#21 นักลงทุนมือ2

Inspired? Share the vibe!

ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสาย fundamental คือ หลังจากที่เริ่มมีความรู้ในเรื่องกิจการและตัวเลขต่างๆจนสามารถวิเคราะห์หุ้นได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่กลับมีปัญหาตามมาคือไม่สามารถหาหุ้นที่น่าสนใจมาเล่นได้ด้วยตัวเอง

สถานการณ์ทั่วไปของนักลงทุนมือ 2 คือต้องรอให้มีคนขุดหุ้นมานำเสนอหรือไปเอาชื่อหุ้นมาจากเซียนเพื่อทำการบ้านต่อว่าควรเล่นที่ราคาไหน

ปัญหานี้โดยมากเกิดจากการที่นักลงทุนมือ 2 เข้าใจ business model และเข้าใจพื้นฐานเชิงคุณภาพแต่ไม่เข้าใจจุดสำคัญของประเด็นการลงทุน

นักลงทุนมือ 2 ส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท เข้าใจว่า growth ของบริษัทเกิดขึ้นจากอะไร บริษัทจะขยายไปในแนวทางไหนต่อ หรือความเสี่ยงของบริษัทคืออะไร

แต่สิ่งที่นักลงทุนมือ 2 ไม่เข้าใจคือประเด็นการลงทุนอย่างถ่องแท้ หรือไม่สามารถเห็นประเด็นการลงทุนเป็นภาพได้

สาย techninal จะมีปัญหาเรื่องการหาหุ้นมาเล่นน้อยกว่า เพราะทุกอย่างเห็นเป็นภาพได้ง่าย คือหุ้นทรงนี้แสดงความแข็งแกร่งแบบนี้จะถูกจับเข้า watchlist เมื่อมี setup แบบนี้จึงเข้าเทรด

แต่พอเปลี่ยนมาเป็น fundamental ภาพพวกนี้จะถูกกลบด้วยปัจจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งบางครั้งก็นามธรรมเกินไป เราสามารถทำให้ภาพการลงทุนชัดขึ้นจากการสังเกตุตัวเลขบางตัว เช่น

ประเด็นหุุ้นตัวนี้ถูกเกินไป

นักลงทุนมือ 2 จะแทบหาหุ้นที่เล่นเรื่องนี้แทบไม่ได้ หรือถ้าหาได้ก็มักจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดี เพราะนักลงทุนมือ 2 มักจะมองประเด็นนี้โดยเทียบ market cap หรือ replacement cost

แต่สิ่งที่ตลาดมองว่าจะเล่นหุ้นที่ถูกเกินไปเมื่อไหร่คือการถูก Unlock การเติบโต

เช่น หุ้น A เป็นหุ้นที่ถูกเทรดต่ำกว่า book value มาโดยตลอด คนทั่วไปจะเข้าใจว่าการที่หุ้นเทรดต่ำกว่า book คือหุ้นที่ถูก แต่ถ้าไปดูใส้ในจะเห็นว่าบริษัทมีการขาดทุนอยู่แต่เป็นการขาดทุนจากค่าเสื่อม แต่ค่าเสื่อมตัวนี้ใกล้จะหมดลงแล้ว ซึ่งตรงจุดนี้คือตัว Unlock มูลค่าของบริษัท เราจึงควรไปดูว่าค่าเสื่อมตัวนี้จะหมดลงเมื่อไหร่ถึงเข้าไปลงทุน

ประเด็น growth

นักลงทุนมือ 2 มักไม่เข้าใจว่าภาพรวมของ growth คืออะไร และมีอะไรเป็นตัวเร่ง growth จะเห็นได้ว่าเมื่อทำ watchlist หลังงบออก นักลงทุนมือ 2 จะมีหุ้นใน watchlist เยอะมาก

เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็มักจะโต YoY อยู่แล้ว แต่นักลงทุนมือ 2 ไม่เข้าใจว่าหุ้นที่จะวิ่งได้แรงๆนอกจากจะมีการเติบโต YoY ในระดับที่เกิน 30% แล้ว ควรมีอัตราการเติบโต QoQ ที่สูงด้วย (หรือถ้าหุ้นมี seasonal ก็ควรเป็นการเติบโต YoY ที่ก้าวกระโดดทุก Q)

ถ้าเราเข้าใจว่าภาพของการ Growth ไม่ใช่แค่การที่หุ้นเติบโตระดับ 10-15% YoY แต่ต้องเป็นโตระดับ 30-100%+YoY เราก็จะสามารถลดจำนวนหุ้นใน watchlist ลงได้เยอะ ทำให้มีเวลามาดูว่ากำไรหุ้นที่โตขึ้นมานั้น เกิดจากอะไร ตัวเร่งนี้จะอยู่ต่อไปนานมั้ย และอัตราเร่งของกำไรขนาดนี้สามารถทำให้ PE ลดลงได้อย่างรวดเร็วหรือเปล่า

ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจเรื่องจุดสำคัญของการลงทุนแล้ว จะทำให้เราหลุดออกจากสภาพนักลงทุนมือ 2 และสามารถหาหุ้นที่น่าสนใจมาเล่นได้เองครับ