Author: admin

  • #2 เลือกหุ้น commo ยังไงให้ได้ 10 เด้ง

    #2 เลือกหุ้น commo ยังไงให้ได้ 10 เด้ง

    เรื่องนี้ต่อจากเรื่องหุ้นพื้นฐานดีเป็นยังไง (1) นะครับ

    คราวก่อนเราพูดถึงเรื่องหุ้นดีแบบมี DCA แล้ว ตอนนี้เรามาพูดถึงหุ้นที่ดีแบบ

    ชั่วคราวบ้าง

    หุ้นแบบไหนเรียกพื้นฐานดีชั่วคราว

    ถ้าหุ้นพื้นฐานดีคือหุ้นที่ที่มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ปันผลออกมาได้เยอะ หุ้น

    พื้นฐานดีชั่วคราวก็หันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คือมีกำไรไม่สม่ำเสมอ

    หุ้นพวกนี้มีอยู่มากในตลาดหุ้นไทย ถ้าเราจะเล่นหุ้นไทยไม่มีทางหลบหุ้น

    พวกนี้พ้น ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจ หาทางอยู่ร่วมกับมัน และตัดกรองว่า

    แบบไหนควรเล่นยังไง หรือแบบไหนยากเกินไปไม่ควรเล่น

    หุ้นดีชั่วคราวมีอีกชื่อว่า Cyclical stock หรือหุ้นวัฏจักร

    หุ้นพวกนี้กำไรจะดีตามรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือวัฏจัฏจักร

    สินค้า (Commodity)

    หุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจก็คือหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจรับเหมา อสังหา ยานยนต์

    อิเลกทรอนิค รับเหมาก่อสร้าง

    ส่วนหุ้น commodity ก็คือสินค้าหรือบริการที่รที่ราคาขึ้นลงตาม supply

    demand เช่น ธุรกิจเรือ น้ำมัน น้ำตาล

    มีคนเคยพูดว่าเวลาที่รอบของหุ้นcommoมา แม้แต่ช้างก็บินได้

    ผมว่าเป็นเรื่องจริงมาก เพราะถ้ากำไรของหุ้นcommoมาจะมีอัตราการ

    เติบโตที่สูงมาก ทำให้หุ้นขึ้นได้เป็นเด้งๆ

    แต่ผมคิดว่าไม่ใช่หุ้น commo ทุกแบบที่เราสามารถเล่นได้ เพราะบางตัวก็มี

    ความซับซ้อนเกินไป เราควรที่จะเลือกธุรกิจที่เราได้เปรียบในการเล่นจะดี

    กว่า

    หุ้น commodity แบบไหนที่เราไม่ควรไปยุ่งด้วย

    หุ้น commodity ที่เราควรหลีกเลี่ยงก็คือหุ้นที่คาดการกำไรได้ยากเกินไป

    ธุรกิจพวกนี้จะมีลักษณะ คือ

    1. ต้นทุนการผลิตในธุรกิจนี้จะมีความผันผวนง่ายมาก เช่น ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ

    2. เป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีความต่าง ซื้อของเจ้าไหนก็ได้ ผู้ซื้อเน้นราคาถูกไว้ก่อน

