Category: การลงทุน

  • ทำกำไรให้เต็มที่… ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยน

    ทำกำไรให้เต็มที่… ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยน

    สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการลงทุนในตลาดหุ้นหลายปีที่ผ่านมา คือ
    เราต้องรู้จักฉกฉวยช่วงเวลาที่ดีของตลาดให้เต็มที่
    เพราะไม่ว่าคุณจะทำการค้า เล่นทอง หุ้น หรือคริปโต
    สิ่งที่เคยทำกำไรให้เรา มันพร้อมจะหายไปเมื่อไรก็ได้

    ผมจำได้ว่าเคยมีเพื่อนนักลงทุนคนหนึ่งบอกผมไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า
    “ถ้าตลาดกำลังดี ต้องรีบทำกำไรให้ได้มากที่สุด เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันไหนตลาดจะเปลี่ยน หรือวิธีที่เราใช้จะไม่ได้ผลอีกต่อไป”

    เขาเล่าว่าสมัยก่อน ครอบครัวเคยขายของได้ วันละเป็นล้าน
    แต่พอตลาดเปลี่ยน สินค้าที่เคยขายดีก็เริ่มขายไม่ออก
    สุดท้ายต้องเลิกทำ แล้วหันไปเริ่มธุรกิจใหม่
    โชคดีที่ช่วงขายดีเขาเก็บเงินไว้ได้พอสมควร
    เลยมีทุนไปตั้งต้นใหม่

    บทเรียนคือ สิ่งที่เคยสร้างรายได้มหาศาล
    อาจหายไปจากเราได้ในพริบตา
    ตอนนั้นผมยังนึกไม่ออกเลยว่า ตลาดหุ้นจะย่ำแย่จนทำเงินไม่ได้จริงๆ
    เพราะผมเชื่อว่าประเทศไทยมีบริษัทเก่งๆ เยอะ เศรษฐกิจก็โต
    และถ้าจะชะลอตัว ก็น่าจะโตได้สัก 3% อยู่ดี

    แต่วันนี้ เราก็เห็นกันชัดแล้วว่าตลาดหุ้นไทยเป็นยังไง
    แถมไม่กี่ปีมานี้ โลกก็เปลี่ยนเร็วมาก
    โดยเฉพาะ การเติบโตของ AI ที่ก้าวกระโดดขึ้นทุกวัน
    มันทำให้ผมเข้าใจว่า ไม่มีอะไรยั่งยืนไปตลอด

    บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ
    1.อย่าตั้งเป้าหมายแค่ “ผลตอบแทนขั้นต่ำ”
    เพราะถ้าวันหนึ่งตลาดเปลี่ยน ต่อให้เป็นทอง หุ้น หรือคริปโต
    ก็ไม่มีใครทำกำไรจากมันได้เหมือนเดิม

    2.ทำเงินให้ได้มากที่สุด ในช่วงที่ตลาดเปิดโอกาส

    3.ศึกษาและลงมือให้เร็วที่สุด อย่าผลัดวัน

    เพราะถ้าตลาดปิดเกม เราอาจเสียเวลาทั้งหมดไปฟรีๆ
    เราเรียกร้องอะไรจากตลาดไม่ได้
    ถ้าวันหนึ่งตลาดบอกว่า “พอแล้ว” มันก็คือพอจริงๆ

    สิ่งเดียวที่ทำได้คือ เรียนรู้ ปรับตัว และเตรียมตัวให้พร้อม
    อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป

    เพราะเราไม่มีวันรู้ว่า พรุ่งนี้ตลาดจะยังเป็นแบบเดิมไหม
    หรือกลยุทธ์ที่เราใช้วันนี้… จะยังได้ผลอยู่หรือเปล่า
    สุดท้ายแล้ว ตลาดไม่เคยสัญญาอะไรกับเราเลย

