข้อมูลได้บ้าง

    ที่สำคัญคือเราหาข้อมูลละเอียดไม่ได้แปลว่าหุ้นจะขึ้น เราต้องคิดเรื่องความถูก-แพง ความคาดหวังของตลาด ดังนั้นสำหรับผม การเอาข้อมูลมาใช้แล้วจัดการกับความเสี่ยง position size แล้วเลือกlow risk entry มีความสำคัญกว่าการได้ข้อมูลเยอะๆจนเกินความจำเป็น (ถ้าเป็นเชิงfundamentalผมก็คิดว่าการที่เรามีmargin of saftey เยอะๆก็ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลได้)

    สุดท้ายเลยมาศึกษาเรื่องกราฟกับmoney management ซึ่งผมคิดว่าช่วยลดงานลงได้เยอะ การที่เราเข้าใจความสัมพันธ์ของbusiness model กำไรสุทธิ และราคาหุ้น ทำให้เราสามารถbetในกรณีที่มีข้อมูลหุ้นจำกัด และสามารถกรองหุ้นที่น่าสนใจเข้ามาในwatchlistได้ง่ายขึ้นมาก

    วิธีนี้ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นfulltimeหรือหาข้อมูลไม่เก่ง

    สำหรับคนที่สนใจวิธีนี้ก็อาจจะเริ่มจากการอ่านหนังสือ how to make money in stocks หนังสือของmark minervini หรืออ่านบทความจากเพจ winner stockได้ครับ

  • #26 วิธีเอาตัวรอดตอนตลาดแย่

    #26 วิธีเอาตัวรอดตอนตลาดแย่

    SET อยู่ในภาวะเล่นยากมา 22 เดือนแล้ว ความยากของตลาดช่วงนี้คือการที่หุ้น pop and drop คือ breakout แล้วร่วงกลับมากิน SL

    ตลาดแบบนี้เราจะเหมือนโดนเข็มทิ่มไปเรื่อยๆจนเลือดออกหมดตัว เป็นความทรมาณอีกแบบที่ไม่ใช่การถือหุ้นแล้วราคาลดลงไปมากๆ แต่เป็นตลาดที่มีความอันตรายไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่า

    เพราะตลาดแบบนี้นอกจากจะทรมาณจิตใจเราแล้ว ยังทำให้เราเกิด style drift คือเกิดความไม่มั่นใจในกลยุทธที่ใช้จนเปลี่ยนไปใช้กลยุทธอื่น

    วิธีที่เราจะลดความเสียหายจากช่วงเวลาแบบนี้ได้คือ

    ลดระยะการstoploss + เก็บ R ให้เร็วขึ้น
    เนื่องจากตลาดในช่วง hard penny เป็นtheme pop and drop การที่เราจะหวังกำไรเป็นกอบเป็นกำจึงเป็นเรื่องยาก การที่เราเลือกที่จะมีระยะ stoploss ที่แคบแล้วเลือกที่จะเก็บกำไรระดับ 2R เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

    การเลือกเก็บกำไรเร็วยังช่วยให้เราได้bufferเพื่อที่จะเอาไป bet ในรอบต่อไป และทำให้เราเช็คสภาพตลาดได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำ (ถ้าตลาดดีเราจะมี win rate ที่สูงทั้งๆที่จุด stoploss แคบ เพราะหุ้นจะมีแรงไล่ซื้อ)

    2. เพิ่ม criteria การเทรด
    เราต้องเลือกหุ้นที่จะเทรดละเอียดขึ้น ตอนตลาดดีหุ้นทุกตัวพร้อมที่จะขึ้น แต่ตอนตลาดแย่ มีแค่หุ้นที่ดีจริงๆเท่านั้นที่ขึ้น

