Author: admin

  • #12 ทำไมหุ้นรับเหมาถึงมี PE มากกว่าหุ้นอสังหา

    #12 ทำไมหุ้นรับเหมาถึงมี PE มากกว่าหุ้นอสังหา

    ในการลงทุนนั้นมี 2 อุตสาหกรรมที่ถูกเปรียบเทียบกันเสมอคือรับเหมาก่อสร้างและอสังหา (developer) เพราะภาพที่เรามองเห็นโดยมากจะเป็นว่า หุ้นรับเหมาก่อสร้างเป็นหุ้นที่มีกำไรและ margin ไม่แน่นอนรวมทั้งเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมี brand ส่วนหุ้นอสังหานั้นมีอัตรากำไรที่มากกว่า margin เสถียรกว่า และมี brand

    แต่พอมาดูในตลาดจะเห็นว่าหุ้นอสังหาจะมี PE ประมาณ 5-8 ส่วนหุ้นหรับเหมากลับมี PE 12-15 ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วไป

    แต่ตลาดมีเหตุผลเสมอ PE ที่ตลาดให้ไม่เคยมามั่วๆ

    ถ้าเรามาถอดชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมดูจะเห็นได้ว่า บริษัทรับเหมามีความแน่นอนของรายได้และกระแสเงินสดมากกว่า developer

    เพราะธุรกิจรับเหมานั้นรับรู้รายได้ตามความสำเร็จของงาน เมื่องานส่วนนั้นๆเสร็จ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินแน่นอนไม่ต้องลุ้นอะไร(ยกเว้นโดนชักดาบ)

    ดังนั้นสิ่งที่ผู้รับเหมาต้องทำคือควบคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ ซึ่งถ้ารูปแบบของงานและสถานที่ก่อสร้างอยู่ในพื้นที่คุณเคย บริษัทรับเหมาแทบจะรู้กำไรของตัวเองตั้งแต่ก่อนก่อสร้างแล้ว

    นอกจากนี้ PE ของธุรกิจรับเหมาก็ต่างกันไปเล็กๆน้อยตามลักษณะงานและความแน่นอนของรายได้ด้วย เช่น บริษัทที่ทำงานฐานรากหรือเสาเข็ม ก็มีความแน่นอนของรายได้และกำไรมากกว่าบริษัทรับเหมาที่รับงานสถาปัตย์ตกแต่ง

    เพราะงานฐานรากเป็นงานที่ต้องทำส่วนแรกของโครงการ เป็นช่วงที่ dev กำลังมีเงิน และเป็นส่วรสำคัญ ถ้าไม่จบงานฐานรากก็ไปทำส่วนต่อไปไม่ได้ และงานฐานรากยังมีรายละเอียดเรื่องความสวยงามน้อย ขอแค่ทำถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรมก็ถือว่าผ่าน

    ดังนั้นกำไรของแต่ละโครงการก็จะใกล้ๆกัน

    ส่วนบริษัทรับเหมาที่ทำพวกงานตกแต่งมากก็จะเป็นงานส่วนปลายน้ำและมีรายละเอียดมากกว่า ต้องการช่างที่มีฝีมือมากกว่า ควบคุมงานยากกว่า ก็มีโอกาสที่ margin ผันผวนมากกว่า

    อีกเรื่องที่บริษัทรับเหมาชอบพลาดก็คือไปรับงานที่ไม่ถนัดหรือไม่เคยทำ เช่น ในอดีตมีบริษัททำเกี่ยวกับเหล็กไปรับงานรับเหมาปรับปรุงสนามบิน สุดท้ายด้วยความไม่ชำนาญทำให้งานนั้นต้องขาดทุน

    ตัดมาที่บริษัทอสังหา ดูผ่านๆเหมือนจะมีmarginที่มากกว่าและมี brand แต่พอมองให้ลึกลงไปbrandมีผลค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับทำเล โดยรวมถ้าเป็น developer ที่มีชื่อเสียงพอๆกันในทำเลเดียวกัน ลูกค้าก็มักจะเลือกที่ทำเลและแบบมากกว่า

    กิจการทั้ง 2 แบบมี backlog เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือคุณภาพของ backlog เพราะในธุรกิจอสังหาการรับรู้รายได้เกิดขึ้นเมื่อโอน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสามารถทางการเงินของลูกค้าและนโยบายของธนาคาร ดังนั้น backlog ที่เห็นเยอะๆสุดท้ายอาจจะโอนได้แค่ 50%

    ตลาดให้ความสำคัญกับความแน่นอนของรายได้มากกว่า ดังนั้น นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม PE ของหุ้นอสังหาถึงต่ำกว่าหุ้นรับเหมาครับ

  • #11 วิธีบันทึกการเทรดเชิงพื้นฐาน

    #11 วิธีบันทึกการเทรดเชิงพื้นฐาน

    ในบรรดากิจกรรมทั้งหมดที่นักลงทุนควรทำเพื่อพัฒนาตัวเองการบันทึกการเทรดคือสิ่งที่ควรทำมากที่สุดแต่กลับเป็นกิจกรรมที่ถูกทำน้อยที่สุด และยิ่งน้อยลงไปอีกถ้าเป็นสาย fundamental