    สิ่งเดียวที่ทำได้คือ
    เรียนรู้ให้เร็ว ลงมือให้ไว และอย่าลังเลเมื่อโอกาสมา
    เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็วแบบนี้
    คนที่ชนะ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด
    แต่คือ คนที่ปรับตัวและลงมือได้เร็วที่สุด

  • #35 หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการโดนshort

    #35 หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการโดนshort

    เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์หลายคนพูดว่า การshotหุ้นนั้นยากกว่าการlong 3 เท่า เพราะปกติแล้วรอบขาขึ้นมักจะยาวนานกว่าขาลงและเป็นการขึ้นแบบค่อยๆค่อยๆไป แต่การลงโดยมากจะเป็การลงแบบcollapse คือลงแรงและตามมาด้วยการreboundแบบรวดเร็ว ทำให้การshortต้องอาศัยการจับจังหวะมากกว่าการlongมาก

    ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยเล่นฝั่งshortเลย แต่ก็คิดว่าควรศึกษาไว้ เพื่อที่จะเข้าใจว่าคนที่อยู่ในอีกฝั่งของการเล่นมองหุ้นยังไง จะได้ใช้เป็นแนวทางในการtake profitและปกป้องความเสี่ยง

    dana galante และ ahmet okmus ซึ่งเป็นmarket wizard ที่เน้นไปในแนวทางการshortหุ้น มีเกณฑ์ใหการเลือกหุ้นที่จะshortที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะข้อสังเกตของ dana galante ในการ short หุ้นด้วยการใช้ relative strength

    dana galante ให้ข้อสังเกตว่า ในตอนแรกกองทุนที่เธอทำงานอยู่ใช้วิธีการlongหุ้นที่มีค่าRSสูง และshortหุ้นที่มีRSต่ำ ซึ่งดูเผินๆแล้วน่าจะได้ผล เพราะหุ้นที่RSต่ำนั้นจะมีลักษณะlaggard

    แต่กลายเป็นว่าหุ้นที่RSต่ำนั้นโดยมากจะลงมาเยอะจะกลายเป็นหุ้นที่ถูก(มีลักษณะของvalue stock) ทำให้การshortไม่ได้ผล และdana galanteก็ไม่ได้เลือกshortหุ้นที่งบการเงินแสดงการลดลงของกำไรด้วย

    หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการshortของdana galanteจึงเป็นหุ้นที่RSสูงและมีกำไรเติบโต แต่มีแนวโน้วว่ากำไรในอนาคตจะลดลง โดยมีจุดสังเกตดังนี้

    1.ต้นทุนกำลังจะสูงขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมัน

    2.ยังมีการเติบโตของรายได้แต่เริ่มลดลง และกำไรโตจากการลดค่าใช้จ่าย

    3.กำไรของบริษัทยังดีมาก แต่เริ่มเห็นว่ามีคู่แข่งไล่ตามมาติดๆ

    4.บริษัทเปลี่ยนแปลงธุรกิจ จากธุรกิจที่เคยทำไปทำธุรกิจที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในขณะนั้น

    5.มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารบ่อยๆ โดยเฉพาะฝ่ายการเงิน หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้สอบบัญชี

    6.มียอดลูกหนี้การค้าสูงขึ้นมากๆ

    7.บริษัทมีสินค้าชนิดเดียว บริษัทแบบนี้ถ้าสินค้าไม่เวิร์คหรือทำการตลาดผิดพลาด โอกาสที่จะเกิดการขาดทุนครั้งใหญ่มีสูง

    ahmet okmus นั้นนอกจากมองปัจจัยที่บริษัทจะเกิดการลดลงของกำไรและราคาหุ้นที่วิ่งจนแพงมากๆแล้ว เขายังมองหาตัวเร่งที่จะทำให้กำไรลดลง หรือทำให้ตลาดเกินการปรับPEด้วย