    นอกจากความแข็งแกร่งของหุ้นแล้ว เราอาจต้องเลือกหุ้นที่ประกาศกำไรออกมาโตมากๆ

    หรือเพิ่มขนาด base หรือ tight zone ให้ยาวขึ้น เพื่อดูว่าหุ้นสามารถซับแรงขายและมีแรงยืนตอน SET เขย่าได้จริงๆ เช่น ตอนตลาดดีเราอาจซื้อหุ้นที่พักตัว 1 week แต่ตอนตลาดแย่เราอาจต้องเลือกหุ้นที่มีการพักตัว 3 week ขึ้นไปเท่านั้น

    การเลือกหุ้นแบบนี้จะทำให้เราได้หุ้นที่มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ และเป็นการลดปริมาณการเทรดไปด้วย

    3. ลดขนาดการเทรด
    การจะทำแบบนี้ได้เราต้องมีบันทึกการเทรดเพื่อที่เราจะได้เข้าใจสภาพการเทรดของตัวเองในช่วงนั้นๆว่าเป็นยังไง การลดขนาดการเทรดเบื้องต้นอาจทำได้ด้วยการวัดจากความสำเร็จในการเทรดของเรา

    เช่น เมื่อเรา Loss 4 ครั้งจากการเทรด 5 ครั้งหลังสุดเราอาจต้องลด position size ลง1/2 และลดลงไปเรื่อยๆตามความผิดพลาด ถ้าเราลดขนาดการเทรดลงไปถึงระดับ 1% แล้วอัตราการ Loss ยังสูงอยู่ เราอาจต้องพิจาณาหยุดการเทรด 5-10 วันแล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสมกับวิธีการเทรดของเรา

    4. เก็บข้อมูล missed trade
    ข้อมูล missed trade เป็นข้อมูลที่เราต้องเก็บอยู่เสมอ เพราะเป็นหนึ่งในตัววัดว่าเราเทรดได้ดีขนาดไหน เราต้องตอบได้ว่าทำไมเราถึงไม่ซื้อตัวที่เรา missed และผลการเทรดตัวที่เรา missed ดีกว่าหรือแย่กว่าตัวที่เราซื้อ

    ถ้า missed trade มีผลงานดีกว่าตัวที่เราซื้อเราต้องเอาข้อมูลมาปรับปรุงการเทรดให้ดีขึ้น ในกรณีที่เราหยุดเทรดการเก็บ missed trade จะทำให้เราเห็นภาพว่าตลาดดีขึ้นหรือยังแย่อยู่

    ถ้า missed trade มี win rate ดีขึ้นเราอาจพิจารณา pilot buy ด้วย size เล็กๆเพื่อดูอาการของตลาด

    5. ใช้แผนการเทรดอื่น
    ตรงนี้มีความใกล้เคียงกับ style drift แต่การใช้แผนการเทรดอื่นนั้นเราจะไม่ใช้การเทรดรวมกับ port หลัก เพราะจะทำให้การเก็บข้อมูล port หลักคลาดเคลื่อน

    การเทรดในแผนอื่นต้องถูกบรรจุในแผนการตั้งแต่ต้นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ XXX ถึงจะเอาแผนนี้มาใช้ และสามารถระบุล่วงหน้าว่าจะใช้ถึงเมื่อไหร่

    แผนการเทรดที่มักเอามาใช้ในกรณีที่ตลาดยากคือ

    5.1 Pullback หรือ Undercut
    เวลาที่ตลาดเข้า mode hard penny การรอซื้อเมื่อ pullback หรือ undercut เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะตลาดมักจะเขย่าหุ้นลงมาในแนว MA สำคัญเสมอ

    แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าวิธีนี้ก็มีความยากในตัว คือเราจะวัดความแข็งแกร่งของหุ้นค่อนข้างยาก

    ดังนั้นการ pullback หรือ undercut ผมมักจะใช้คู่กับอีกวิธีคือ

    5.2 Value Zone

    เมื่อตลาดอยู่ใน mode hard penny สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันคือมีหุ้นที่งบดีแต่ไม่วิ่งเพราะมีแรงกดดันจากสภาพตลาด

