การที่ GP ลดหมายความว่าตัวบริษัทมีปัญหาในด้านการจัดการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ถ้าเป็น GP ลดจากการให้โปรโมชั่นที่มากเกินไปยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ารายได้ที่เติบโตขึ้นอาจเป็นการเติบโตที่ไม่ถาวร เพราะอาศัยการทำการตลาดเพื่อช่วยดันยอดขาย
ถ้าเป็นGPลดจากต้นทุนวัตถุดิบแปลว่าตัวบริษัทไม่สามารถคุมชีวิตตัวเองได้ เพราะ GP เป็นหนึ่งในตัวที่บอกถึงความแข็งแกร่งของบริษัท
GP ที่สูงบ่งบอกถึงอำนาจการต่อรองกับลูกค้า คุณลองคิดดูว่าถ้าบริษัทในตลาดซึ่งเปิดเผยงบการเงินแสดง GP ระดับ 30-50% ให้ลูกค้าเห็น แต่ลูกค้ากลับไม่สามารถต่อราคาให้สินค้าถูกลงมาได้ นั่น
GP ที่ไม่ผันผวนแสดงถึงความสามารถของบริษัทที่จะควบคุมต้นทุนในบางบริษัทเราอาจมองว่าเป็นบริษัทที่ขายสินค้ามีแบรนด์ แต่ถ้าตัว
บริษัทไม่สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้ PE ของบริษัทก็ไม่ควรดีกว่าบริษัทที่เป็น commodity เพราะต้องคอยลุ้น sprade วัตถุดิบทุกไตรมาส
แน่นอนว่ามีบริษัทที่แข็งแกร่งแต่ GP ไม่สูงอยู่ด้วย แต่ถ้าสังเกตในงบการเงินจะเห็นว่า GP ของบริษัทพวกนี้แม้จะไม่สูงแต่มีความเสถียรมาก และมี inventory turnover ที่สูงเพื่อมาชดเชย GP ที่ต่ำ
บริษัทที่รายได่โตแต่ GP ลดและหุ้นไม่ขึ้นเป็นหนึ่งในลักษณะบริษัทที่ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดทุน เพราะแง่มุมดีๆจากรายได้ที่โตจะเป็นตัวทำให้เรารู้สึกอยากซื้อหรือถือหุ้น แต่การที่หันไม่ขึ้นขึ้นหรือปรับตัว
โดยตลาดจะเก็บค่าอ่านงบเป็นราคาส่วนต่างของราคาหุ้นจากฐานราคาด้านล่าง หมายความว่าถ้าคุณจ้างตลาดอ่านงบจะไม่มีวันที่คุณได้ซื้อหุ้นที่อยู่ใน zone ล่าง แต่ก็แลกกับการที่คุณได้ซื้อหุ้นที่ถูกคัดกรองมาแล้วว่าดี
แล้วมีบ้างมั้ยที่ตลาดอ่านงบผิด คือวิ่งขึ้นมาแล้วไม่ไปต่อ หรือวิ่งขึ้นมาแล้วหักหัวลง แน่นอนว่าต้องมีกรณีแบบนี้ แต่คุณสามารถทำประกันความเสียหายด้วย Stop Loss และป้องกันการถือหุ้นผิดตัวด้วย Time Stop
การมีStop Loss และ Time Stop จะทำให้สุดท้ายคุณจะหาหุ้นที่พร้อมจะวิ่งต่อ
แต่ความอ็ดอัดที่เราต้องเจอในโลกของการลงทุนยุคใหม่ คือเราต้องเจอกับข้อเปรียบเทียบในโลก social ที่ยังเห็นบางคนสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่ port ของเราลดต่ำลง
โดยปกติแล้วก่skที่เราจะเสี่ยงในแต่ละ position ไม่ควรเกิน 1.5% port ดังนั้นการ All-in หุ้นตัวเดียวโดยไม่ถัวเฉลี่ยขาขึ้นจะทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงสูงมาก และเมื่อหุ้นลงก็จะเกิดความไม่อยากขายหุ้นเพราะทนเห็นตัวเลขติดลบไม่ได้
หนึ่งในวิธีการที่ชอบทำกันคือยืด SL ให้กว้างขึ้น เพราะในตลาด hard penny เราจะโดนs hake out อยู่เสมอ และจะสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้นเมื่อหุ้น shake out แล้ววิ่งไปไกล
ลดระยะการstoploss + เก็บ R ให้เร็วขึ้น เนื่องจากตลาดในช่วง hard penny เป็นtheme pop and drop การที่เราจะหวังกำไรเป็นกอบเป็นกำจึงเป็นเรื่องยาก การที่เราเลือกที่จะมีระยะ stoploss ที่แคบแล้วเลือกที่จะเก็บกำไรระดับ 2R เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
เมื่อตลาดอยู่ใน mode hard penny สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันคือมีหุ้นที่งบดีแต่ไม่วิ่งเพราะมีแรงกดดันจากสภาพตลาด
