Category: ธุรกิจ

  • #32 สัญญาณอันตรายตอนงบออก

    #32 สัญญาณอันตรายตอนงบออก

    การทำความเข้าใจงบการเงินและปฏิกิริยาตอบสนองต่องบการเงินเป็นเรื่องที่เราควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้หาความได้เปรียบจากงบการเงินที่ออกมา

    ก่อนที่เราจะเข้าใจสัญญาณอันตรายเราต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดคาดหวังอะไรจากงบการเงิน

    ตลาดคาดหวังที่จะได้เห็นการเติบโตของรายได้และกำไร ยิ่งเติบโตมากยิ่งดี และตลาดจะให้ค่างบที่ออกมาแบบไร้ข้อสงสัยและเข้าใจง่ายมากกว่างบที่เต็มไปด้วยเหตุการที่เราต้องหาคำอธิบายให้กับบริษัท

    เมื่องบออกมาดีและเข้าใจง่ายจะทำให้คนมองเห็นภาพกำไรในอนาคตของบริษัทไปในทางเดียวกัน ทำให้เกิดแรงซื้อมหาศาลหลังงบออก

    ดังนั้นสัญญาณอันตรายของหันหลังงบออกคือ “งบแสดงการเดิบโตแต่หุ้นไม่ขึ้น”

    ปกติแล้วราคาหุ้นจะตอบสนองงบที่แสดงการเติบโตอย่างรวดเร็วหลังประกาศงบการเงิน อาจจะมีบ้างที่ตอบสนองช้าแต่โดยมากใช้เวลาไม่เกิน1-2 สัปดาห์

    ถ้าหุ้นที่คุณถืออยู่งบออกมา(แล้วคุณรู้สึกว่า)ดี แต่ราคาของหันไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองด้วยปฏิกิริยาที่ไม่ดีแปลว่ามีโอกาสที่คุณจะเข้าใจงบตัวนั้นผิดพลาด หรือมองงบในแง่ดีเกินไป

    ปัญหาที่มักพบในงบที่ออกมาแล้วเราคิดว่าดีแต่หุ้นไม่ขึ้น คือ

    1.งบแสดงการเติบโตแต่เป็นการเติบโตที่น้อยเกินไป

    ตลาดชอบหุ้นที่มีการเติบโต 20% ขึ้นไป เพราะการเติบโตที่รวดเร็วจะกด PE ให้ลดลง และการเติบโตที่รวดเร็วบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของบริษัท

    บริษัทที่แข็งแกร่งย่อมขยายงานได้ง่ายและมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าและ suppier ดังนั้น งบที่ออกมาจะมี GP ที่เสถียรหรือปรับตัวสูงขึ้นทำให้กำไรโตได้เยอะ

    ในทางกลับกันบริษัทที่โตต่ำกว่า10%ย่อมแสดงถึงช่วงเวลาที่ยากล่ามากของบริษัทในการขยายงาน หุ้นพวกนี้เลยเป็นห์ที่ตลาดไม่ค่อยให้ความสนใจ

    2.รายได้โตแต่ GP ลด

    การที่ GP ลดหมายความว่าตัวบริษัทมีปัญหาในด้านการจัดการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    ถ้าเป็น GP ลดจากการให้โปรโมชั่นที่มากเกินไปยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ารายได้ที่เติบโตขึ้นอาจเป็นการเติบโตที่ไม่ถาวร เพราะอาศัยการทำการตลาดเพื่อช่วยดันยอดขาย

    ถ้าเป็นGPลดจากต้นทุนวัตถุดิบแปลว่าตัวบริษัทไม่สามารถคุมชีวิตตัวเองได้ เพราะ GP เป็นหนึ่งในตัวที่บอกถึงความแข็งแกร่งของบริษัท

    GP ที่สูงบ่งบอกถึงอำนาจการต่อรองกับลูกค้า คุณลองคิดดูว่าถ้าบริษัทในตลาดซึ่งเปิดเผยงบการเงินแสดง GP ระดับ 30-50% ให้ลูกค้าเห็น แต่ลูกค้ากลับไม่สามารถต่อราคาให้สินค้าถูกลงมาได้ นั่น

    หมายความว่าสินค้าตัวนั้นเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง มีการทดแทนได้ยาก