    เพราะตอนที่หุ้นวิ่งขึ้น แม้ว่าจะแพงมากแล้วแต่ถ้าไม่เกินการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐาน คนก็ยังจะมองหุ้นในแง่ดีและเข้าไปซื้อเรื่อยๆ การที่รอจนเห็นตัวเร่งและมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานจึงปลอดภัยกว่าการที่เข้าshortเพราะเห็นว่าหุ้นแพงเพียงอย่างเดียว

    ทั้งหมดนี้คือข้อสังเกตที่เราต้องเอาไปพิจารณาว่าหุ้นที่เราถือเริ่มมีสัญญาณของการขายหรือยัง เพื่อจัดการความเสี่ยงและลดdrawdownให้กับportfolioของเราครับ

  • #34 ถ้าหุ้นทุกตัวPE8

    #34 ถ้าหุ้นทุกตัวPE8

    ผมลองคิดเล่นๆว่า ถ้าตลาดหุ้นไทยลงไปจนถึงระดับที่หุ้นทุกตัวPE8 จะมีหุ้นตัวไหนบ้างที่น่าสนใจ

    ผมเลือกสมมุติที่PE8 เพราะที่ PE8 จะมีearning yield(eps/price) ที่12% ถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างconservative

    หุ้นที่ถูกตัดออกไปเป็นกลุ่มแรกคือหุ้นที่มีproductเดียวแต่brandไม่แข็งแกร่ง มีช่องทางจำหน่ายสินค้าจำกัด

    หุ้นพวกนี้มีความเสี่ยงในการที่จะโดนแย่งพื้นที่จัดจำหน่าย และถ้าบริหารการตลาดไม่ดีก็มีสิทธิ์ที่สินค้าจะโดนแย่งmarketshare

    หุ้นที่ถูกตัดไปเป็นกลุ่มที่2คือกลุ่มที่เป็นcommodity ตอนที่หุ้นถูกทั้งตลาดเราควรสร้างความได้เปรียบจากหุ้นที่มีmoatแต่ถูกเทรดด้วยPEที่ต่ำ เพราะmoatที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวช่วยให้บริษัทสามารถมีROICที่นานกว่าบริษัทที่ไม่มีmoat

    หุ้นที่น่าสนใจคือหุ้นที่มีสัมปทานคุ้มครอง มีผู้เล่นน้อยราย และ/หรือ มีswitching costสูง การที่มีผู้เล่นน้อยรายจะทำให้บริษัทสามารถเพิ่มGPขึ้นได้ และอาจมีbonusจากการลดต้นทุน

    กลุ่มโรงพยาบาลที่มีbrandแข็งแกร่งก็ดูมีความน่าสนใจ ที่ผ่านมาหุ้นโรงพยาบาลไทยเทรดด้วยPEที่อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด ถ้าตลาดให้ส่วนลดกับPEเยอะๆก็ดูน่าสนใจ ความเสี่ยงคือการที่ลูกค้าต่างชาติโดนดึงไปที่อื่น และมีบางส่วนถูกตัดสวัสดิการทำให้ไม่สามารถมีรายได้/คนได้สูงในระดับเดิม แต่ถ้าPEอยู่ในระดับต่ำเพียงพอก็น่าจะให้ risk/rewardที่คุ้มค่ากับการลงทุน

    กลุ่มhigh growthที่กำลังเติบโตจากการขยายสาขา พวกนี้ก็ได้ประโยชน์จากการที่PEลดและrisk/reward สูงขึ้น แต่ก็ต้องดูแยกเป็นธุรกิจไป

    ร้านอาหารที่ราคาถูกกว่า อาหารรสชาติกินซ้ำได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบร้านที่ขายอาหารเฉพาะกลุ่ม

    กลุ่มคลินิคเสริมความงามที่มีปัญหาPEสูงก็ดูน่าสนใจ เพราะเจริญเติบโตต่อเนื่องมาหลายไตรมาส ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีทำให้เจ้าเล็กเริ่มมีความระวังในการขยายสาขา ถึงภาพจะไม่ได้ออกมาในภาพที่เจ้าใหญ่สามารถครองตลาดได้ แต่ก็เป็นภาพที่เจ้าใหญ่ได้เปรียบจากการกินmarket share แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังมีจุดที่ต้องระวังเรื่องการบริหารค่าใช้จ่ายและงบการตลาด