การเลือกซื้อหุ้นที่อยู่ใน value zone เราอาจต้องใช้ข้อมูลทางพื้นฐานเข้าช่วย คือดูว่าหุ้นมี growth ประกาศกำไรมาโตดี แต่หุ้นไม่วิ่ง ส่งผลให้ PE ลดลง และมี Dividend yield เพิ่มขึ้น
ปกติแล้ว Forward yield ระดับ 8% เป็นระดับที่พอจะสามารถค้ำให้ราคาหุ้นยืนอยู่ได้ เราสามารถใช้ Value Zone ร่วมกับเครื่องมือทางtechnicalเพื่อที่จะหาจุด Stoploss ได้ เช่น หุ้นอยู่ใน value zone และอยู่ใกล้เส้น MA50 หรือ 200
ผมดูสัมภาษณ์ Tom Canfield ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มานานกว่า 20 ปี ประวัติของเขาน่าสนใจมาดเลยสรุปมาให้อ่านกันครับ
Tom Canfleld เริ่มเป็นtraderตั้งแต่ปี19999 ปู่ของเขาเป็น stockbroker จบจาก business school เคยเป็น IB แล้วมาทำร้านอาหาร พอมีลูกก็เหนื่อยมากเพราะต้องดูแลทั้งร้านอาหารและลูกเหมือนทำงาน 24/7
สุดท้ายร้านอาหารเจ๊งเพราะไม่มีเวลาดูแล ตอนนั้นเขาหมดไฟเรื่องร้านอาหารแต่มีความสนใจเรื่อง trading มากกว่า เลยเป็น full time ด้วยสถานการณ์บังคับ และเป็นการเริ่มต้นโดยที่ไม่พร้อมด้วย
ประสบการณ์นี้น่ากลัวในตลาดคือหุ้น QLGC (**มีข้อมูลการเทรตวันสุดท้าย 15/8/2016 **winner stock) หุ้นประกาศผลกำไร แต่ tom ไม่รู้ว่ามันมีกำไร จริงๆคือเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ fundamental เลย ตอนนัน port ของเค้าโต 50,000 เป็น 80,000 USD
หลังจากหุ้นขึ้นมาซักพักเค้าทำการ short หุ้น ซึ่งมันไม่ใช่ แผนที่ Tom วางไว้ตั้งแต่ต้น เขา short เพิ่มไปเรื่อยๆจนคอมพิวเตอร์บอกว่า short เพิ่มไม่ได้แล้ว
เพราะการที่ full time trader มี equity curve ที่ผันผวนจะส่งผลต่อจิตใจมาก ทุกสิ่งทุกอย่างจะวิ่งเข้ามาในหัว เช่น จะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟยังไง เราเก่งพอมั้ย ฯลฯ Tom จะคัดเลือกหันเข้ามาอยู่ใน watchlist ประมาณ 30 และจะจะซื้อหุ้นที่อยู่ใน watchlist ของเขาเท่านั้น
ถ้าหากเขาไม่สามารถทำกำไรจากหุ้นพวกนี้ได้แปลว่า
1.ต้องปรับปรุง watchlist
2.ตลาดกำลังแย่
watchlist ของTom ไม่ได้ต้องการหุ้น big winner แต่ต้องการหุ้นที่วิ่ง
ได้มากพอ
Tom มี setup 3 รูปแบบ
1.hit and run ซึ่งเค้าเอามากจาก jeff cooper (หนังสือhit and run trading) วิธีการเทรดคือใช้ setup เดียวกับ timeframe day แต่เทรดใน timeframe 30 min และเมื่อเจอ setup ใน timeframe 30 min แล้ว เขาจะลงไปดูใน timeframe 10 min เพื่อหาจุดซื้อ
ปัญหาอีกอย่างที่tomเจอคือ เมื่อportโตขึ้นเขาไม่สามารถบริหาร Port ได้ดีเหมือนเดิม เพราะติดปัญหาเรื่อง posion size ที่ใหญ่จนกระทบต่อจิตใจ Tom แก้ปัญหานี้ด้วยการแยก account ออก เป็น 3 account เพื่อที่จะสามารถใช้ position size ที่จิตใจของเขารับได้
หุ้นที่ให้บทเรียนสำคัญกับ Tom อีกตัวคือ XIV (**มีข้อมูลการเทรดวันสุดท้าย 15/2/2018 **winner stock) ซึ่งเป็นหันที่แข็งกว้าตลาดและ Tom ได้เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ตามแผนที่วางไว้
Tom ไม่เห็นด้วยกับค่าว่าเราต้องเทรดด้วยความมั่นใจไม่ใช่ความกลัวเขาคิดว่าเราควรเทรดด้วยความกลัวนิดๆเหมือนการที่เราเดินอยู่ริมหน้าผา เพื่อที่จะระมัดระวัง การที่เราเทรดโดยไร้ความกลัวจะทำให้
Tom บอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้ทำบันทึกการเทรดอารมณ์ เขาเคยทำบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ในช่วงแรกๆของการเทรด แต่ตอนนี้เขาใช้การทำสมาธิแทนซึ่งมันทำให้เขาสงบลง แต่เขาก็คิดว่าการทำบันทึก