    GP ที่ไม่ผันผวนแสดงถึงความสามารถของบริษัทที่จะควบคุมต้นทุนในบางบริษัทเราอาจมองว่าเป็นบริษัทที่ขายสินค้ามีแบรนด์ แต่ถ้าตัว

    บริษัทไม่สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้ PE ของบริษัทก็ไม่ควรดีกว่าบริษัทที่เป็น commodity เพราะต้องคอยลุ้น sprade วัตถุดิบทุกไตรมาส

    แน่นอนว่ามีบริษัทที่แข็งแกร่งแต่ GP ไม่สูงอยู่ด้วย แต่ถ้าสังเกตในงบการเงินจะเห็นว่า GP ของบริษัทพวกนี้แม้จะไม่สูงแต่มีความเสถียรมาก และมี inventory turnover ที่สูงเพื่อมาชดเชย GP ที่ต่ำ

    บริษัทที่รายได่โตแต่ GP ลดและหุ้นไม่ขึ้นเป็นหนึ่งในลักษณะบริษัทที่ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดทุน เพราะแง่มุมดีๆจากรายได้ที่โตจะเป็นตัวทำให้เรารู้สึกอยากซื้อหรือถือหุ้น แต่การที่หันไม่ขึ้นขึ้นหรือปรับตัว

    ลงย่อมแสดงให้เห็นว่าคนในตลาดมีความกังวลเรื่องการควบคุมต้นทุนของบริษัท

    3.กำไรโตจากรายได้อื่น

    การเดิบโตที่มีคุณภาพควรมาจากกิจการหลักของบริษัท ถ้ากำไรมาจากอัตราแลกเปลี่ยน การขายทรัพย์สินบางตัว หรือไม่ได้มาจากกิจการหลัก ตลาดจะไม่ให้ค่ากำไรส่วนนี้มาก

    เพราะกำไรส่วนนี้เป็นกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ดังนั้นกำไรส่วนนี้ควรถูกคิด PE แยกออกจากกำไรหลัก และควรได้ PE 1

    3 อย่างนี้เป็นสัญญาณอันตรายในงบการเงิน สิ่งที่ควรระวังในการอ่านงบคืออย่ามี bias ซึ่งการมองงบให้สอดคล้องกับกราฟราคาจะเป็นตัวช่วยให้เรากรองหุ้นที่เรามีbiaรออกไป และเอาหันงบดีที่มีความแข็งแกร่งเข้ามาแทน

  • #30 รับจ้างอ่านงบ

    #30 รับจ้างอ่านงบ

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่แต่ละบริษัทกำลังประกาศงบไตรมาส 3 ซึ่งทุกครั้งที่ประกาศงบก็จะมีเรื่องงบดีแต่หุ้นลงมาให้คนถกเถียงกันทุกไตรมาส

    เพราะจะมีคนมาเจาะว่าถึงแม้รายได้จะโต กำไรโต แต่ไส่ในของบริษัทไม่ได้ดีแบบที่คิด ต้องไปดูหมายเหตุงบหน้า 200 บรรทัดที่ 14 มีบอกเอาไว้

    หรืออาจมีคนมาบอกว่า ธุรกิจแบบนี้ดูแค่งบกำไรขาดทุนไม่ได้ ต้องดูงบดุล ดูพอร์ตลูกหนี้

    และถ้ามาแบบยากสุดคือบอกว่าเราจะหาแค่งบโตไม่ได้ เราต้องหางบโตที่มากกว่าความคาดหวังของนักลงทุนด้วย โดยเราต้องหางบที่โตกว่าบทวิเคราะห์ที่ออกมาก่อนหน้า

    ซึ่งในการทำงานจริงๆ ใครมันจะมีบทวิเคราะห์ของทุกสำนัก (จริงๆก็มีแหละ แต่ผมคิดว่าต้องใช้ทรัพยากรสูงในการได้มา)

    จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถจ้างใครซักคนอ่านงบได้ เพื่อที่เราจะเข้าใจได้ว่างบที่ออกมาเป็นงบที่ตลาดพอใจ