    พอมองแบบนี้ก็ยังพอเห็นว่าถ้าหุ้นลงมามากเพียงพอก็ดูจะมีหุ้นที่คุ้มrisk/rewardโผล่มาบ้าง ถึงแม้สถานการณ์จริงหุ้นอาจไม่ได้ลงมาในระดับPE8 แต่อย่างน้อยเราก็พอจะมีwatchlistในกรณีที่หุ้นลงมาเยอะๆเพื่อคอยหาโอกาสซื้อ

  • #33 สู้อย่างไรในตลาดขาลง

    #33 สู้อย่างไรในตลาดขาลง

    ถ้านับจากhighล่าสุดในเดือนตุลาคมปี2024ที่1506.82 ถึงตอนนี้ SETปรับตัวลงมาแล้ว300กว่าจุด แต่ถ้ามองภาพย้อนไปไกลกว่านั้น เราจะเห็นว่าSETเป็นขาลงมานานหลายปีแล้ว เพียงแต่ปีนี้ลงแรงและไม่มีหุ้นนำตลาดที่มีสภาพคล่องและวิ่งได้แรงพอจะเป็นหลุมหลบภัยเหมือนปีที่ผ่านๆมา ดูได้จาก 5 อันดับ YTD performanceของปีนี้

    1.M-PAT +104%

    2.PIS +85%

    3.CIMBT +55%

    4.MORE +50%

    5.PTECH +42%

    จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรกเป็นหุ้นที่สภาพคล่องต่ำหรือเป็นการเด้งขึ้นมาจากlow ต่างจากปีก่อนๆที่ leader มีการสร้างฐาน และมีstoryการเติบโตsupport

    ทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะหลบเลี่ยงความเสียหายของportคือการถือเงินสด ซึ่งผมคิดว่านักลงทุนส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นมือใหม่น่าจะสามารถเปลี่ยนหุ้นมาเป็นเงินสดได้จากการที่มี stop loss backstop และจากการที่หุ้นหลุดtrendline

    แต่ความเสียหายที่มักจะเกิดขึ้นคือ การที่เรากลัวที่จะตกรถ ทำให้เข้าไปซื้อหุ้นที่เด้งขึ้นในระหว่างที่ตลาดเป็นขาลง ทำให้portค่อยๆโดนกัดกินจากการโดนstop lossหลายครั้งติดๆกัน

    ดังนั้นเราต้องสร้างกฎและปรับวิธีการเทรดเพื่อที่จะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยมีข้อแนะนำเบื้องต้นคือ

    1.ลดSetup ลดtimeframe ลดกลยุทธ ลดproduct

    รูปแบบsetupที่มีมากเกินไป การเทรดในหลายtimeframeและมีหลายกลยุทธ เช่น มีทั้งday trade swing trade run trend มีการเทรดทั้งในหุ้นและfutures พวกนี้ทำให้มีปริมาณการเทรดมากเกินไป เราจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีproductมาล่อให้เราซื้ออยู่ตลอดเวลา

    เลือกให้เหลือเพียง 1 product 1 timeframe 1กลยุทธ จะช่วยให้เราไม่ไปเผลอซื้อในช่วงที่ไม่ควรซื้อ

    2.เลือกproduct และ setup ที่มีค่าexpectancyเป็นpositive

    เช็คผลการเทรดว่าใน 10 เทรดหลังสุดของเราหุ้นวิ่งไปได้ไกลขนาดไหน เราสามารถปรับstoplossให้สมดุลกับการวิ่งของหุ้นได้หรือไม่