    คือถ้าเป็นสายtraderนี่แทบจะถูกบังคับให้บันทึกการเทรดโดยอัตโนมัติอยู่แล้วเพื่อพัฒนาจุดซื้อ – ขาย แถมยังมีเครื่องมือช่วยจดเยอะมากๆทำให้จดบันทึกได้ง่าย

    แต่พอมาเป็นการจดบันทึกเชิงfundamentalแล้วมันไม่มีอะไรsupportเลย ทั้งหมดต้องเริ่มต้นด้วยตัวเอง ยิ่งมือใหม่ยิ่งไม่รู้ว่าควรจะจดอะไรบ้างยิ่งไปกันใหญ่เลย ทั้งๆที่จริงๆแล้วการบันทึกการเทรดเชิงfundamentalนี่ควรทำสุดๆ เพราะพื้นฐานกิจการมีรายละเอียดมากการบันทึกจะช่วยให้เราไม่ลืม และสามารถtrackพัฒนาการของบริษัทได้ด้วยว่ามีตรงไหนเปลี่ยนแปลง

    การจดบันทึกจะแบ่งเป็น2ส่วนคือส่วนที่บันทึก fundamental + valuation ของบริษัท ผมชอบใช้ slide ของ google office จด เพราะเป็นการเก็บออนไลน์ เราสามารถเอามาทวนเมื่อไหร่ก็ได้ สมมุติคุยกับเพื่อนแล้วต้องการเช็คข้อมูลก็สามารถดูได้ทันที

    และส่วนที่ 2 คือ diaryประจำวัน ตรงนี้จะจดบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และ watchlist ผมใช้ wordpress ในการจด จริงๆก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะใส่รูปยาก อยากได้แบบลากไปวางเลยมากกว่า แต่หาอะไรแบบนั้นไม่เจอ wordpress เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผมตอนนี้

    หัวข้อในการจดบันทึกที่ผมจดอยู่ประจำมีประมาณนี้

    1. รายได้ – กำไร ย้อนหลัง 8 ไตรมาส
    ตรงนี้จริงๆจะดูผ่านefinanceหรือsetsmartเอาก็ได้ แต่ผมคิดว่าเก็บเอาไว้ในบันทึกของเราเองนั้นทวนได้ง่ายดี นอกจากนั้นเรายังสามารถเติมหมายเหตุเอาเองได้ด้วยว่าQไหนมีกำไรพิเศษ ขาดทุนจากอะไรเป็นพิเศษ หรือปีนั้นๆมีเหตุการอะไรพิเศษ แบบนี้เราก็จะเห็นภาพของบริษัทชัดขึ้นว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น

    2. กำไรขั้นต้นและ SGA
    ผมจดกำไรขั้นต้นและSGAไว้เพราะอยยากเห็นภาพว่าบริษัทมีการควบคุมต้นทุนได้ดีแค่ไหน มีพัฒนาการหรือไม่ และเวลาที่รายได้เติบโตส่งผลกระทบกับGPM SGAขนาดไหน

    3. BOI
    ในกรณีที่เป็นโรงงานผมมักจะจดว่าBOIที่ได้หมดปีไหน จะต่อยังไง ต่อได้หรือไม่ เพราะตรงนี้ก็กระทบกำไรพอสมควร

    4. สัดส่วนรายได้
    สัดส่วนรายได้เป็นตัวทำให้เราเห็นภาพธุรกิจได้ชัดว่าตอนนี้รายได้มาจากไหนเป็นหลัก product ไหน ขายในหรือนอกประเทศมากกว่า

    5. ข่าวจากผู้บริหาร
    อันนี้น่าจดสุดๆ เพราะเป็นตัวบอกว่าผู้บริหารให้ข่าวตรงตามจริงแค่ไหน พลาดเป้าบ่อยมั้ย หรือเป็นคนชอบให้เป้าต่ำแต่ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ให้ไว้

    6. valuation
    ข้อนี้ต้องจดละเอียดกว่ากำไรที่เราคิดมาจากไหน เหตุผลอะไร PEที่ให้มาจากไหน ทำไมควรได้เท่านี้ ตรงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้เราพัฒนาได้มากที่สุด เพราะเมื่อเรามาดูอีกครั้ง เราจะรู้ได้ว่ากำไรที่เคยให้ไปนั้นสมเหตุผลหรือเปล่า ให้ PE มากไปหรือน้อยไป

    7. วันที่ซื้อ ราคาที่ซื้อ จุดซื้อ อารมณ์ตอนซื้อ
    ทั้งหมดจะสรุปอยู่ในนี้ ไม่ว่าเราจะvaluationได้ดีขนาดไหนแต่สุดท้ายตอนซื้อเราไม้ได้ซื้อในเขตราคาที่เราควรซื้อก็ไม่มีประโยชน์ การระบุวันซื้อ จุดซื้อ จะทำให้เราเห็นว่าเราซื้อในราคาที่มี margin of safety หรือไม่

    ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราแก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาการวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นของเราครับ

  • #10 กราฟที่ทรงพลังที่สุด

    #10 กราฟที่ทรงพลังที่สุด

    ถ้าถามว่ากราฟแบบไหนทรงพลังที่สุดผมสามารถตอบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่าคือทรงแบบที่ผมโพสให้ดูอยู่ตอนนี้ กราฟนี้คือเคล็ดลับที่ปีเตอร์ ลินช์สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 29% 13ปี

    ผมไม่รู้ว่าในโลกของ commodity หรือคริปโตนั้นราคาถูกผลักดันด้วยปัจจัยอะไรบ้าง แต่ในโลกของหุ้นนั้น กำไรสุทธิคือแรงผลักดันราคาที่ดีที่สุด และนี่คือส่วนที่ผมคิดว่าการลงทุนหุ้นง่ายกว่าการลงทุนแบบอื่น เพราะถ้าเรามองภาพของกำไรออก เราก็สามารถมองภาพของราคาหุ้นได้

    ภาพที่ผมเอามาให้ดูคือภาพกราฟราคาของหุ้นบริษัทออราเคิลเทียบกับ PE จะเห็นได้ว่า ราคาของหุ้นวิ่งล้อไปกับPEเสมอ นั่นหมายความว่า ในระยะยาวราคาของหุ้นจะวิ่งตามกำไรของบริษัท ดังนั้นภาพใหญ่ที่เราต้องมองคือกำไร คุณภาพของกำไร และ biz model ที่ทำให้เกิดกำไร

    ผมคิดว่าถ้าเราคิดเรื่องพวกนี้ตอนดูกราฟจะทำให้เราสามารถเลือกหุ้นที่จะเล่น เลือกจังหวะที่จะเล่น และเลือกกลยุทธที่จะเล่นได้

    เช่น กราฟของบริษัทที่มี recurring income breakout พร้อม volume มหาศาล โดยที่ biz model ของบริษัทสามารถขยายงานได้เร็ว ไม่ต้องลงทุนสูง แบบนี้แปลว่ากำไรสามารถโตได้หลายๆไตรมาสต่อกัน ดังนั้นกลยุทธที่เราควรใช้กับการ breakout ครั้งนี้คือการ runtrend

    และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมเรายังต้องศึกษาfundamentalไม่ใช้pure technical เพราะถ้าเราต้องการที่จะเจอ winner stock ที่ให้ผลตอบแทนระดับหลายๆเด้ง เราต้องใช้ fundamental ช่วยคัดกรองด้วย

  • #9 SETบวกแต่หุ้นเราไม่บวกต้องทำยังไง

    #9 SETบวกแต่หุ้นเราไม่บวกต้องทำยังไง

    หุ้นเราขึ้นมาเยอะแล้วกำลังพักรึเปล่า สมมุติหุ้นเราขึ้นมา20-30%++ แล้วตอนนี้กำลังพักอยู่ก็ไม่ต้องทำอะไร ให้หุ้นได้พักบ้าง หุ้นจะขึ้นทุกวันเป็นไปไม่ได้

    แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้นต้องเช็คดูว่า

    1. หุ้นเราอยู่ใน uptrend รึเปล่า ราคาอยู่ในuptrendรึเปล่า ราคาอยู่เหนือ ma50d และ ma50d อยู่เหนือ ma200d รึเปล่า

    2. ซื้อหุ้นต่ำไปรึเปล่า บางทีเราซื้อหุ้นที่อยู่ในuptrendแล้วแต่อยู่ต่ำเกินไป คือมีแนวต้านอยู่ด้านซ้าย ถ้าแบบนั้นหุ้นจะขึ้นยากเพราะต้องฝ่าแรงขายของคนติดดอยรอบก่อน เช็คง่ายๆว่าตอนนี้ราคาอยู่ต่ำกว่าma200wรึเปล่า ถ้าอยู่ต่ำกว่าแปลว่าเราซื้อต่ำเกินไป

    3. หุ้นเรามี story support ที่ดีรึเปล่า story support ที่ดีที่สุดคืองบ เช็คดูว่างบที่ออกมาล่าสุดโตเกิน 20% มั้ย มีกำไรพิเศษอะไรที่เรามองข้ามไปรึเปล่า ถ้ากำไรออกมาดี เราซื้อในvaluationที่แพงเกินไปรึเปล่า กำไร Q หน้ามีโอกาสเติบโตมั้ย หรือจริงๆเราดันไปซื้องบที่โต Qเ ดียว

    ตลาดถูกเสมอ อย่าเอาเงินไปจมกับหุ้นผิดตัวครับ เลือกหุ้นleaderที่แข็งกว่าตลาด กำไรเติบโตแข็งแกร่ง เพิ่มเติมคือช่วงนี้เน้นtake profit เร็วหน่อย แบ่งขายออกมาบางส่วน ที่เหลือค่อย run trend อาจไม่ได้กำไรเต็มๆแต่ก็เป็นการช่วยลดความเสี่ยงในตลาดผันผวนครับ

