Month: April 2025

  • EP.40 ทำไมกราฟ GDP เวียดนามพุ่ง แต่กราฟGDPไทยติดไซด์เวย์?

    EP.40 ทำไมกราฟ GDP เวียดนามพุ่ง แต่กราฟGDPไทยติดไซด์เวย์?

    ในขณะที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง

    ไทยเลือกที่จะ “นิ่งรอดูท่าที” ในขณะที่ เวียดนามตอบสนองเชิงรุกทันที ด้วยการประกาศพร้อมเปิดโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ

    แนวทางของเวียดนามไม่เพียงเป็นการตั้งรับ แต่คือการ “ใช้โอกาส” จากความปั่นป่วนในเวทีระหว่างประเทศ สร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจภายใน

    และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ

    ตอนนี้หลายอย่างมันเหมือนเข้าทางฝั่งเวียดนามทุกประตู

    ยอดส่งออกโตแรง

    FDI ไหลเข้าเหมือนเทรนด์ขาขึ้นไม่มีดึงกลับ

    ภาพประเทศดูดีแบบเกินเบอร์ตลาด Frontier ไปแล้ว

    (ในขณะที่ไทย…ก็เริ่มมีกระแสจะเป็นฮับด้าน มาเฟีย แทน)

    ผมเลยลองศึกษาดูว่า

    ทำไมประเทศที่เคยติดหล่มสงคราม-คอมมิวนิสต์

    ถึงกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่กราฟเศรษฐกิจ “โฉบขึ้น” ได้เร็วที่สุดในอาเซียน

    ย้อนดูปลายยุค 80s

    ตอนนั้นไทยเข้าใกล้คำว่าเสือตัวที่5ของเอเชีย ต่อจากฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน

    มี FDI มีโรงงาน มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

    ส่วนเวียดนาม เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามเย็น

    แต่พอเข้ายุค 2020s

    กราฟการเติบโตของเรากับเวียดนามเริ่มแยกทาง

    ล่าสุด IMF คาดว่าปี 2025

    เวียดนามโต 6.1%

    ไทยโต 2.9%

    แล้วอะไรคือ “สูตรลับ” ของเวียดนาม?

    ก่อนจะไปดูแพตเทิร์นการเติบโต

    เราต้องเข้าใจก่อนว่า “แรงจูงใจของรัฐ” ในแต่ละประเทศมันต่างกันยังไง เพราะเวลาเราพูดถึงรัฐแบบรวมศูนย์ เรามักจะเอาลาว พม่า และกัมพูชารวมไปด้วย

    สิ่งที่เวียดนามต่างจากประเทศรอบข้างคือ

    เวียดนาม = พรรคคอมมิวนิสต์รวมศูนย์ (ไม่มีเลือกตั้ง แต่มี KPI)

    พม่า–ลาว–กัมพูชา = เผด็จการกึ่งทหาร (อยู่ได้ด้วยปืน ไม่ใช่กราฟเศรษฐกิจ)

    เวียดนามมีระบบที่ “ใครทำไม่ได้ตามเป้า = โดนเด้ง”

    เพราะในพรรคมีการแข่งขันกันเอง

    ถ้ากราฟเศรษฐกิจไม่ขึ้น หรือทำเรื่องไม่ดี = อยู่ไม่รอด

    ตัวอย่างที่เห็นได้เร็วๆนี้คือการกดดันให้ปธน.หวอ วัน เถือง ลาออก ถึงแม้จะสาเหตุไม่แน่ชัด แต่ก็มีารคาดการได้ว่า อาจจะเกี่ยงข้องกับคดีคอรัปชั่นของผู้ใต้บังคับบัญชา

    จุดเปลี่ยนแรกของเวียดนามเกิดเมื่อไหร่?