    เราต้องการ risk reward ratio ขั้นต่ำ 1:2 นั้นหมายตวามว่าเราต้องการ win rate 33.33% เพื่อที่จะbreakeven ถ้า10เทรดหลังสุดของเราไม่สามารถปรับstoploss เพื่อสมดุลRRRได้ให้พักการเทรด

    ถ้าต้องการทดลองซื้อให้ให้position sizeที่ต่ำมากๆ

    3.สร้างความชัดเจนให้market breadth

    MBจะเป็นตัวบอกว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้หรือไม่ เราต้องสร้างความชัดเจนให้MBว่าเราจะเลือกใช้ตัวไหน ถ้าเราดูMBหลายค่ามากเกินไปจะทำให้เราสับสน และอาจทำให้เราเข้าซื้อโดยไม่มีหลักการรองรับ

    ภาวะตลาดแบบนี้เหมือนเป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายคือ เราสามารถทำข้อมูลMB เพื่อที่ในตลาดขาลงรอบต่อๆไปเราจะสามารถรักษาportของเราไม่ให้เสียหายได้

    4.สร้างระบบscoreเพื่อselective buy

    เราต้องสร้างระบบscoreเพื่อที่จะคัดกรองหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ระบบscoreอาจประกอบทั้งfundamentalและtechnical การที่เราสร้างระบบscoreจะทำให้เราเห็นลักษณะหุ้นที่เป็นbig winnerชัดเจนขึ้น และถ้าเราทำมันอย่างเป็นระบบและconsevativeเพียงพอเราจะพบว่า หุ้นที่เป็นbig winnerจะมีscoreที่สูงกว่าหุ้นที่เป็นleaderทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

    เราอาจพิจารณาซื้อหุ้นที่มีscoreสูงโดยไม่สนMB เพราะbig winnerจะวิ่งขึ้นก่อนที่ตลาดจะกลับตัว และมีความทนทานกับการปรับตัวลงของตลาด

    แต่ต้องย้ำอีกทีว่า ระบบscoreของคุณต้องมีความละเอียดและมีความconservativeเพียงพอที่จะทำให้มีหุ้นส่วนน้อยที่จะได้scoreสูง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเราเพิ่มปริมาณการเทรดโดยเปล่าประโยชน์

    4ข้อนี้คือข้อแนะนำเบื้องต้นที่จะทำให้เราปรับปรุงวิธีการเทรดและรักษาportไม่ให้เสียหายมาในตลาดขาลงครับ

  • #31 คำสาปเหาฉลาม

    #31 คำสาปเหาฉลาม

    หลังจากเล่นหุ้นมาหลายปี ผมค้นพบว่า กลยุทธที่แย่ที่สุดในการเล่นหุ้น คือ กลยุทธเหาฉลาม

    เหาฉลามคือการที่เราซื้อหุ้นตามเซียน ซึ่งก็จะแบ่งไปตามขั้นอีกว่าเข้าใกล้เซียนได้มากขนาดไหน บางคนอาจจะใช้วิธี advance ขึ้นมาหน่อยคือการที่ลอกหุ้นเซียนแต่เอากราฟมาใช้ประกอบเพื่อลดความเสี่ยงอีกที

    ความน่ากลัวของกลลุทธเหาฉลามไม่ใช่การที่โดนหลอกซื้อหุ้น หรือโดนขายหุ้นใส่ แต่ความน่ากลัวของกลยุทธเหาฉลามคือการที่เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แต่ไม่สามารถเก่งขึ้นได้เพราะไม่มี feedback loop

    บางคนอาจจะลอกหุ้นเซียนจนทำให้พอร์ตโตขึ้นได้ 100เท่า 10000เท่า  แต่สุดท้ายอาจจะต้องคืนเงินให้ตลาดหมด

    บางคนอาจจะคิดว่าถ้าพอร์ตโตได้ 100 เท่าแล้วจะเกิด drawdown ขนาดนั้นได้ยังไง หรือทำไมไม่เอาเงินออกไปทำอย่างอื่น ผมคิดว่าระหว่างทางที่ใช่กลยุทธเหาฉลาม นอกจากเราจะไม่เก่งขึ้นแล้วเรายัง