    อย่ากลัวตกรถ เพราะถ้าเราเข้าใจ winner stock มันโผล่มาให้เราเห็นทุกไตรมาสครับ

  • #8 การ run trend ด้วยกฎ 7 สัปดาห์ (7 week rule)

    #8 การ run trend ด้วยกฎ 7 สัปดาห์ (7 week rule)

    ปัญหาใหญ่ของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการถือwinner stock ไม่นานพอ หรือไม่ก็run trendเพลินจนขายช้าเกินไปทำให้เกิด drawdown ลึก ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ

    ปกติแล้วการ run trend มีหลายวิธี เช่น เลื่อน trailing stop ขึ้นตาม low หรือตั้ง stop back ว่าลงจาก high กี่ % ถึงจะขาย

    แต่ที่ผมคิดว่าใช้ได้ดีและเหมาะกับ SET ของไทยคือกฎ 7 สัปดาห์

    วิธีใช้กฎ 7 สัปดาห์ก็ง่ายมากนั่นก็คือ
    1. ถ้าหุ้น breakout จาก base แล้วไม่หลุด MA10 d เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ให้ขายเมื่อหลุดเส้น MA10
    2. ถ้าหุ้น breakout จาก base แล้วหลุดเส้น MA10 d ก่อน 7 สัปดาห์ ให้ขายเมื่อหลุดเส้น MA50

    ด้วยวิธีนี้จะทำให้เราปกป้องกำไรจากหุ้นที่ขึ้นแรงๆได้ เพราะการใช้เส้น 10 ทำให้เราไม่เสียกำไรไปมากเมื่อเทียบกับการใช้เส้นอื่น

    และแน่นอนว่าวิธีนี้ก็เหมือนวิธีอื่นคือไม่ใช่ holy grail ดังนั้นมันก็อาจจะมีข้อดี-ข้อเสีย เหมือนกับวิธีอื่นๆ ดังนั้นเราก็ต้องทำใจเรื่องนี้ไว้ด้วย แต่โดยรวมผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดี และช่วยให้เราสามารถถือหุ้นได้ยาวนานขึ้นครับ

  • #7 3ประโยคทำลายmindset

    #7 3ประโยคทำลายmindset

    ในกระบวนการเทรดทั้งหมดผมให้ความสำคัญกับmindsetที่สุด เพราะmindsetจะเป็นตัวนำเราไปสู่tradesetup ,valuation ,money management ที่ถูกต้อง

    ผมขอยกตัวอย่างที่มักนำไปสู่ความผิดพลาดในการเทรด – ลงทุน ที่พบบ่อยๆ ที่เราไม่ควรพูดหรือเอาตัวไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เพราะสุดท้ายมันจะพาเราไปสู่ความเสียหายรุนแรงได้ ดังนี้

    1. ลงมาอีกเยอะๆจะได้ซื้อเอาปันผล
    ถ้าเราซื้อหุ้นถูกตัวมันจะไม่ลง ไม่ต้องพูดถึงเชิงmomentumเพราะถ้ามันลงแปลว่าผิดทาง แต่ในเชิงพื้นฐานหุ้นที่เราซื้อก็ไม่ควรลงเช่นกัน เพราะการลงของหุ้นอาจแปลว่าเราวิเคราะห์อะไรซักอย่างผิด หรืออาจจะซื้อในราคาที่แพงเกินไป

    การที่หุ้นลงมาเยอะเกินไปอาจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นฐาน

    นอกจากนี้หุ้นเมืองไทยที่เป็นlongterm growthมีน้อยมากๆ การซื้อโดยหวังปันผลสุดท้ายแล้วอาจไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปและความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานที่อาจทำให้เกิดการขาดทุนได้

    2. ไม่ได้อยากเป็นแชมป์เทรด
    ไม่ได้อยากเป็นแชมป์เทรดหรือคำพูดแนวๆว่าไม่ได้อยากเก่งมาก อยากแค่กำไรพออยู่พอกินนี่จริงๆเป็นคำพูดที่อันตรายมาก เพราะเรากำลังอยู่ในสนามเดียวกับผู้เล่นมืออาชีพมากมาย ถ้าเราไม่ทำตัวแบบมืออาชีพสุดท้ายแล้วมีโอกาสที่เราจะขาดทุนสูงมาก

    เหมือนเราขึ้นเวทีมวยอาชีพต่อให้เราบอกว่ามาชกเล่นๆ แต่อีกคนมาแบบมือาชีพสุดท้ายคู่ชกเราไม่สนหรอกว่าเราคือใคร ถ้าเราเตรียมตัวมาไม่ดีพอก็ต้องเจ็บกลับไปแน่นอน

    3. ขออีกครั้งเดียว
    นี่คือประโยตที่อันตรายที่สุด ประโยคนี้นอกจากจะบอกถึงความไม่มีวินัยแล้วยังบอกถึงความไม่มีแผนในการเทรดของเราด้วย