    การเลือกซื้อหุ้นที่อยู่ใน value zone เราอาจต้องใช้ข้อมูลทางพื้นฐานเข้าช่วย คือดูว่าหุ้นมี growth ประกาศกำไรมาโตดี แต่หุ้นไม่วิ่ง ส่งผลให้ PE ลดลง และมี Dividend yield เพิ่มขึ้น

    ปกติแล้ว Forward yield ระดับ 8% เป็นระดับที่พอจะสามารถค้ำให้ราคาหุ้นยืนอยู่ได้
    เราสามารถใช้ Value Zone ร่วมกับเครื่องมือทางtechnicalเพื่อที่จะหาจุด Stoploss ได้ เช่น หุ้นอยู่ใน value zone และอยู่ใกล้เส้น MA50 หรือ 200

    หรือหุ้นถูกกดดันมากจน forward yield อยู่ในระดับ 10-15% แล้วหุ้นเกิดการ Undercut

    แบบนี้ก็จะทำให้เราปลอดภัยขึ้นเพราะมีจุดให้ stoploss ในกรณีที่สภาวะตลาดแย่เกินไปหรือเรามองภาพ fundamental ผิด และการที่เราเอา forward yield และ forward PE เข้ามาช่วย จะทำให้เราสามารถเลือกหุ้นที่มีผู้เล่นจากฝั่ง fundamental เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้หุ้นที่เราเลือกนั้นมีแรงรับซื้อที่มากกว่าเดิม

  • #25 Kristjan Kullamägi จาก 9000 เป็น 80 ล้านใน 8 ปี

    #25 Kristjan Kullamägi จาก 9000 เป็น 80 ล้านใน 8 ปี

    Kristjan Kullamägi เป็นเทรดเดอร์ชาวสวีเดนที่เทรดในตลาดหุ้น USA

    ความน่าสนใจของ Kullamägi คือ เขาสามารถปั้นportจาก 9,000 USD ในปี 2013 เป็น 82 M. USD ในปี 2021
    เขามี CAGR ปี 2013-2019 อยู่ที่ 268%

    Kullamägi เริ่มต้นการเทรดในช่วงปี 2011 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียน Biomedical Laboratory Science ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเขาอายุ 23 ปี เริ่มต้นด้วยเงิน 5,000 USD และเป็นการเล่นแบบ day trade

    เขาเสียเงินไปเกือบทั้งหมดและต้องเริ่มต้นใหม่ 2-3 ครั้งในช่วง 2 ปีแรก แต่เขาไม่ยอมแพ้ หลังจากศึกษาการเทรดอย่างหนัก Kullamägi ได้กำไรครั้งแรกในปี 2013

    ซึ่งปีนี้เป็นปีที่เข้าเปลี่ยนจากการday trade เป็น swing trade เพราะการ day trade เป็นเรื่องที่เหนื่อยมากและเขาก็มองเห็นศักภาพการเติบโตที่ดีกว่าในการเป็น swing trader

    Setupที่ Kullamägi ใช้หลักๆมี 3 setup คือ

    • Breakout
    • The Episodic Pivot (EP)
    • The Parabolic short (or long)

    … Breakout…

    หุ้นที่จะเข้าเกณฑ์ Breakout ของ Kullamägi คือหุ้นที่มี ADR (average daily range) 20 วันมากกว่า 5% (ADR คือค่าเฉลี่ยของการเคลื่อนไหวของราคาในรอบ X วัน แปลว่าหุ้นที่ Kullamägi เลือกโดยมากจะเป็นหุ้นที่พุ่งขึ้นมาแรงๆ แบบ High tight flag *winner stock)

    หุ้นที่เข้าเกณฑ์โดยมากจะเป็นหุ้นที่ขึ้นมา 30 – 100%

    หลังจากนั้นก็จะรอหุ้นพักตัว 2 สัปดาห์ – 2 เดือน โดยเลี้ยงตัวอยู่บนเส้น MA10 20 หรือ 50 และทำการเข้าซื้อเมื่อเกิดการ Breakout โดยว่าง stoploss ไว้ที่ราคาต่ำสุดของแท่ง breakout และ stoploss ไม่ควรเกิน 5%