    ซึ่งคนที่รับจ้างอ่านงบของทุกบริษัทและวิเคราะทำให้เราก็คือตัวดลาดนั่นเอง

    ตลาดจะแสดงให้เราเห็นว่างบที่ออกมาดีขนาดไหนผ่านความแข็งแกร่งของราคาหุ้น และปริมาณการซื้อขาย ยิ่งหุ้นมีความแข็งแกร่งสูงและมีปริมาณการซื้อขายสูง ยิ่งแปลว่าตลาดมีความเห็นด้วยว่างบที่ออกมาดี

    โดยตลาดจะเก็บค่าอ่านงบเป็นราคาส่วนต่างของราคาหุ้นจากฐานราคาด้านล่าง หมายความว่าถ้าคุณจ้างตลาดอ่านงบจะไม่มีวันที่คุณได้ซื้อหุ้นที่อยู่ใน zone ล่าง แต่ก็แลกกับการที่คุณได้ซื้อหุ้นที่ถูกคัดกรองมาแล้วว่าดี

    แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจต้องเสียค่าจ้างอ่านงบในราคาแพง เพราะหุ้นอาจวิ่งขึ้นจาก low ไป 50-100% แต่การขึ้นมาในระดับนั้นยิ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดมองงบที่ออกมาดีขนาดไหน

    แล้วมีบ้างมั้ยที่ตลาดอ่านงบผิด คือวิ่งขึ้นมาแล้วไม่ไปต่อ หรือวิ่งขึ้นมาแล้วหักหัวลง แน่นอนว่าต้องมีกรณีแบบนี้ แต่คุณสามารถทำประกันความเสียหายด้วย Stop Loss และป้องกันการถือหุ้นผิดตัวด้วย Time Stop

    การมีStop Loss และ Time Stop จะทำให้สุดท้ายคุณจะหาหุ้นที่พร้อมจะวิ่งต่อ

    การเลือกหุ้นเหมือนการเลือกซื้อนักฟุตบอล บางสโมสรอาจเลือกคนที่ดูสถิติดีแต่ราคาถูก ซึ่งก็ต้องมาวัดเอาหน้างานว่าจะดีอย่างที่คิดมั้ย หรือ ถ้าดีกว่าที่คิดก็จะกำไรมาก ถ้ายกตัวอย่างเร็วๆนี้ก็คือ dominik

    szoboszlai ของ liverpool

    บางสโมสรอาจเลือกที่จะจ่ายแพงเพื่อซื้อนักเตะที่พิสุจน์มาแล้วว่าดีเยี่ยมอย่าง jude bellingham ของ real madrid

    การจ้างตลาดอ่านงบเหมือนการที่เราเลือกแล้วที่จะใช้กลยุทธซื้อเฉพาะหุ้นที่ตลาดเห็นว่าสุดยอดแล้วเท่านั้น

  • #21 นักลงทุนมือ2

    #21 นักลงทุนมือ2

    ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสาย fundamental คือ หลังจากที่เริ่มมีความรู้ในเรื่องกิจการและตัวเลขต่างๆจนสามารถวิเคราะห์หุ้นได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่กลับมีปัญหาตามมาคือไม่สามารถหาหุ้นที่น่าสนใจมาเล่นได้ด้วยตัวเอง

    สถานการณ์ทั่วไปของนักลงทุนมือ 2 คือต้องรอให้มีคนขุดหุ้นมานำเสนอหรือไปเอาชื่อหุ้นมาจากเซียนเพื่อทำการบ้านต่อว่าควรเล่นที่ราคาไหน

    ปัญหานี้โดยมากเกิดจากการที่นักลงทุนมือ 2 เข้าใจ business model และเข้าใจพื้นฐานเชิงคุณภาพแต่ไม่เข้าใจจุดสำคัญของประเด็นการลงทุน

    นักลงทุนมือ 2 ส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท เข้าใจว่า growth ของบริษัทเกิดขึ้นจากอะไร บริษัทจะขยายไปในแนวทางไหนต่อ หรือความเสี่ยงของบริษัทคืออะไร

    แต่สิ่งที่นักลงทุนมือ 2 ไม่เข้าใจคือประเด็นการลงทุนอย่างถ่องแท้ หรือไม่สามารถเห็นประเด็นการลงทุนเป็นภาพได้