    ในการเทรดทุกครั้งเราต้องมีแผนในการซื้อ-ขาย และมีการบันทึกแผนนั้นเพื่อทำการพัฒนาแผน การที่เราปล่อยให้ทุกๆการเทรดของเราไม่มีแผนเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเพราะเราจะไม่มีโอกาสได้พัฒนาตัวเองเลย และยิ่งเราปล่อยปะละเลยหวังใช้โชคในการเทรดโดยหวังว่าขออีกครั้งเดียวแล้วจะไม่ทำแล้วยิ่งเป็นการทำให้จิตใจของเราอ่อนแอและเป็นการฝึกให้ตัวเองหย่อนวินัย สุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีวินัยในการลงทุน

    3 ประโยคนี้เป็นเรื่องที่เราต้องแก้ให้เร็วที่สุด อย่าให้เกิดขึ้นอีกในการลงทุนของเรา ยิ่งเราแก้ 3 อย่างนี้ได้เร็วเท่าไหร่ mindset ของเราจะยิ่งพัฒนาได้เร็วขึ้นเท่านั้น

  • #6 อ่านงบยังไง – ต้องอ่านอะไรในงบ?

    #6 อ่านงบยังไง – ต้องอ่านอะไรในงบ?

    ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่บจ.ค่อยๆประกาศผลประกอบการQ1 ถ้าเราใช้พื้นฐานก็ต้องอ่านงบใช่ไหมครับ ทีนี้ไอ้การอ่านงบนี่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

    สมัยเริ่มลงทุนใหม่ๆพอถามเรื่องอ่านงบรุ่นพี่ก็จะแนะนำหนังสือสอนอ่านงบของพวกที่เรียนบัญชีมาให้ ซึ่งอ่านแล้วก็ได้ความรู้อยู่ เพียงแต่ว่ามันเป็นความรู้ที่ว่าสิ่งๆนั้นในงบเรียกว่าอะไร แต่ไม่สามารถจับประเด็นเพื่อต่อยอดได้

    เพราะตามตำราแล้วก็จะสอนให้ดูDE current ratio quick ratio เพื่อตรวจสอบสุขภาพของบริษัทว่าแข็งแรงมั้ย แข็งแรงแล้วยังไง ควรซื้อมั้ยหรือต้องดูอะไรต่อ

    ดังนั้น ผมจะสรุปให้สั้นๆว่า ดูงบควรดูอะไรบ้าง

    Auditor report สะอาด
    ข้อนี้คือข้อที่ต้องดูข้อแรก ต่อให้กำไรดีขนาดไหนถ้าผู้สอบชี้ให้เห็นว่ามีเหตุให้สังเกตต้องระวังไว้ก่อน งบที่ดีผู้สอบบัญชีจะให้เป็นข้อสรุปแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้ามีปัญหาผู้สอบบัญชีอาจเขียนว่าไม่แสดงความคิดเห็น หรือแสดงความคิดเห็นว่าไม่ถูกต้องเราก็ไม่ควรไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้

    ทริคคือปกติหน้าauditor reportของบริษัทที่ไม่มีปัญหาจะเขียนสั้นๆ อ่านเข้าใจง่าย แต่ถ้ามีปัญหาจะเขียนยาวมากกกกกก ถ้าเห็นว่าauditor reportเขียนหลายหน้าให้เดาไว้ก่อนเลยว่าน่าจะมีปัญหา

    1. รายได้โต กำไรโต กำไรสำคัญที่สุด หุ้นที่จะไปได้ไกลกำไรต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย20% และจะยิ่งแข็งแกร่งเมื่อรายได้โตด้วย ที่สำคัญมากกว่ารายได้โตกำไรโตคือต้องโตกว่าที่คาด เราจะเห็นว่าบางครั้งเราเขอหุ้นรายได้โต กำไรโต แต่หุ้นไม่วิ่ง หรือบางครั้งหักหัวลงด้ว

    นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

    2. นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

    ดังนั้น กำไรที่โตขึ้นมาต้องไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น การขายที่ดิน การขายค่าเงิน หรือถ้าเป็นกลุ่มที่รับรู้รายได้จากbacklog เช่น รับเหมาหรืออสังหา ก็ต้องมีภาพของกำไรในอนาคตให้เห็นว่าจะโตขึ้นยังไง

    3. กำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการบริหารต้องไม่ได้ดีขึ้นไตรมาสเดียว บางครั้งกำไรอาจโตจาการที่ต้นทุนสินค้าลด หรือค่าใช้จ่ายบริหารลด แต่นั้นต้องไม่ใช่การลดแค่ครั้งเดียว ต้องเป็นการลดที่จะแสดงว่าจะมีผลต่อไตรมาสต่อๆไปด้วย

    4. มีค่าเสื่อมที่มีมูลค่าสูงกำลังจะหมดหรือไม่ ในบางธุรกิจค่าเสื่อมบางตัวตัดหมดแล้วหมดเลย ไม่ต้องซื้อใหม่มาทดแทน เช่นอาคารสำนักงาน ถ้าค่าเสื่อมพวกนี้หมดไปจะทำให้กำไรไตรมาสที่เหลือโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    5. ภาษีที่ลดหรือที่จ่ายอยู่มีโอกาสเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอนาคตหรือไม่ บางธุรกิจได้รับการยกเว้นภาษี หรือภาษีที่ได้รับการยกเว้นจะต้องกลับมาจ่ายเต็มจำนวนแล้ว ทั้งหมดนี้มีผลต่อกำไรทั้งสิ้น ดังนั้นส่วนนี้ก็ต้องจับตาดูให้ดี