    …The Episodic Pivot(EP…

    EP คือการเปิด gap ขึ้นพร้อมกับข่าวที่กระทบต่อราคาหุ้น ข่าวที่ Kullamägi ให้ความสำคัญสุดคือข่าวผลประกอบการของบริษัท

    การเติบโตของกำไรที่ก้าวกระโดดของบริษัทที่มาพร้อมกับการการโดดของราคาและ volume โดย gap ที่เกิดขึ้นควรมากกว่า 10% จะทำให้หุ้นมีโอกาสที่จะวิ่งไปได้ไกลมากๆ

    จุดเข้าซื้อของ EP คือ High ของแท่งเปิด 1 นาที 5 นาที หรือ 1 ชั่วโมงแรก และตั้ง stoploss ที่ราคาต่ำสุดของแท่ง gap

    …The Parabolic short (or long)…

    Kullamägi มองว่าราคาหุ้นเหมือนกับหนังยาง ถ้าถูกยืดไปแรงก็มีสิทธิ์ที่จะดีดกลับแรง setup นี้เป็น setup ที่ค่อนข้างเสี่ยงถ้าหากทำผิดหรือไม่ยอม stoploss ตามแผน

    Setup นี้ส่วนมากจะเป็นการ short นานๆทีถึงจะมี setup long เกิดขึ้น

    หุ้นที่จะเกิด Parabolic short จะต้องขึ้น 50-100% ในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ในกรณีที่เป็น big cap

    หรือขึ้น 300 -1000% ในกรณีที่เป็น small cap

    ในช่วงที่ต้องจับตาคือช่วงที่หุ้นขึ้นเยอะๆเป็นแท่งยาวๆติดต่อกัน 3 – 5 วัน + จนราคาหุ้นวิ่งหนี MA10 ไปไกล

    รอจนเกิดแท่งกลับตัวแดงแรงในtimeframe 5 นาทีแล้วเปิด short โดยว่าง stoploss ไว้ที่ high ของวัน โดยเป้าราคาอยู่ที่ MA10 หรือ 20

    ในแต่ละการเทรด Kullamägi จะใช้ risk อยู่ที่ 0.25-1% แต่ตอนที่พอร์ตยังต่ำกว่า 1 M เขาใช้riskประมาณ 0.5-1.5%

    ความเสียหายหนักที่สุดในช่วงหลังของเขาคือ drawdown 50% ในปี 2014 แต่ในช่วงหลัง Kullamägi มี drawdown ในแต่ละปีอยู่ที่ระดับ 15-20%

    Kullamägi เลือกที่จะใช้ swing trade แทนการ day trade เพราะนอกจากการ day trade จะเหนื่อยมากแล้วยังต้องการ win rate ระดับ 50% แต่RRRอยู่ในระดับต่ำแค่ 2-3 เท่าของ risk มัยากมากที่จะดัน RRR ไประดับ 10 เท่าของ risk

    ในขณะที่ swing trade นั้น Kullamägi ตั้งเป้าว่าทุกเทรดควรมี RRR 5-10 เท่าของ risk โดยที่มีwin rateอยู่ที่ระดับ 30% (ปี 2019 win rate 25%)

    หลังจากการซื้อแล้ว 3-5 วัน Kullamägi จะขายหุ้น 1/2 หรือ 1/3 แล้วขายส่วนที่เหลือในจุด breakeven หรือเมื่อปิดหลุด MA10

    วิธีการนี้เป็นการที่ทำให้เค้าสามารถได้ homerun ซึ่งใน bull market หุ้นจำนวนมากสามารถวิ่งได้ในระดับ 10-20 เท่าของ risk ถ้าเราเลือกหุ้นที่มี setup ที่ดี