    สาย techninal จะมีปัญหาเรื่องการหาหุ้นมาเล่นน้อยกว่า เพราะทุกอย่างเห็นเป็นภาพได้ง่าย คือหุ้นทรงนี้แสดงความแข็งแกร่งแบบนี้จะถูกจับเข้า watchlist เมื่อมี setup แบบนี้จึงเข้าเทรด

    แต่พอเปลี่ยนมาเป็น fundamental ภาพพวกนี้จะถูกกลบด้วยปัจจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งบางครั้งก็นามธรรมเกินไป เราสามารถทำให้ภาพการลงทุนชัดขึ้นจากการสังเกตุตัวเลขบางตัว เช่น

    ประเด็นหุุ้นตัวนี้ถูกเกินไป

    นักลงทุนมือ 2 จะแทบหาหุ้นที่เล่นเรื่องนี้แทบไม่ได้ หรือถ้าหาได้ก็มักจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดี เพราะนักลงทุนมือ 2 มักจะมองประเด็นนี้โดยเทียบ market cap หรือ replacement cost

    แต่สิ่งที่ตลาดมองว่าจะเล่นหุ้นที่ถูกเกินไปเมื่อไหร่คือการถูก Unlock การเติบโต

    เช่น หุ้น A เป็นหุ้นที่ถูกเทรดต่ำกว่า book value มาโดยตลอด คนทั่วไปจะเข้าใจว่าการที่หุ้นเทรดต่ำกว่า book คือหุ้นที่ถูก แต่ถ้าไปดูใส้ในจะเห็นว่าบริษัทมีการขาดทุนอยู่แต่เป็นการขาดทุนจากค่าเสื่อม แต่ค่าเสื่อมตัวนี้ใกล้จะหมดลงแล้ว ซึ่งตรงจุดนี้คือตัว Unlock มูลค่าของบริษัท เราจึงควรไปดูว่าค่าเสื่อมตัวนี้จะหมดลงเมื่อไหร่ถึงเข้าไปลงทุน

    ประเด็น growth

    นักลงทุนมือ 2 มักไม่เข้าใจว่าภาพรวมของ growth คืออะไร และมีอะไรเป็นตัวเร่ง growth จะเห็นได้ว่าเมื่อทำ watchlist หลังงบออก นักลงทุนมือ 2 จะมีหุ้นใน watchlist เยอะมาก

    เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็มักจะโต YoY อยู่แล้ว แต่นักลงทุนมือ 2 ไม่เข้าใจว่าหุ้นที่จะวิ่งได้แรงๆนอกจากจะมีการเติบโต YoY ในระดับที่เกิน 30% แล้ว ควรมีอัตราการเติบโต QoQ ที่สูงด้วย (หรือถ้าหุ้นมี seasonal ก็ควรเป็นการเติบโต YoY ที่ก้าวกระโดดทุก Q)

    ถ้าเราเข้าใจว่าภาพของการ Growth ไม่ใช่แค่การที่หุ้นเติบโตระดับ 10-15% YoY แต่ต้องเป็นโตระดับ 30-100%+YoY เราก็จะสามารถลดจำนวนหุ้นใน watchlist ลงได้เยอะ ทำให้มีเวลามาดูว่ากำไรหุ้นที่โตขึ้นมานั้น เกิดจากอะไร ตัวเร่งนี้จะอยู่ต่อไปนานมั้ย และอัตราเร่งของกำไรขนาดนี้สามารถทำให้ PE ลดลงได้อย่างรวดเร็วหรือเปล่า

    ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจเรื่องจุดสำคัญของการลงทุนแล้ว จะทำให้เราหลุดออกจากสภาพนักลงทุนมือ 2 และสามารถหาหุ้นที่น่าสนใจมาเล่นได้เองครับ

  • #18 Volume and Float

    #18 Volume and Float

    สัญญาณที่เห็นได้ง่ายที่สุดในการมองหาหุ้นที่กำลังจะขึ้นก็คือ
    1. แท่งเทียนราคา
    2. แท่งปริมาณการซื้อขาย

    หุ้นจะขึ้นได้แท่งเทียนราคาต้องขี้นมาอย่างแข็งแกร่ง และตามด้วยvolumeการซื้อขายมหาศาล เพราะ volume การซื้อขายเป็นตัวยืนยันว่ามี demand ในหุ้นตัวนี้จริง