    สร้างนิสัยไม่ดีให้กับตัวเองด้วย

    ปัญหาจากกลยุทธเหาฉลามที่เห็นได้ชัด คือ

    1. ไม่มีจุดซื้อขายเป็นของตัวเอง

    การลอกหุ้นเซียนต่อให้เราดูกราฟช่วย แต่สุดท้ายความกลัวตกรถจะบีบให้เราซื้อหุ้นในจุดที่ไม่ได้เป็น low risk entry กราฟอาจจะดูมีการพักตัวบ้าง แต่โดยมากจะไม่ได้พักตัวนานพอ

    ส่วนหารขายหุ้นโดยมากจะเป็นการขายที่ช้าเกินไป เพราะคนใช้กลยุทธเหาฉลามโดยมากจะต้องการกำไรก้อนโต ดังนั้น จะมองหุ้นในแง่ดีเกินไปเสมอ

    การลอกโดยไม่มีจุดซื้อขายเป็นของตัวเองจะได้ผลจนกว่ามันจะไม่

    ได้ผล และเมื่อมันไม่ได้ผลจะเกิดความเสียหากับพอร์ตระดับมหาศาล

    2. ไม่มีการควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

    ด้วยความที่หวังจะปั้นพอร์ตให้โตเร็วมากๆ การซื้อหุ้นด้วยการลอกเซียนจึงจะเป็นการซื้อในสัดส่วนที่เยอะเกินไปเสมอ

    อาจจะเกิน 50% ของพอร์ต หรืออาจจะ All-in

    ในครั้งแรกๆของการลอกหุ้นเหาฉลามอาจจะยังซื้อหุ้นตามในปริมาณที่น้อย แต่เมื่อเห็นว่าการลอกทำเงินได้ง่าย สุดท้ายจะเพิ่มปริมาณการซื้อขึ้นเรื่อยๆ

    ความน่ากลัวคือ เมื่อความคิดของเซียนตรงกับความคิดของเหาฉลามคือมองหุ้นตัวเดียวกัน ความมั่นใจของเหาฉลามจะเพิ่มมากจนน่ากลัวสุดท้ายอาจใช้ leverage ซึ่งถ้าหุ้นไม่เป็นไปตามที่คิด ความเสียหาย

    จากการ leverage จะทำให้พอร์ตเกิดการ drawdown อย่างรวดเร็ว

    และถ้ารวมกับการขายที่ช้าเกินไปจากข้อ 1. พอร์ตอาจจะกลายเป็น 0

    1. ไม่สามารถสร้าง พatchlist ที่มีคุณภาพขึ้นมาได้เอง

    การที่เราหาหุ้นด้วยตัวเอง จะทำให้เราได้เรียนรู้ลักษณะของหุ้นผู้ชนะในครั้งแรกๆอาจจะผิด แต่ด้วย feedback loop จะทำให้การเลือกหุ้น

    ของเราดีขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเราจะสามารถสร้าง watchlist ที่มีคุณภาพและมีความมั่นใจในหุ้นที่อยู่ใน watchlist ของเรา

    แต่การเป็นเหาฉลามไม่ได้สร้าง feedback loop นี้ขึ้นมา สุดท้ายเราจะไม่สามารถสร้าง watchlist ที่มีคุณภาพได้เลย

    ปกติแล้วคนเราจะใช้เวลาเฉลี่ย 4-6 ปีในการเรียนรู้ที่จะอยู่รอกและท่ากำไรในตลาดหุ้น ในช่วงเวลานั้นถ้าเราจดบันทึกการเทรด ศึกษาจุดซื้อ – ขาย หัดสร้าง watchlist ที่มีคุณภาพ ทำความเข้าใจกับ story ในตลาดหุ้น หัดควบคุม exposure สุดท้ายผลลัพท์ที่ได้มาจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแน่นอน