    สรุปแล้ว อะไรที่มีผลต่อกำไรคือสิ่งที่เราต้องจับตาดู เพราะกำไรและคุณภาพของกำไรจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งไปข้างหน้า

  • #5 ทำไมsmt delta kce ถึงเป็นที่น่าจับตาในช่วงนี้

    #5 ทำไมsmt delta kce ถึงเป็นที่น่าจับตาในช่วงนี้

    ถ้าเราสังเกตในขณะที่ตลาดกำลังลงแต่กลุ่มอิเลกทรอนิคกลับยืนแข็งสวนตลาด แม้ราคาทองแดงที่เป็นวัตถุดิบจะปรับตัวขึ้นก็ตาม (จริงๆรอบนี้ commo ปรับตัวขึ้นหมดทั้งเหล็ก โลหะต่างๆ น้ำมัน แม้แต่ราคาไม้ยังปรับตัวขึ้น) นั่นก็เพราะเกิดวิกฤติชิปขาดแคลนนั่นเอง

    จริงๆแล้วการขาดแคลนชิปเกิดขึ้นตั้งแต่COVIDรอบ1แล้ว เพราะหลายโรงงานต้องปิดตัวลงชั่วคราว brandต่างๆก็พยายามหาทางแก้ปัญหากันคนละแบบ

    เช่น samsungใช้วิธีไม่ออกโทรศัพท์รุ่นใหม่ในปีนี้ appleเลื่อนการออกiphone12ไป2เดือน แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าคนอยู่บ้านมากเกินไปจนเหงาหรือยังไง ยอดขายiphone Q2ถึง+60% ฝั่งsony PS5ก็ขายดีเป็นแจกฟรี

    ปกติแล้วที่ผ่านมาโรงงานชิปจะใช้กำลังการผลิตประมาณ80% แต่หลังๆต้องใช้กำลังการผลิต100% และเนื่องจากการผลิตชิปเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การติดตั้งเครื่องจักรใหม่จึงต้องใช้เวลานาน

    นั่นหมายความว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาทองของโรงงานผลิตชิป

    ถ้าเทียบกันตอนนี้ในแง่fundamental DELTA KCEอาจเหนือกว่าSMT แต่ตอนนี้ในแง่ความแข็งแกร่งSMTโชว์ความแข็งแกร่งมากกว่าด้วยการทำnew highไปแล้ว

    ผมคิดว่าโดยรวมทุกตัวได้ประโยชน์หมด แค่เราต้องเลือกเอาว่าจะใช้กลยุทธไหนกับหุ้นตัวไหนแค่นั้นเอง ที่สำคัญงบที่กำลังจะออกมาต้องconfirmสมมุติฐานของการเติบโตด้วย

  • #4 เช็คว่าPEที่เราให้เหมาะสมแค่ไหนด้วย Dividend approach

    #4 เช็คว่าPEที่เราให้เหมาะสมแค่ไหนด้วย Dividend approach

    วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยพื้นฐานมีหลายวิธี เช่น discount cashflow ,dividend discount model หรือที่เป็นที่นิยมก็เช่น PBV และ PE ratio

    การวัดมูลค่าหุ้นแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น DCF นั้นยุ่งยากเกินไป และเป็นวิธีที่เหมาะกับแค่บางธุรกิจ หรือPBVก็จะมีจุดอ่อนที่ book valueไม่รวมความสามารถของผู้บริหารเข้าไป

    ดังนั้นวิธีที่ใช้ง่ายที่สุดก็คือPE ratio

    PE ratio ก็คือการใช้ ราคา(Price) / กำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) หรือเป็นการเปรียบเทียบง่ายๆว่ากี่ปีคืนทุน

    จริงๆแต่ก่อนวิธีนี้ก็ใช้ง่ายดี หุ้นคุณภาพน้อยหน่อยก็PE 6-8 เท่า หุ้นคุณภาพดีก็PE 15 เท่า

    จนกระทั่งหลัง subprime การที่มี QE + ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำทำให้PEขอหุ้นถูกดันขึ้นไปสูงแบบงงๆ สภาวะตลาดตอนนี้เลยกลายเป็นว่าแม้แต่หุ้นเกรด B บางตัว PE ก็ยังเล่นกันที่ 15 เท่า

    จริงอยู่ว่าเราต้องใช้ growth rate เข้าไปประกอบในการวัดมูลค่าด้วย เช่น หุ้น A มีโอกาสที่จะโต 30% ติดต่อกัน 5 ปีก็ควรจะได้ PE 30 เท่า

    แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือสุดท้ายแล้วกำไรต้องสามารถแปลงเป็นปันผลออกมาได้ด้วยไม่งั้นก็ไม่มีค่า