    ย้อนกลับไปช่วงปี 1980

    เวียดนามเงินเฟ้อ 400%

    ข้าวไม่พอกิน ระบบพัง

    พรรคเลยตัดสินใจ “เปลี่ยนเกม”

    เปิดนโยบายชื่อว่า Đổi Mới (อ่านว่า “โด่ย ม๋อย”)

    แปลตรงตัวว่า “การเปลี่ยนแปลง” หรือ “รีแบรนด์ทั้งประเทศ”

    Đổi Mới คือการลากเศรษฐกิจจากคอมมิวนิสต์ปิด

    เข้าสู่ระบบตลาดที่มีเสรีในระดับนึง (แบบมีการควบคุมจากรัฐเบื้องหลัง) โดยการ

    • คืนที่ดินให้ชาวนา → เพิ่มผลผลิตข้าว ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก
    • เปิดให้ตั้งโรงงาน SME → เกิดเอกชนรุ่นแรก
    • ยกเลิกระบบบัตรปันส่วน → ให้ค้าขายเสรี
    • ดึง FDI เข้ามา → บริษัทต่างชาติเข้ามาวางฐาน
    • ให้แรงงานทำมากได้มาก → Productivity พุ่ง

    ผลลัพธ์?

    GDP โตเฉลี่ย > 6% ต่อปี ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

    แล้วเวียดนามเร่งเครื่องยังไงต่อหลัง Đổi Mới?

    เวียดนามติดเครื่องยนต์ 5 ตัวที่น่าสนใจมาก:

    1. FTA First → เซ็น EVFTA + CPTPP ไวสุดในกลุ่ม → ส่งออกไป EU พุ่งจาก €34.5B → €51.5B ภายใน 2 ปี
    2. FDI แบบรวดเร็ว → แจก Super Deduction ดึงโรงงานเทค-แบตเตอรี่ → 2024 รับ FDI พีคสุดในประวัติศาสตร์ $39B
    3. แผนพลังงาน PDP8 → อัด $135B เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า → กำลังการผลิตจะเพิ่มเท่าตัวจากปี 2020 ที่ 69 GW เป็น 150 GW ในปี 2030 → ป้องกันปัญหาไฟดับ+รองรับอุตสาหกรรมใหม่
    4. โครงสร้างพื้นฐานแบบ “เส้นเลือดใหญ่” → ทางด่วนเหนือ-ใต้ + รถไฟเชื่อมจีน เริ่มปี70 เสร็จปี78 → ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30%
    5. Digital GDP = 30% → วางระบบ e-Gov → 5G ครอบคลุมทั้งประเทศ

    เวียดนามยังได้ประโยชน์เทรนด์ระดับโลกอีก 1 อย่างคือ

    China + 1 Strategy

    = บริษัททั่วโลกกระจายโรงงานออกจากจีน ไปยังประเทศที่ต้นทุนต่ำ + ความเสี่ยงการเมืองน้อยกว่า

    เวียดนามเลยรับทรัพย์เต็ม ๆ

    เพราะทั้ง Apple, Samsung, Lego, Intel ฯลฯ

    แห่มาตั้งฐานที่นี่กันเป็นแถว

    สรุป

    เวียดนาม = แผนระยะยาวที่ต่อเนื่อง ไทย = ความไม่แน่นอนทางนโยบาย + การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง

    การเรียนรู้จากเวียดนามจึงไม่ใช่แค่ “อิจฉา” หรือ “เปรียบเทียบ” แต่คือการเข้าใจ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่นำไปสู่ผลลัพธ์แตกต่าง

    เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตจากโชคช่วย แต่มาจากการตัดสินใจที่กล้าหาญและสม่ำเสมอ

  • #39 วิกฤตสอนอะไรผมบ้าง? บทเรียนจาก Subprime ถึง COVID ที่ผมจะพลาดซ้ำอีก

    #39 วิกฤตสอนอะไรผมบ้าง? บทเรียนจาก Subprime ถึง COVID ที่ผมจะพลาดซ้ำอีก

    “สงครามภาษีรอบนี้จะจบตรงไหน ไม่มีใครรู้”

    แม้สถานการณ์ตอนนี้อาจยังไม่รุนแรงเท่า Subprime หรือ COVID แต่ถ้าเราตั้งรับไม่ดี… รู้ตัวอีกทีพอร์ตอาจ -50% แล้ว

    และนี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการเจอวิกฤติ 2 ครั้งใหญ่