    3. บริษัทในธุรกิจพวกนี้โดยมากจะไม่ค่อยมีเจ้าที่เก่ง โดยมากจะลุ่มๆดอนๆพอๆกัน

    ตัวอย่างเช่น

    โรงงานน้ำตาลที่ไม่มีโรงไฟฟ้า และมีการซื้อค่าเงิน กำไรขึ้นอยู่กับสภาพ

    อากาศ ถ้าฝนไม่ตกก็ไม่สามารถปลูกอ้อยได้ ถ้าตกมากไปอ้อยตาย หรือ

    อ้อยจืดก็ผลิตน้ำตาลได้น้อย สมมมุติเดาได้ว่าราคาน้ำตาลดี ผลิตน้ำตาลได้

    เยอะ ก็ต้องมาเจอค่าเงินอีกว่าซื้อถูกทางหรือไม่

    บริษัทพวกนี้ต่อให้กำไรดีติดต่อกัน22ไตรมาสผมก็ไม่เล่นเพราะมีการคาด

    การที่ยากเกินไป ต่อให้ใช้เทคนิคอล สภาพการเป็นเทรนด์ของหุ้นพวกนี้ก็

    สั้นและผันผวนมาก ไม่คุ้มค่าความเสี่ยง

    ธุรกิจแบบนี้ถ้าเราเป็นเทรดเดอร์ไปซื้อฟิวเจอร์ราคาสินค้าน่าจะทำกำไรได้

    ง่ายการการซื้อหุ้น

    แล้วหุ้นcommodityแบบไหนคุ้มค่าความเสี่ยงที่เราจะเล่น

    หุ้นcommoที่เราจะเสี่ยงเล่นคือหุ้นcommoที่เราพอจะคาดการกำไรได้

    และบริษัทต้องได้ประโยชน์จากการขาดแคลนสินค้า 3-4 ไตรมาสขึ้นไป

    เช่น ตอนอุตสาหกรรมฟิล์มขาดแคลน การจะเพิ่มรupplyฟิล์มต้องใช้เวลา

    มากกว่า 12 เดือนในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่

    หรือล่าสุดในกรณี RCL ที่การขาดตู้ container และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น

    ทำให้ RCL ได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้

    จะเห็นได้ว่าบริษัทในธุรกิจนี้ได้ประโยชน์จากราคาขายที่เพิ่มขึ้น โดยที่

    ต้นทุนบริษัทยังใช้เท่าเดิม ทำให้กำไรเติบโตมาก

    ถึงแม้พายุจะพาให้ทุกบริษัทได้กำไร แต่สิ่งที่เราควรทำคือเลือกบริษัทที่มี

    โครงสร้างที่จะรับผลประโยชน์จากเหตุการณ์สูงสุด

    เช่น ในปี 2010 PTL มีกำลังการผลิตเหลือเพื่อเนื่องจากมีการขยายกำลังการ

    ผลิตมาในปีก่อนหน้า และเดิมมีโครงสร้างการบริหารที่ดี มีงบดุลที่ดี ทำให้

    เมื่อโอกาสมาถึง PTL สามารถฉวยโอกาสนี้ไว้ได้

    ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเลือก TF! ซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานเดิมดีเท่าPTL ผล

    ตอบแทนที่ได้นั้นต่างกันเยอะมาก

    จะเห็นได้ว่า PTL ได้รับประโยชน์จากราคาฟิล์มที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันหลาย

    ไตรมาสทำให้หุ้นสามารถขึ้นได้ 10 เด้ง

  • #1 หุ้นพื้นฐานดีคืออะไร

    #1 หุ้นพื้นฐานดีคืออะไร

    สงสัยกันมั้ยครับว่า เวลาคนเชียร์หุ้นชอบบอกว่า ซื้อเลยๆ หุ้นตัวนี้พื้นฐานดี แล้วพื้นฐานดีคืออะไร?

    สำหรับผม พื้นฐานดี แบ่งเป็น2แบบ

    สำหรับผม พื้นฐานดี แบ่งเป็น2แบบ

    1. ดีแบบค่อนข้างยาวนานหรือ ดีแบบมี DCA(durable competitive advantage)
    2. ดีชั่วคราว (cyclical stock)

    สำหรับผมหุ้นทั้ง2แบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่เรื่องสำคัญคือเราต้องแยกหุ้น2แบบนี้ให้ได้ ถ้าเราแยกหุ้น2แบบนี้ออกมาได้ โอกาสที่เราจะเจ๊งหุ้นก็ลดลง50%แล้ว


    หุ้นดีแบบมี DCA

    ปกติแล้วการที่เราจะดูความแข็งแกร่งของกิจการนั้น เราต้องเข้าใจเรื่องbiz model และเข้าใจเรื่อง 5 forces model

    แต่เรื่องพวกนี้กว่าจะเข้าใจต้องใช้ประสบการณ์เข้าช่วย ดังนั้น ผมมีสูตรลัดในการดูหุ้นพื้นฐานดีโดยมีจุดชี้วัดง่ายๆ 3 อย่างคือ

    1.รายได้โต

    รายได้ คือตัวบ่งบอกถึงความเก่งของบริษัท

    รายได้ของกิจการพวกนี้ควรจะโตทุกปี หรือติดต่อกันอย่างน้อย 3ปี
    สำหรับผมแล้วต่อให้ชื่อบริษัทดีหรือแบรนด์ดีขนาดไหน ถ้ารายได้ไม่โต ผมนับเป็นหุ้นพื้นฐานไม่ดีหมด