    ดังนั้น เราจึงควรใช้dividend approachในการตรวจสอบว่า PE ที่เราให้ไปกับบริษัทนั้น เหมาะสมหรือไม่บริษัท ที่ดีนอกจากจะมีการเติบโตแล้ว ยังต้องมีศักยภาพและนโยบายปันผลออกมาให้กับผู้ถือหุ้นได้

    วิธีคิดdividend approachก็คือ

    ถ้าหุ้นตัวนั้นปันผลออกมา X% ราคาควรเป็นกี่บาท ผมจะยกตัวอย่างและวิธีใช้ให้ดูทีเดียวเลยนะครับ

    หุ้น A และฺ B เป็นหุ้นโรงงานเหมือนกัน growth เท่ากันที่15% มีEPS 1 บาท/หุ้นเท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ
    หุ้น A ปันผลได้ 70% ของกำไรสุทธิ = 0.7 บาท
    หุ้น B ปันผลได้ 40% ของกำไรสุทธิ = 0.4 บาท

    ถ้าวัดมูลค่าด้วยวิธีใช้PEที่8เท่า หุ้นทั้ง2ตัวจะมีมูลค่าเท่ากันที่ 8 บาท

    แต่เมื่อดูปันผลจะเห็นได้ว่าหุ้นAมีศักยภาพในการปันผลออกมาได้มากกว่า ถ้าคิดว่าหุ้นโรงงานควรมีปันผลซัก 6% เพื่อคุ้มค่าความเสี่ยง
    หุ้นA จะมีมูลค่า = 0.7/0.06 = 11.67 บาท PE 11.67 เท่า
    หุ้นB จะมีมูลค่า = 0.4/0.06 = 6.67 บาท PE 6.67 เท่า

    จะเห็นได้ว่าศักยภาพการจ่ายปันผลที่ต่างกันทำให้หุ้นทั้ง2ตัวควรได้รับPEที่ไม่เท่ากัน

    ด้วยหลักนี้เราจะเข้าใจได้ว่า ทำไมหุ้นค้าปลีกและโรงพยาบาลถึงได้PEสูง เพราะนอกจากความแข็งแกร่งของธุรกิจและการเติบโตแล้ว เมื่อโตเต็มที่บริษัทยังมีศักภาพที่จะสามารถจ่ายปันผลได้100%ของกำไรสุทธิด้วย

    และเราจะสามารถเข้าใจได้ว่า หุ้นบางตัวที่มีgrowth มีกระแสเงินสดดี มีเงินสดในบริษัทมาก แต่กลับได้PEที่น้อยมากนั้น เกิดจากการที่บริษัทมีนโนบายหรือศักยภาพในการจ่ายปันผลต่างกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมนั่นเอง

    ลองเอาไปเช็คกันดูนะครับว่าจริงๆแล้วการให้PEของเราให้มากไปหรือน้อยไปเมื่อเทียบกับศักยภาพการปันผลของบริษัทรึเปล่า

  • #3 วิธีดูหุ้นโรงงาน

    #3 วิธีดูหุ้นโรงงาน

    ด้วยความที่ไทยเป็นประเทศที่มีค่าแรงที่ถูก และอยู่ในภูมิประเทศที่อยู่ตรง

    กลางของอาเซียน ทำให้หลายๆบริษัทเลือกไทยเป็นฐานการผลิต ดังนั้น

    ธุรกิจ OEM หรือโรงงานจึงมีมากในตลาดหุ้น

    ถึงแม้ว่าหุ้นพวกนี้จะไม่มี DCA มากนักจึงไม่ค่อยเหมาะกับการลงทุนระยะ

    ยาว แต่หุ้นพวกนี้ก็มีเวลาทองของกิจการ ที่สามารถให้ผลตอบแทนกับนัก

    ลงทุนได้มากทีเดียว

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    จุดสังเกตหลักๆสำหรับการดูหุ้นโรงงานประกอบด้วย

    1. สินค้าที่ผลิต

    สินค้าที่ผลิตถ้ามีความเฉพาะทางจะดีกว่าสินค้าทั่วไป ด้วยความที่เป็น

    สินค้าเฉพาะทางทำให้โรงงานต้องใช้เทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าธรรมดา และ

    จะมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าด้วย เพราะผู้ที่จ้างผลิตจะไม่สามารถย้ายโรงงาน

    ได้ง่าย ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรที่สูงกว่า

    เช่น บริษัทที่ผลิตสารเคมีหรือส่วนผสมอาหารเฉพาะทางจะมีอัตรากำไร

    มากกว่าบริษัทที่ผลิตสารเคมีทั่วไป เพราะมีการคิดค้นสูตรร่วมกับ brand ที่

    จ้างผลิต ทำให้การย้ายโรงงานเป็นไปได้ยาก และตัวโรงงานก็จะเติบโต

    ตามยอดขายของ brand สินค้าด้วย

    โดยมากแล้วบริษัทที่ผลิตสินค้าเฉพาะทางจะมีช่วงของการเติบโตยาวนาน

    กว่าบริษัทที่ผลิตสินค้าทั่วไป

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    1. ต้นทุนการผลิต

    โรงงานที่มีต้นทุนการผลิตที่มีความผันผวนมากย่อมคาดการกำไรได้ยาก

    กว่าโรงงานที่มีต้นทุนการผลิตผันผวนน้อย

    อย่างเช่นการคาดการกำไรของโรงงานน้ำตาลนั้นยากกว่าการคาดการ

    โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ แต่บางครั้งเราสามารถใช้ประโยชน์จากการลด