    1. ต้องแยกแผน “ตั้งรับ” กับ “บุก” ให้ชัด

    ตอน Subprime ผมไม่มีแผนตั้งรับเลย สิ่งเดียวที่ทำคือ “สลับหุ้นไปหาหุ้นที่ดู undervalue” ซึ่งฟังดูมีหลักการ แต่จริงๆ แล้วคือการเปิดเกมรุกตลอดเวลา

    ผลคือพอร์ต drawdown ลึกมาก จนไม่กล้าเปิดดู โชคดีที่ตอนนั้นพอร์ตยังเล็ก และไทยยังอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตทั้งตลาด เลยรอดมาได้

    บทเรียน: ถ้าไม่แยกแผนให้ชัด เราจะเล่นแบบรุกๆ รับๆ สุดท้ายพอร์ตจะพัง


    2. Market Breadth และผลการเทรด เป็นสัญญาณเตือนที่ดีที่สุด

    ตอนตลาดขึ้น แต่ Breadth แย่ หรือ MFE ต่ำกว่าปกติ ต้องระวัง!

    ผมจะลด exposure และเปลี่ยนมาเล่นshort-termแทน แม้ว่า Index จะดูดีแค่ไหนก็ตาม เพราะ “ไส้ใน” มันไม่โกหกเรา

    การเล่น short-term ทำให้เห็น traction ของตลาด ช่วยให้เราวางแผนได้ง่ายขึ้นว่าจะเปลี่ยนไปถือยาวขึ้นได้มั้ย และช่วยให้portเราไม่สวิงมาก

    ตอน COVID ผมมีแผนตั้งรับดีขึ้น แต่ก็ยังโดนอยู่ เพราะก่อนวิกฤติ SET ดูเหมือนจะไปต่อ แต่หุ้นที่ break 52WH กลับลดลงเรื่อยๆ นั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนที่ผมมองข้าม

    บทเรียน: Index อาจดูดี แต่ถ้าไส้ในไม่ดี โอกาสจะโดนกระชากแรงๆ มีสูงมาก


    3. Fundamental ไม่ได้ช่วยอะไรในช่วงตลาดลง

    หุ้นดีๆ อย่าง SPALI ตอน Subprime ลงจน yield 20% แต่ราคาก็ยังลงต่อ

    และที่สำคัญคือ “วิกฤติมักเปลี่ยน landscape ธุรกิจ” หุ้นที่เคยเติบโตดี อาจไม่กลับมาอีก อย่างร้านอุปกรณ์ IT หลัง COVID ก็โตช้าลงมาก

    บทเรียน: ยึดติดกัน fundamental แบบย้อนหลังยิ่งเสี่ยง ถ้าไพ่เปิดมาว่าหลังวิกฤติบริบทของธุรกิจเปลี่ยน ที่เราถือมาจะเปลี่ยนจากลงชั่วคราวเป็นลงถาวร


    4. สำหรับ Momentum Trader — MA20 คือเส้นตัดสินใจ

    การใช้ MA200 เหมือนเห็นรถวิ่งมาชน แต่เรายังไม่ยอมหลบ เพราะกลัวเสียของ

    ผมเคยใช้ MA200 เพราะไม่อยากสลับหุ้นบ่อย แต่มารู้ทีหลังว่าถ้าหุ้นหลุด MA20 แล้ว momentum มันก็หายแล้ว อย่าไปยื้อเลย

    บทเรียน: เลือกMAให้เหมาะสมกับกลยุทธและbusiness model หุ้นไทยชอบดีเป็นรอบๆ ไม่ค่อยดีถาวร ในตลาดหุ้นไทย MA20/50 ช่วยให้เราเก็บกำไรได้มากกว่าMA200


    5. อย่ากลับเข้า position เร็วเกินไป

    การขาดทุนจากตลาดขาลงมี 2 แบบ:

    • ไม่ยอมขาย
    • ขายแล้วรีบกลับเข้าไปเร็วเกินไป

    ตลาดขาลงมักมี “แรงเด้ง” แรงมากจนทำให้เรารู้สึกว่าตกรถ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันแค่เด้งเพื่อหลอกให้เรากลับเข้าไป