    ปัญหาคือเราจะรู้ได้ยังไงว่า volume ขนาดไหนถึงเรียกว่าน่าสนใจ

    นั่นทำให้เรามีสิ่งที่ต้องเข้าใจร่วมกันเรียกว่า float

    Float ตัวนี้ไม่ใช่ free float ที่บอกสภาพคล่องของหุ้น
    Float หมายถึงปริมาณ volume ในแท่งนั้นๆเมื่อเทียบกับปริมาณ volume สูงสุดในรอบ 200 วัน

    เช่น volume สูงสุดในรอบ 200 วัน = 1 ล้าน volume วันนี้ = 5 แสน
    แปลว่าแท่งวันนี้มี float = 50%

    Float เป็นสัญญาณบอกว่าหุ้นตัวนั้นมีความต้องการขนาดไหน ยิ่ง float สูงยิ่งมีความต้องการมาก

    เราต้องมองหาหุ้นที่มี float ระดับ 100% ขึ้นไปเพื่อเอามาอยู่ใน watchlist ของเรา

    Float และ Overhead supply มีความสัมพันธ์ต่อกันคือ

    ถ้า volume ในรอบ 200 วัน (52สัปดาห์) แห้งมากและเกิด float ระดับ 100% นั่นหมายถึงว่า Overhead supply ในรอบ 200 วันนั้นแทบไม่มีแล้ว

    และ volume ที่เข้ามาจะเป็นตัวจุดระเบิดราคาหุ้น

    จะเห็นได้ว่า Float ระดับ 100 เป็นตัวทำให้เราเห็นสัญญาณว่า IMH เข้าข่ายหุ้นที่จะวิ่งแรง

    ดังนั้นเราต้องจับ IMH เข้ามาใน watchlist เพื่อรอเข้าซื้อหลังหุ้นพักตัว

    บางคนอาจจะมีคำถามว่า ทำไมเราถึงไม่ซื้อหุ้นก่อนที่จะมีfloatระดับ100%+

    จริงๆเรื่องนี้ก็อาจจะทำได้ถ้าคุณมีความเข้าใจในstageต่างๆของหุ้นแล้ว float ระดับ 30% หรือ 50% ในบางบริบทก็อาจเป็นสัญญาณที่ทำให้เราเข้าไปติดตามได้

    เช่น เกิด float 30% หลังจากที่เกิด float 100% และวิ่งมาซักพักแล้ว

    แต่ในขั้นเริ่มต้น float ระดับ 100%+ เป็นสัญญาณที่ชัดที่สุด เข้าใจง่ายที่สุดที่จะทำให้เราได้เห็น winner stock เพราะการเกิด float100% หมายถึงในรอบ 200 วันที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจหุ้นตัวนี้เลย

    การถูกจุดพลุขึ้นมาด้วย float100% จึงเป็นจุดที่บอกว่าหุ้นตัวนี้กำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

    ที่สำคัญก็คือ ยิ่งfloatสูงเท่าไหร่การพักตัวของหุ้นที่ตามมาก็มักจะสั้นขึ้นเท่านั้น นั่นทำให้เราไม่ต้องใช้พลังงานในการติดตามมาก

    Watchlist ที่มีแต่หุ้น float100%+จะเป็น watchlist ที่มีคุณภาพมาก เพราะทุกตัวพร้อมที่จะขึ้น ทำให้เรามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นตามไปด้วย

  • #13 สิ่งที่เราควรรู้และควรทำก่อนงบออก

    #13 สิ่งที่เราควรรู้และควรทำก่อนงบออก

    ช่วงเวลาที่เล่นหุ้นยากที่สุดคือช่วงประกาศงบของทุกไตรมาส ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นได้ว่าหุ้นจะเหวี่ยงมากๆ นั่นเพราะข่าวสารทุกอย่างมันประเดประดังกันเข้ามา

    ช่วงนี้จะเป็นช่วงวัดใจมากๆ เพราะถ้าหุ้นที่เรามีไม่ได้แข็งแกร่งมากๆแล้วยืนสวน SET แต่กลับไหลลงมาเรื่อยๆ สภาพตอนนี้จะเป็นช่วงที่ port เกิดการ drawdown สูงมาก