    ของต้นทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นได้

    เช่น การลดลงอย่างรุนแรงของราคาทองแดงส่งผลต่อกำไรของโรงงาน

    ผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิค หรือspradeของสารเคมีส่งผลต่อกำไรของ

    โรงงานผลิตฟิล์ม

    การติดตามต้นทุนของอุตสาหกรรมต่างๆอยู่ตลอดเวลาทำให้เราสามารถหา

    โอกาสทำกำไรจากราคาต้นทุนสินค้าได้

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    2. กำลังการผลิตและจุด breakeven

    ตัวโรงงานนั้นจะมีกำลังการผลิตเหลือมากไปก็ไม่ดี เหลือน้อยไปก็ไม่ดี

    เพราะถ้ากำลังการผลิตเหลือมากไปแล้วยังไม่ครอบคุมค่าต้นทุนจะทำให้

    บริษัทต้องรับขาดทุนจากสายการผลิตนั้นๆ

    โดยมากการขาดทุนพวกนี้มักเกิดจากการที่เพิ่งติดตั้งเครื่องจักรใหม่แต่ไม่

    สามารถหาลูกค้ามาใส่ในไลน์การผลิตได้ทัน ในทางกลับกันถ้ากำลังการ

    ผลิตใกล้เต็มแล้ว แต่โรงงานไม่ขยายกำลังการผลิต ลูกค้าก็ไม่ค่อยมีใคร

    อยากจ้าง เพราะถ้ากำลังการผลิตเต็มแต่สินค้าขายดีก็จะมีปัญหาการผลิต

    สินค้าไม่ทัน

    ความเสี่ยงอีกอย่างของการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ก็คือการติดตั้ง

    และtestเครื่องจักร บางครั้งกว่าจะติดตั้งให้เครื่องจักรทำงานได้ตามที่

    ต้องการอาจใช้เวลาเป็นเดือน ส่งผลให้กำไรในไตรมาสนั้นๆลดลง

    ดังนั้นกำลังการผลิตควรbreakeven ซึ่งจริงๆแล้วความน่าสนใจของหุ้น

    โรงงานอยู่ที่จุดbrekevenนี่แหละ เพราะถ้าผ่านจุดbreakevenแล้ว กำไร

    ของโรงงานจะกระโดดไปได้เยอะมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นไปได้ไกลด้วย

    เคสของการติดตั้งและขยายกำลังการผลิตเครื่องจักรที่เห็นได้ชัดคือXOใน

    ช่วงปี60ที่มีการย้ายโรงงานใหม่และเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้กำไรบริษัท

    ดรอปลง แต่จะเห็นได้ว่าพอผ่านจดนั้นไปได้กำไรของ XO เติบโตขึ้นอย่าง

    มากและได้อานิสงค์จากการล็อคราคาต้นทุนวัตถุดิบ ให้กำไร

    ของ XO กระโดดขึ้นจาก 2 ปัจจัย และหุ้นสามารถขึ้นได้หลายเด้ง

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    3. คุณภาพเครื่องจักร

    คุณภาพเครื่องจักรเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของหุ้นโรงงาน ถ้า

    เครื่องจักรเก่าและไม่มีประสิทธิภาพของที่ผลิตก็จะมีส่วนที่เสียเยอะตามไป

    ด้วย โรงงานที่ขาดทุนจากคุณภาพของเครื่องจักรและสามารถปรับปรุง

    คุณภาพเครื่องจักรขึ้นมาได้จะสามารถทำให้กำไรเติบโตขึ้นมาได้เป็นอย่าง

    มาก

    กรณีนี้เห็นได้จาก KCE ช่วง ปี 50 ที่เครื่องจักรมีการผลิตสินค้าเสียหายเป็น

    จำนวนมาก KCE แก้ด้วยการปรับปรุงเครื่องจักรและใช้ระบบSAPเข้ามาลด

    ของเสีย ทำให้ KCE กลับมากำไรโตและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง ในรอบที่ 1

    …………………………………………………………………………………………………………………….

    3 อย่างนี้เป็นจุดสังเกตเบื้องต้นที่จะทำให้เราติดตามหุ้นโรงงานได้ง่ายขึ้น

    แต่ภาพใหญ่ของหุ้นโรงงานคือโรงงานต้องผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของ

    ตลาด เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโดยรวมได้ และเมื่อมีปัจจัย

    เสริม3อย่างข้างต้นเป็นตัวผลักดัน จะทำให้กำไรของบริษัทเกิดการจุด

    ระเบิดและผลักดันให้ราคาหุ้นสามารถวิ่งไปได้ไกล