    วิธีแก้: กลับไปดู Market Breadth และเริ่มด้วย position size เล็กๆ ก่อน แล้วค่อยๆ scale up ทีละนิด อย่ากลัวตกรถ เพราะรถมันจะวนรับเราอีกรอบเสมอ — ถ้าเรารอเป็น


    6. หุ้นนำตลาด (Leader) ต้องอยู่ด้านบน ไม่ใช่ก้นเหว

    Leader ที่แท้จริงต้องแข็งแกร่งและพยายามยืนอยู่ใกล้ 52WH

    ตอน COVID ผมพลาดเพราะเลือกหุ้นโซนล่างด้วยความหวังว่า “มันน่าจะกลับมา” แต่กลับมองข้าม SFLEX ที่เพิ่งเข้าใหม่และแข็งแรงมากในช่วง SET ดิ่งเหว

    บทเรียน: Momentum อยู่ตรงไหน เม็ดเงินก็อยู่ตรงนั้น อย่าไปหา Value ในนรก


    7. ใจเย็น ค่อยๆ ไป อย่ามองข้ามระบบของตัวเอง

    อย่าไปหลงกลยุทธ์คนอื่นจนหลุดจากจังหวะของตัวเอง

    โฟกัสแค่ผลการเทรดของเราก็พอ ดูว่าหุ้นที่เราลอง pilot ไป ยืนอยู่ได้ไหม วิ่งได้ไกลแค่ไหน แล้วค่อยๆ เพิ่ม position size ตาม


    “เราควบคุมตลาดไม่ได้ แต่เราควบคุมตัวเองได้”

    อย่าหวังหาทางลัด อย่ากลัวว่าตัวเองจะตกรถ และอย่าลืมว่า

    “สัญญาณที่ดีที่สุด…คือผลการเทรดของเราเอง”

    ถ้ามันไม่ดี — ไม่ต้องหาเหตุผล แค่ลดความเสี่ยงลงก่อน

    แล้วค่อยว่ากันใหม่…เมื่อตลาดเริ่มกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

  • #38 ต้องรอSETลงถึงเท่าไรถึงจะเข้าซื้อหุ้น?

    #38 ต้องรอSETลงถึงเท่าไรถึงจะเข้าซื้อหุ้น?

    สำหรับคนทั่วไปอาจมองหาว่าหุ้นลงไปเท่าไหร่ถึงน่าซื้อ

    แต่นั่นไม่ใช่คำถามสำคัญสำหรับ Momentum Trader

    .

    ช่วงหลายเดือนมานี้ (จริงๆ ก็เป็นปี)

    SET ลงมาเยอะมาก

    ตอนนี้หลายคนในฟีดเริ่มโพสต์ว่า

    “โอกาสมาแล้ว”

    หรือ “หุ้นถูกมาก เป็นโอกาสในรอบหลายปี”

    .

    แต่ในมุมของ Momentum Trader

    คำถามจริง ๆ อาจไม่ใช่

    “มันลงไปกี่จุดแล้ว?”

    แต่คือ

    “มันถึงเวลาหรือยัง?”

    “แล้วจะเข้ายังไงให้คุ้ม Risk Reward Ratio?”

    .

    เพราะเราไม่ซื้อหุ้นแค่เพราะมัน “ถูก”

    เราซื้อเมื่อ Momentum ยังดีอยู่

    และจังหวะที่เราซื้อ

    ต้องมี Risk/Reward ที่คุ้มค่าด้วย

    .

    ถ้างั้นเราจะรู้ได้ยังไงว่า Momentum ยังดีอยู่?

    ต้องบอกตรง ๆ ว่านี่แหละคือ

    คำถามใหญ่ของสาย Momentum

    เพราะ Momentum มันไม่ได้เขียนไว้ในงบดุล

    ไม่ได้บอกอยู่ในค่า PE

    แต่มันแฝงอยู่ใน

    “พฤติกรรมของราคา” กับ “บริบทของเทรนด์”

    .