    เพราะรายได้คือตัวบอกว่าเราขายของได้รึเปล่า สินค้าต่อให้ชื่อติดหูขนาดไหนถ้าขายไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์

    ถ้าจะมาทรงbrandดีแต่รายได้ตันๆไม่โตแล้ว ผมคิดว่าเหมือนทีมฟุตบอลที่ยิงประตูไม่ได้เอาแต่อุด มีโอกาสแค่เสมอกับแพ้

    ถ้าบริษัทยังหาวิธีทำให้ตัวเองโตต่อไม่ได้เราก็ไม่ควรไปยุ่งกับบริษัทพวกนี้

    2. กำไรโต

    กำไรเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทนั้นมีการจัดการดีแค่ไหน

    บริษัทที่ดีกำไรควรจะโตทุกปี หรือติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี โตขั้นต่ำ 10-15% บริษัทยิ่งโตสมูทยิ่งแสดงว่าบริษัทนั้นเก่ง

    จะมาโตแบบปีที่ 1 +10% ปี ที่ 2 -5% ปีที่ 3 +20% แบบนี้ผมคิดว่าเป็นบริษัทที่ไม่ดีเท่าไหร่

    เพราะกำไรที่ไม่สมูทบ่งบอกถึงจุดอ่อนอะไรซักอย่างของบริษัท เช่น ต้นทุนสินค้ามีความอ่อนไหวมาก ทำให้กำไรขั้นต้นผันผวน หรือไม่สามารถคุมค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารได้ทำให้กำไรไม่โตเท่าที่ควร

    จริงๆแล้วสำหรับผมกำไรสำคัญกว่ารายได้และสำคัญกว่า ratio อื่นๆ

    เพราะถ้ากำไรโตอย่างมั่นคง ย่อมแสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัท ส่วนตัวเลขอย่างอื่นที่(เราคิดว่า)ไม่ดีอาจเกิดจากbusiness modelหรือกลยุทธของบริษัท

    ปันผลโต

    ปันผลคือตัวบ่งบอกคุณภาพของกำไร และบ่งบอกคุณภาพของกิจการ

    บริษัทที่ปันผลออกมาได้แปลว่าบริษัทนั้นมีเงินสดเหลือ บริษัทที่กระแสเงินสดดีเท่านั้นถึงจะปันผลออกมาได้จำนวนมาก

    กิจการบางกิจการถึงแม้จะรายได้โต กำไรโต แต่ก็ไม่สามารถปันผลออกมาได้มาก เพราะต้องเอาเงินสดไปลงทุนต่อ

    ตรงนี้มีรายละเอียดต้องขยายความคิดหน่อย

    บริษัทจะมี 2 แบบคือ
    1. เอาเงินไปลงทุนต่อในช่วงgrowth stageของกิจการ แต่สุดท้ายเมื่อหมดช่วงการลงทุนแล้วจะมาสามารถปันผลออกมาได้เยอะเนื่องจากไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว

    เช่น กิจการโรงพยาบาล การลงทุนหนักมีแค่ค่าตึกและอุปกรณ์ ที่เหลือก็จะไม่ค่อยมีการลงทุนหนักๆแล้ว

    ดังนั้นหลังจากนี้ถ้าไม่ได้ขยายกิจการอะไร ก็จะมีกระแสเงินสดปันผลออกมาได้มาก บางบริษัทสามารถปันผลออกมาได้ 80% ของกำไรสุทธิ ก็ยังสบาย

    ถ้าแบบนี้ถือว่าเป็นการปันผลน้อยที่ OK

    2. บ. ที่ต้องใช้เงินสดลงทุนตลอดเวลา แบบนี้ก็จะสามารถปันผลออกมาได้น้อยกว่าบริษัทแบบแรก


    3 หลักนี้เป็นหลักง่ายๆในการดูว่าบริษัทมีพื้นฐานที่ดีหรือไม่

    แต่แน่นอนว่า ถ้าเราอยากจะเก่งกว่านี้ เราต้องศึกษาเรื่องbusiness modelของบริษัท และ5forces modelด้วย ซึ่งผมจะมาเขียนภายหลังครับ

    และเนื่องจากกลัวบทความจะยาวเกินไปผมขอเขียนเรื่องหุ้นดีชั่วคราวในตอนหน้าครับ