ในขณะที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง
ไทยเลือกที่จะ “นิ่งรอดูท่าที” ในขณะที่ เวียดนามตอบสนองเชิงรุกทันที ด้วยการประกาศพร้อมเปิดโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ
แนวทางของเวียดนามไม่เพียงเป็นการตั้งรับ แต่คือการ “ใช้โอกาส” จากความปั่นป่วนในเวทีระหว่างประเทศ สร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจภายใน
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ
ตอนนี้หลายอย่างมันเหมือนเข้าทางฝั่งเวียดนามทุกประตู
ยอดส่งออกโตแรง
FDI ไหลเข้าเหมือนเทรนด์ขาขึ้นไม่มีดึงกลับ
ภาพประเทศดูดีแบบเกินเบอร์ตลาด Frontier ไปแล้ว
(ในขณะที่ไทย…ก็เริ่มมีกระแสจะเป็นฮับด้าน มาเฟีย แทน)
ผมเลยลองศึกษาดูว่า
ทำไมประเทศที่เคยติดหล่มสงคราม-คอมมิวนิสต์
ถึงกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่กราฟเศรษฐกิจ “โฉบขึ้น” ได้เร็วที่สุดในอาเซียน
ย้อนดูปลายยุค 80s
ตอนนั้นไทยเข้าใกล้คำว่าเสือตัวที่5ของเอเชีย ต่อจากฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน
มี FDI มีโรงงาน มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
ส่วนเวียดนาม เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามเย็น
แต่พอเข้ายุค 2020s
กราฟการเติบโตของเรากับเวียดนามเริ่มแยกทาง
ล่าสุด IMF คาดว่าปี 2025
เวียดนามโต 6.1%
ไทยโต 2.9%
แล้วอะไรคือ “สูตรลับ” ของเวียดนาม?
ก่อนจะไปดูแพตเทิร์นการเติบโต
เราต้องเข้าใจก่อนว่า “แรงจูงใจของรัฐ” ในแต่ละประเทศมันต่างกันยังไง เพราะเวลาเราพูดถึงรัฐแบบรวมศูนย์ เรามักจะเอาลาว พม่า และกัมพูชารวมไปด้วย
สิ่งที่เวียดนามต่างจากประเทศรอบข้างคือ
เวียดนาม = พรรคคอมมิวนิสต์รวมศูนย์ (ไม่มีเลือกตั้ง แต่มี KPI)
พม่า–ลาว–กัมพูชา = เผด็จการกึ่งทหาร (อยู่ได้ด้วยปืน ไม่ใช่กราฟเศรษฐกิจ)
เวียดนามมีระบบที่ “ใครทำไม่ได้ตามเป้า = โดนเด้ง”
เพราะในพรรคมีการแข่งขันกันเอง
ถ้ากราฟเศรษฐกิจไม่ขึ้น หรือทำเรื่องไม่ดี = อยู่ไม่รอด
ตัวอย่างที่เห็นได้เร็วๆนี้คือการกดดันให้ปธน.หวอ วัน เถือง ลาออก ถึงแม้จะสาเหตุไม่แน่ชัด แต่ก็มีารคาดการได้ว่า อาจจะเกี่ยงข้องกับคดีคอรัปชั่นของผู้ใต้บังคับบัญชา
จุดเปลี่ยนแรกของเวียดนามเกิดเมื่อไหร่?
ย้อนกลับไปช่วงปี 1980
เวียดนามเงินเฟ้อ 400%
ข้าวไม่พอกิน ระบบพัง
พรรคเลยตัดสินใจ “เปลี่ยนเกม”
เปิดนโยบายชื่อว่า Đổi Mới (อ่านว่า “โด่ย ม๋อย”)
แปลตรงตัวว่า “การเปลี่ยนแปลง” หรือ “รีแบรนด์ทั้งประเทศ”
Đổi Mới คือการลากเศรษฐกิจจากคอมมิวนิสต์ปิด
เข้าสู่ระบบตลาดที่มีเสรีในระดับนึง (แบบมีการควบคุมจากรัฐเบื้องหลัง) โดยการ
- คืนที่ดินให้ชาวนา → เพิ่มผลผลิตข้าว ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก
- เปิดให้ตั้งโรงงาน SME → เกิดเอกชนรุ่นแรก
- ยกเลิกระบบบัตรปันส่วน → ให้ค้าขายเสรี
- ดึง FDI เข้ามา → บริษัทต่างชาติเข้ามาวางฐาน
- ให้แรงงานทำมากได้มาก → Productivity พุ่ง
ผลลัพธ์?
GDP โตเฉลี่ย > 6% ต่อปี ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
แล้วเวียดนามเร่งเครื่องยังไงต่อหลัง Đổi Mới?
เวียดนามติดเครื่องยนต์ 5 ตัวที่น่าสนใจมาก:
- FTA First → เซ็น EVFTA + CPTPP ไวสุดในกลุ่ม → ส่งออกไป EU พุ่งจาก €34.5B → €51.5B ภายใน 2 ปี
- FDI แบบรวดเร็ว → แจก Super Deduction ดึงโรงงานเทค-แบตเตอรี่ → 2024 รับ FDI พีคสุดในประวัติศาสตร์ $39B
- แผนพลังงาน PDP8 → อัด $135B เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า → กำลังการผลิตจะเพิ่มเท่าตัวจากปี 2020 ที่ 69 GW เป็น 150 GW ในปี 2030 → ป้องกันปัญหาไฟดับ+รองรับอุตสาหกรรมใหม่
- โครงสร้างพื้นฐานแบบ “เส้นเลือดใหญ่” → ทางด่วนเหนือ-ใต้ + รถไฟเชื่อมจีน เริ่มปี70 เสร็จปี78 → ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30%
- Digital GDP = 30% → วางระบบ e-Gov → 5G ครอบคลุมทั้งประเทศ
เวียดนามยังได้ประโยชน์เทรนด์ระดับโลกอีก 1 อย่างคือ
China + 1 Strategy
= บริษัททั่วโลกกระจายโรงงานออกจากจีน ไปยังประเทศที่ต้นทุนต่ำ + ความเสี่ยงการเมืองน้อยกว่า
เวียดนามเลยรับทรัพย์เต็ม ๆ
เพราะทั้ง Apple, Samsung, Lego, Intel ฯลฯ
แห่มาตั้งฐานที่นี่กันเป็นแถว
สรุป
เวียดนาม = แผนระยะยาวที่ต่อเนื่อง ไทย = ความไม่แน่นอนทางนโยบาย + การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง
การเรียนรู้จากเวียดนามจึงไม่ใช่แค่ “อิจฉา” หรือ “เปรียบเทียบ” แต่คือการเข้าใจ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่นำไปสู่ผลลัพธ์แตกต่าง
เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตจากโชคช่วย แต่มาจากการตัดสินใจที่กล้าหาญและสม่ำเสมอ