    มีช่วงหนึ่งที่ผมก็เคยสับสนอยู่เหมือนกัน

    เพราะหุ้นบางตัวทำsetupดูดีมาก

    แต่พอเข้าไปแล้วกลับไม่มีแรงส่ง

    หรือบางทีก็เลือกหุ้น winner stock ผิดตัว

    เวลาหุ้นมี setup โผล่มาพร้อมกันหลายตัว

    ทำให้เราพลาดตัวที่เป็น big winner ไป

    .

    พอเจอแบบนี้บ่อย ๆ ก็เริ่มเรียนรู้ว่า

    หุ้นที่ดูดี ต้องไม่ดูดีแค่ตัวเดียว

    แต่มันต้องมีแรงส่งจาก “ทั้งกลุ่ม”

    เพราะหุ้นเดี่ยวอาจไปได้

    แต่ หุ้นกลุ่มมักไปได้ไกลกว่า

    .

    ผมเลยเริ่มใช้วิธี “ดู sector” ควบคู่กับตัวหุ้น

    ถ้าหุ้นในกลุ่มเดียวกันหลายตัวทำ New High พร้อมกัน

    นั่นแปลว่า

    ตลาดไม่ได้แค่เชียร์ตัวใดตัวหนึ่ง

    แต่มองว่าทั้งกลุ่ม “เหมาะกับตอนนี้”

    .

    เช่นช่วงกลางปี 2020

    หลังตลาดเริ่มฟื้นจาก COVID

    ผมจำได้ว่า

    Chipotle, Domino, McDonald

    วิ่งพร้อมกันแบบต่อเนื่องมาก

    .

    ไม่ใช่เพราะแต่ละบริษัทเก่งขึ้นทันที

    แต่เพราะ “ทั้งกลุ่ม QSR”

    ถูกมองใหม่ว่า เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคหลังโควิด

    คนไม่อยากนั่งร้านนาน

    ไม่อยากแตะโต๊ะใคร

    และมีแรงฟื้นจากคนที่ “อยากใช้เงินหลังถูกกักตัว”

    .

    ลองดูตัวเลขกำไร:

    📌 McDonald

    2019: $6.03B

    2020: $4.73B

    2021: $7.55B → โต +59%

    📌 Chipotle

    2019: $350M

    2020: $355M

    2021: $652M → โต +83%

    📌 Domino

    2019: $400M

    2020: $491M

    2021: $510M → โต +3%

    (เพราะฐานปี 2020 สูงกว่าคนอื่นมาก — COVID ทำให้พิซซ่าส่งถึงบ้านง่ายกว่า?)

    .

    ที่สำคัญคือ

    หุ้นพวกนี้ทำ New High ก่อน Index

    เพราะ “ทั้งกลุ่ม QSR”

    ถูก Re-rate PE ใหม่ว่าเหมาะกับชีวิตแบบ New Normal

    และ “กำไรที่ฟื้นพร้อมกัน”

    ก็เป็นตัวสนับสนุน Narrative นี้ได้อย่างชัดเจน

    .

    นี่คือ Momentum ที่มาจาก “ภาพใหญ่ของทั้งกลุ่ม”

    ซึ่งเราในฐานะ Momentum Trader ต้องมองหาให้เจอ

    .

    เพราะสุดท้ายแล้ว

    มันไม่เกี่ยวเลยว่า SET จะลงไปขนาดไหน

    หรือขึ้นมาเท่าไหร่

    อีกสาเหตุที่เราไม่โฟกัสว่า Index จะลงไปเท่าไหร่

    เพราะ…

    เรา “ควบคุม Index ไม่ได้”

    แต่เรา “ควบคุมจังหวะของตัวเอง” ได้

    .

    ทุกครั้งที่ตลาดผันผวน

    สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ คือภาพใหญ่

    แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ…

    “เลือกอยู่ในจังหวะที่ดีที่สุด และคุ้มค่าที่สุด (Entry point ที่มี Risk/Reward Ratio เพียงพอ) เท่าที่ตลาดมีให้”

    .

    ซึ่งบางครั้ง

    เราก็ต้องกล้า “ไม่ทำอะไรเลย”

    และทนถือเงินสดไว้

    ไม่ใช่เพราะกลัว

    แต่เพราะ…

    “เราต้องเชื่อในกลยุทธ์ของตัวเอง”

    .

