#32 สัญญาณอันตรายตอนงบออก

Inspired? Share the vibe!

การทำความเข้าใจงบการเงินและปฏิกิริยาตอบสนองต่องบการเงินเป็นเรื่องที่เราควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้หาความได้เปรียบจากงบการเงินที่ออกมา

ก่อนที่เราจะเข้าใจสัญญาณอันตรายเราต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดคาดหวังอะไรจากงบการเงิน

ตลาดคาดหวังที่จะได้เห็นการเติบโตของรายได้และกำไร ยิ่งเติบโตมากยิ่งดี และตลาดจะให้ค่างบที่ออกมาแบบไร้ข้อสงสัยและเข้าใจง่ายมากกว่างบที่เต็มไปด้วยเหตุการที่เราต้องหาคำอธิบายให้กับบริษัท

เมื่องบออกมาดีและเข้าใจง่ายจะทำให้คนมองเห็นภาพกำไรในอนาคตของบริษัทไปในทางเดียวกัน ทำให้เกิดแรงซื้อมหาศาลหลังงบออก

ดังนั้นสัญญาณอันตรายของหันหลังงบออกคือ “งบแสดงการเดิบโตแต่หุ้นไม่ขึ้น”

ปกติแล้วราคาหุ้นจะตอบสนองงบที่แสดงการเติบโตอย่างรวดเร็วหลังประกาศงบการเงิน อาจจะมีบ้างที่ตอบสนองช้าแต่โดยมากใช้เวลาไม่เกิน1-2 สัปดาห์

ถ้าหุ้นที่คุณถืออยู่งบออกมา(แล้วคุณรู้สึกว่า)ดี แต่ราคาของหันไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองด้วยปฏิกิริยาที่ไม่ดีแปลว่ามีโอกาสที่คุณจะเข้าใจงบตัวนั้นผิดพลาด หรือมองงบในแง่ดีเกินไป

ปัญหาที่มักพบในงบที่ออกมาแล้วเราคิดว่าดีแต่หุ้นไม่ขึ้น คือ

1.งบแสดงการเติบโตแต่เป็นการเติบโตที่น้อยเกินไป

ตลาดชอบหุ้นที่มีการเติบโต 20% ขึ้นไป เพราะการเติบโตที่รวดเร็วจะกด PE ให้ลดลง และการเติบโตที่รวดเร็วบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของบริษัท

บริษัทที่แข็งแกร่งย่อมขยายงานได้ง่ายและมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าและ suppier ดังนั้น งบที่ออกมาจะมี GP ที่เสถียรหรือปรับตัวสูงขึ้นทำให้กำไรโตได้เยอะ

ในทางกลับกันบริษัทที่โตต่ำกว่า10%ย่อมแสดงถึงช่วงเวลาที่ยากล่ามากของบริษัทในการขยายงาน หุ้นพวกนี้เลยเป็นห์ที่ตลาดไม่ค่อยให้ความสนใจ

2.รายได้โตแต่ GP ลด

การที่ GP ลดหมายความว่าตัวบริษัทมีปัญหาในด้านการจัดการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถ้าเป็น GP ลดจากการให้โปรโมชั่นที่มากเกินไปยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ารายได้ที่เติบโตขึ้นอาจเป็นการเติบโตที่ไม่ถาวร เพราะอาศัยการทำการตลาดเพื่อช่วยดันยอดขาย

ถ้าเป็นGPลดจากต้นทุนวัตถุดิบแปลว่าตัวบริษัทไม่สามารถคุมชีวิตตัวเองได้ เพราะ GP เป็นหนึ่งในตัวที่บอกถึงความแข็งแกร่งของบริษัท

GP ที่สูงบ่งบอกถึงอำนาจการต่อรองกับลูกค้า คุณลองคิดดูว่าถ้าบริษัทในตลาดซึ่งเปิดเผยงบการเงินแสดง GP ระดับ 30-50% ให้ลูกค้าเห็น แต่ลูกค้ากลับไม่สามารถต่อราคาให้สินค้าถูกลงมาได้ นั่น

หมายความว่าสินค้าตัวนั้นเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง มีการทดแทนได้ยาก

GP ที่ไม่ผันผวนแสดงถึงความสามารถของบริษัทที่จะควบคุมต้นทุนในบางบริษัทเราอาจมองว่าเป็นบริษัทที่ขายสินค้ามีแบรนด์ แต่ถ้าตัว

บริษัทไม่สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้ PE ของบริษัทก็ไม่ควรดีกว่าบริษัทที่เป็น commodity เพราะต้องคอยลุ้น sprade วัตถุดิบทุกไตรมาส

แน่นอนว่ามีบริษัทที่แข็งแกร่งแต่ GP ไม่สูงอยู่ด้วย แต่ถ้าสังเกตในงบการเงินจะเห็นว่า GP ของบริษัทพวกนี้แม้จะไม่สูงแต่มีความเสถียรมาก และมี inventory turnover ที่สูงเพื่อมาชดเชย GP ที่ต่ำ

บริษัทที่รายได่โตแต่ GP ลดและหุ้นไม่ขึ้นเป็นหนึ่งในลักษณะบริษัทที่ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดทุน เพราะแง่มุมดีๆจากรายได้ที่โตจะเป็นตัวทำให้เรารู้สึกอยากซื้อหรือถือหุ้น แต่การที่หันไม่ขึ้นขึ้นหรือปรับตัว

ลงย่อมแสดงให้เห็นว่าคนในตลาดมีความกังวลเรื่องการควบคุมต้นทุนของบริษัท

3.กำไรโตจากรายได้อื่น

การเดิบโตที่มีคุณภาพควรมาจากกิจการหลักของบริษัท ถ้ากำไรมาจากอัตราแลกเปลี่ยน การขายทรัพย์สินบางตัว หรือไม่ได้มาจากกิจการหลัก ตลาดจะไม่ให้ค่ากำไรส่วนนี้มาก

เพราะกำไรส่วนนี้เป็นกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ดังนั้นกำไรส่วนนี้ควรถูกคิด PE แยกออกจากกำไรหลัก และควรได้ PE 1

3 อย่างนี้เป็นสัญญาณอันตรายในงบการเงิน สิ่งที่ควรระวังในการอ่านงบคืออย่ามี bias ซึ่งการมองงบให้สอดคล้องกับกราฟราคาจะเป็นตัวช่วยให้เรากรองหุ้นที่เรามีbiaรออกไป และเอาหันงบดีที่มีความแข็งแกร่งเข้ามาแทน