    ดังนั้นเราจึงควรมีแผนสำหรับรับมือความผันผวนในช่วงประกาศงบ

    ก่อนอื่น สิ่งที่เราต้องรู้คือ ไตรมาสนี้หุ้นที่เราถือจะมีกำไรสุทธิเท่าไหร่ ความผิดพลาดที่นักลงทุนชอบทำหลังจากซื้อหุ้นคือปล่อยเลยตามเลย ทั้งที่จริงๆแล้วเราควรประมาณการกำไรงบทุกไตรมาส เพราะการทำประมาณการงบรายไตรมาสจะทำให้เราเห็นภาพว่างบปีที่เราคาดการณ์นั้นมีความเป็นไปได้ขนาดไหน

    ที่สำคัญก็คือเราจะได้มีเกณฑ์ยึดได้ว่างบที่ออกมานั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าประมาณการ เพราะหุ้นเป็นเรื่องของความคาดหวัง ต่อให้งบออกมาโตแต่โตน้อยกว่าความคาดหวังหุ้นก็สามารถลงได้เยอะ

    สิ่งที่เราต้องเช็คอันดับ 2 คือ หุ้นยังอยู่ใน uptrend หรือไม่ การที่เราซื้อหุ้นแล้วต้องการจะผ่านการประกาศงบ หุ้นควรแสดงความแข็งแกร่งตลอดเวลา โดย price > MA20 > MA50 > MA200

    สถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่เจอและตัดสินใจยากก่อนงบออกคือ valuation แล้วพบว่าหุ้นมี upside สูงแต่ราคากลับไม่แสดงความแข็งแกร่งและหลุด MA20

    กรณีแบบนี้ผมดูภาพของความแข็งแกร่งมาก่อน valuation เสมอ และเลือกที่จะขายหุ้นออกไปมากกว่าทนถือ แล้วค่อยหาทางเข้าซื้ออีกทีหลังงบออกและหุ้นแสดงความแข็งแกร่งอีกครั้ง

    หุ้นผู้ชนะที่จะไปได้ไกลต้องประกอบด้วย 2 อย่าง คืองบที่ดีและ demand มหาศาลที่จะผลักดันราคาขึ้นไป

    การที่หุ้นแสดงความอ่อนแอด้วยการหลุด MA20 ก่อนงบออก เป็นสัญญาณที่ไม่ดี(ความจริงไม่ควรหลุด MA10 เลยด้วยซ้ำ) อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการ sall on fact หรืออาจเป็นการบอกใบ้ว่างบที่จะออกมาในไตรมาสนี้อาจไม่เป็นตามที่ตลาดคาดหวัง

    แน่นอนว่าวิธีการนี้ไม่ใช่ holy grail อาจมีบางครั้งที่เราขายแล้วงบออกมาดีและหุ้นกลับมาวิ่งแรงอีกครั้ง แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่า การเลือกความแข็งแกร่งของหุ้นในช่วงก่อนงบออกสามรถช่วยปกป้องพอร์ตของเราได้ดีกว่า และเมื่อเราเล่นเกมรับได้ดีแล้วการกลับมาเล่นเกมรุกหลังงบออก สามารถทำได้ดีและทำให้พอร์ตกลับมาเติบโตได้ง่ายกว่าการปล่อยหุ้นไหลลงเพราะเชื่อว่างบจะออกมาดีครับ

  • #6 อ่านงบยังไง – ต้องอ่านอะไรในงบ?

    #6 อ่านงบยังไง – ต้องอ่านอะไรในงบ?

    ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่บจ.ค่อยๆประกาศผลประกอบการQ1 ถ้าเราใช้พื้นฐานก็ต้องอ่านงบใช่ไหมครับ ทีนี้ไอ้การอ่านงบนี่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

    สมัยเริ่มลงทุนใหม่ๆพอถามเรื่องอ่านงบรุ่นพี่ก็จะแนะนำหนังสือสอนอ่านงบของพวกที่เรียนบัญชีมาให้ ซึ่งอ่านแล้วก็ได้ความรู้อยู่ เพียงแต่ว่ามันเป็นความรู้ที่ว่าสิ่งๆนั้นในงบเรียกว่าอะไร แต่ไม่สามารถจับประเด็นเพื่อต่อยอดได้

    เพราะตามตำราแล้วก็จะสอนให้ดูDE current ratio quick ratio เพื่อตรวจสอบสุขภาพของบริษัทว่าแข็งแรงมั้ย แข็งแรงแล้วยังไง ควรซื้อมั้ยหรือต้องดูอะไรต่อ

    ดังนั้น ผมจะสรุปให้สั้นๆว่า ดูงบควรดูอะไรบ้าง

    Auditor report สะอาด
    ข้อนี้คือข้อที่ต้องดูข้อแรก ต่อให้กำไรดีขนาดไหนถ้าผู้สอบชี้ให้เห็นว่ามีเหตุให้สังเกตต้องระวังไว้ก่อน งบที่ดีผู้สอบบัญชีจะให้เป็นข้อสรุปแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้ามีปัญหาผู้สอบบัญชีอาจเขียนว่าไม่แสดงความคิดเห็น หรือแสดงความคิดเห็นว่าไม่ถูกต้องเราก็ไม่ควรไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้

    ทริคคือปกติหน้าauditor reportของบริษัทที่ไม่มีปัญหาจะเขียนสั้นๆ อ่านเข้าใจง่าย แต่ถ้ามีปัญหาจะเขียนยาวมากกกกกก ถ้าเห็นว่าauditor reportเขียนหลายหน้าให้เดาไว้ก่อนเลยว่าน่าจะมีปัญหา

    1. รายได้โต กำไรโต กำไรสำคัญที่สุด หุ้นที่จะไปได้ไกลกำไรต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย20% และจะยิ่งแข็งแกร่งเมื่อรายได้โตด้วย ที่สำคัญมากกว่ารายได้โตกำไรโตคือต้องโตกว่าที่คาด เราจะเห็นว่าบางครั้งเราเขอหุ้นรายได้โต กำไรโต แต่หุ้นไม่วิ่ง หรือบางครั้งหักหัวลงด้ว

    นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

    2. นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก นั่นก็เพราะว่าบริษัทอาจโตจริง แต่โตน้อยกว่าที่คาดการไว้ และหุ้นบางตัววิ่งแรงมากๆหลังงบออก เพราะสามารถทำกำไรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

    ดังนั้น กำไรที่โตขึ้นมาต้องไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น การขายที่ดิน การขายค่าเงิน หรือถ้าเป็นกลุ่มที่รับรู้รายได้จากbacklog เช่น รับเหมาหรืออสังหา ก็ต้องมีภาพของกำไรในอนาคตให้เห็นว่าจะโตขึ้นยังไง

    3. กำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการบริหารต้องไม่ได้ดีขึ้นไตรมาสเดียว บางครั้งกำไรอาจโตจาการที่ต้นทุนสินค้าลด หรือค่าใช้จ่ายบริหารลด แต่นั้นต้องไม่ใช่การลดแค่ครั้งเดียว ต้องเป็นการลดที่จะแสดงว่าจะมีผลต่อไตรมาสต่อๆไปด้วย

    4. มีค่าเสื่อมที่มีมูลค่าสูงกำลังจะหมดหรือไม่ ในบางธุรกิจค่าเสื่อมบางตัวตัดหมดแล้วหมดเลย ไม่ต้องซื้อใหม่มาทดแทน เช่นอาคารสำนักงาน ถ้าค่าเสื่อมพวกนี้หมดไปจะทำให้กำไรไตรมาสที่เหลือโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    5. ภาษีที่ลดหรือที่จ่ายอยู่มีโอกาสเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอนาคตหรือไม่ บางธุรกิจได้รับการยกเว้นภาษี หรือภาษีที่ได้รับการยกเว้นจะต้องกลับมาจ่ายเต็มจำนวนแล้ว ทั้งหมดนี้มีผลต่อกำไรทั้งสิ้น ดังนั้นส่วนนี้ก็ต้องจับตาดูให้ดี

    สรุปแล้ว อะไรที่มีผลต่อกำไรคือสิ่งที่เราต้องจับตาดู เพราะกำไรและคุณภาพของกำไรจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นพุ่งไปข้างหน้า