    เหมือนที่เคยถามไว้ในโพสต์ก่อนว่า

    ถ้าพรุ่งนี้ SET ร่วงอีก -10 จุด

    คุณมีแผนไว้แล้วหรือยัง?

    หรือจะต้องรอให้ใครสักคนมาบอกว่า…

    “นี่แหละ ถึงเวลาแล้ว”

    .

    สำหรับผม

    จังหวะการซื้อหุ้นที่ดี

    ไม่ใช่แค่ราคาถูก (ไม่ว่าจะในเชิง Price หรือ Value)

    หรือแค่มี Setup สวย ๆ

    แต่ต้องมี Momentum ที่มีแรงหนุนจากทั้งกลุ่ม

    .

    เพราะถ้ากำไรของบริษัทหลาย ๆ ตัว

    มาพร้อมกันทั้ง Sector

    นั่นแปลว่าอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้น

    อยู่ในจุดได้เปรียบจริง

    .

    ต่อให้มันเป็นโอกาสแบบชั่วคราว

    ตลาดก็มัก Re-rate ให้ PE สูงขึ้นตาม

    ส่งผลให้ Momentum วิ่งต่อได้แรงและไกล

    .

    แต่ถ้าหุ้นดีอยู่ตัวเดียวในกลุ่ม

    มันอาจไม่ได้หมายถึงภาพบวกของทั้งอุตสาหกรรม

    แต่มันอาจหมายถึง…

    การแข่งขันใน Red Ocean

    ตัวเดียวที่โต

    เพราะมันแย่งส่วนแบ่งจากตัวอื่นได้ แค่นั้นเอง

    .

    📣

    ใครมีวิธีหรือประสบการณ์

    ในการดู Momentum หรือ Sector Rotation ในแบบของตัวเองบ้าง?

    มาแชร์กันได้นะครับ

    เผื่อจะได้มุมมองใหม่ ๆ

    เพื่อพัฒนาการดู Sector Rotation ให้แหลมคมยิ่งขึ้นครับ

  • #37 จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว

    #37 จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว

    “จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และกล้าในวันที่คนอื่นกลัว”

    คือคำพูดคลาสสิกประจำตลาดหุ้น

    ที่เราจะได้เห็นทุกครั้งที่หุ้นตก

    แต่จริง ๆ คำนี้ตีความได้หลากหลาย

    และถ้าคนที่เอาไปใช้ไม่มีประสบการณ์

    หรือเอาไปใช้โดยไม่มีกลยุทธ์รองรับ

    ผลที่ได้อาจจะแย่ลงกว่าเดิม

    .

    ที่ผมบอกว่าประโยคนี้ตีความได้หลากหลาย

    เพราะจริง ๆ แล้วมันสามารถใช้ในขาขึ้นได้ด้วย

    เรามักได้ยินประโยคนี้ในตลาดขาลง

    เพื่อปลุกใจให้เราเข้าซื้อหุ้นแบบมีส่วนลด

    แต่เทรดเดอร์เองก็ใช้คำนี้เหมือนกัน

    เวลาซื้อตอน breakout

    หรือตอนที่ run trend ไปจนหุ้น PE แพงระดับ 100 เท่า

    .

    ความหมายเชิงกลับของเทรดเดอร์คือ

    ตอนที่สาย fundamental กล้าซื้อหุ้น → ให้ระวังไว้

    เพราะมันอาจจะยังไม่จบขาลง

    และตอนที่หุ้นขึ้นจนสาย fundamental

    เริ่มกลัวในความแพง → ให้เรากล้าที่จะ “เข้าซื้อ”

    และ “ถือ” จนกว่ามันจะสุดเทรนด์

    เพราะหลักการของ momentum

    ไม่ใช่ Buy low, sell high

    แต่คือ Buy high and sell above the sky

    .

    จะเห็นได้ว่ามันก็ฟังขึ้นทั้ง 2 แบบ

    เพราะงั้น…

    คนจะรอดจากตลาดหุ้นได้

    ต้องไม่ใช้แค่ความกล้า — แต่ต้องมีกลยุทธ์ด้วย

    .

    สิ่งที่ผมพยายามพัฒนาตลอดหลายปี

    คือเรื่อง “ความชัดเจน”

    เพราะผมคิดว่า…

    ช่วงเวลา 90% ในตลาดหุ้นคือภาพเบลอ ๆ

    ยากที่จะชี้ว่ามันจะไปทางไหน

    ถ้าเราจะใช้แค่การ “คาดเดา” หรือ “ประมาณการณ์”

    โดยไม่มีเกณฑ์ขาว-ดำ

    เราจะเจอโอกาสซื้อ-ขายอยู่ตลอดเวลา

    แต่สุดท้ายมันอาจจะไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรเลย

    .

    แต่ถ้าเราสร้างเกณฑ์ขาว-ดำขึ้นมา

    ในกลยุทธ์การเทรดของเราเอง

    คุณจะรู้ได้ชัดเจนว่า…

    สถานการณ์แบบนี้ = คุณต้องทำอะไร

    .

    ที่สำคัญคือ

    เกณฑ์ขาว-ดำที่สร้างขึ้น

    ต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์หลัก

    เช่น ผมเป็น momentum trader

    ผมจะใช้ MA20 เป็นตัวกำหนดการจัดการหุ้น

    ถ้า index ลงต่ำกว่า MA20 → ต้องลดพอร์ต

    ไม่ว่าใจจะอยากถือแค่ไหนก็ตาม

    .

    ส่วนตัวหุ้นไม่ว่าถูกแค่ไหน

    เกณฑ์แรกก่อนจะเข้ามาอยู่ใน watchlist คือ

    ✅ หุ้นต้องอยู่ “เหนือ MA20”

    ✅ และ MA20 ต้องอยู่ “เหนือ MA50”

    .

    พอเรามีเกณฑ์ที่ชัด

    ที่เหลือก็จะเป็น “งานที่เบามาก”

    คือแค่ทำตามกฎให้ได้

    บางครั้งเราอาจเห็นหุ้นที่เด้ง V-shape

    ขึ้นมาเป็น +100% โดยไม่มีจุดซื้อเลย

    ทำให้เราเสียดายที่ไม่ได้ซื้อที่ low

    แต่พอผ่านการเทรดมาหลายร้อยครั้ง

    เราจะเห็นว่า…

    การมีกฎที่ชัดเจน

    จะช่วยให้พอร์ตของเรา “อยู่รอด” ได้ยาวกว่า

    .

    หุ้นที่เป็นภาพแบบนี้ก็อย่างเช่น SGC ช่วง มิ.ย.-ก.ค. 2024 หรือJMT ช่วงส.ค.-ตค 2024

    ที่หุ้นวิ่งขึ้นจากlow 50-100% แบบ V-shape

    เคสแบบนี้จะทำให้เราไขว้เขว แต่การที่เรามีกลยุทธที่ชัดเจนก็ช่วยปกป้องเราจาก JMT ช่วง ต.ค.2023 หรือ SGC ช่วง พ.ย. 2024 เหมือนกัน

    .

    การที่เรามีเงินสด

    ก็ถือเป็น “ความกล้า” อย่างหนึ่ง

    เพราะเราต้องสู้กับเสียงรอบข้างที่บอกให้ “ซื้อหุ้นตอนถูก”

    ดังนั้น เราต้อง กล้าเชื่อในกลยุทธ์ของเราเอง

    .

    ความกล้าในตลาดหุ้นไม่ได้หมายถึง ‘ไม่กลัว’

    แต่คือ ‘กลัวแล้วก็ยังทำในสิ่งที่ควรทำ’ ต่างหาก”

    และ

    “ความกลัว” + “ความกล้า” ต้องมีที่มาจากกลยุทธ์ของเรา

    ไม่ใช่จากความคิดเห็นหรือบรรยากาศของตลาด

    ถ้าเราอยากรู้ว่าเรามีแผนที่ชัดเจนแล้วหรือยัง

    เราอาจลองถามตัวเองดูว่า ถ้าพรุ่งนี้ตลาดลบอีก -5% คุณมีแผนที่ชัดเจนหรือยัง?”