    แต่ถ้าเราเลือกที่จะโตด้วยการลอกหุ้น เราจะเสียเวลาในตลาดไปอย่างเปล่าประโยชน์ และตลาดจะหาทางเอาเงินคืนจากเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

  • #29 ช่วงเวลาที่หวั่นไหวในตลาดหุ้น

    #29 ช่วงเวลาที่หวั่นไหวในตลาดหุ้น

    วันนี้ SET -23 จุดจนมาปิดที่ 1399.35 เป็นการปิดต่ำกว่า 1,400 ครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากที่ลงมาระดับนี้ครั้งสุดท้ายช่วงปี 2020 จากวิกฤติ COVID

    ผมเชื่อว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในตลาดมีความเครียด และความอ็ดอัดอัดมากทั้งคนมีเงินสดและคนที่หุ้นเต็ม port

    คนที่มีเงินสดอึดอัดที่อยากจะล้างdrawdown ถึงแม้มันจะไม่เยอะแต่การเห็นภาพ equity curve ที่ไม่ได้พุ่งไปข้างบบน แต่ไหลออกข้างมันก็ไม่ได้เป็นภาพที่ trader อยากเห็นเท่าไหร่

    ไม่รวมกับความอึดอัดที่ต้องมานั่งเขียนบันทึกความผิดพลาด นั่งตรวจ post analysis

    ส่วนคนที่มีหุ้นเต็ม port ก็ต้องทนอึดอัดกับการลดลงของ port แบบไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดตรงไหน

    ทั้ง 2 ทางเลือกไม่มีทางไหนผิด ทางไหนถูก สิ่งที่สำคัญคือมันควรเป็นความเจ็บปวดและความอ็ดอัดที่อยู่ในแผนที่เราวางไว้

    ไม่มีกลยุทธไหนที่ไม่เจอความอึดอัดและเจ็บปวด แต่เราต้องเลือกว่าความเจ็บปวดแบบไหนที่เรารับได้ สามารถควบคุมได้ สามารถพา por tกลับมาได้

    กลยุทธที่จะพา port กลับมาก็เป็นอีกเรื่อง ที่เราต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนหุ้นลง ซึ่งวิธีการควรมีความชัดเจน ทำซ้ำได้

    ผมคิดว่าวิธีการเอา port กลับมาที่เดิมด้วยการ all-in การซื้อถ้าลงการใช้ margin เป็นวิธีที่อันตรายที่สุด

    เราอาจใช้วิธีนี้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ตอน port ยังไม่ใหญ่มาก หรือมีกระแสเงินสดเข้ามาเติม port เยอะมาก

    แต่เมื่อ port เราใหญ่ขึ้นระดับนึงแล้ว วิธีการพวกนี้จะใช่ไม่ได้ความอันตรายอีกอย่างของวิธีพวกนี้คือ เป็นวิธีที่คนตายไม่ได้พูด

    ถ้าเรา all-in หรือ ถั่วเฉลี่ยผิดตัว port เราจะเสียหายเพิ่มขึ้นจนบางครั้งไม่อาจกลับมาได้

    ความน่ากลัวของตลาดขาลงอีกอย่างก็คือ เรายังไม่เคยเจอการลงแบบ L shape

    ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาการลงของตลาดเป็น V shape มาตลอดอาจจะเพราะตลาดยังเล็ก ดอกเบี้ยขาลง หรือเพราะมีมาตรการ QE ทำให้การผ่านตลาดขาลงด้วยการถั่วเฉลี่ย all-in หรือการ

    ใช้ margin ได้ผลดี

    ………………………………………………………………………………………………………

    ลำพังความเจ็บปวดและอึดอัดตอนตลาดลง ถ้าไม่อาการการหนักระดับ -20% ผมคิดว่าทุกคนพอทนได้ เพราะเป็นการติดลบที่ยังเอาคืนมาได้แบบไม่เหนื่อยมาก

    แต่ความอ็ดอัดที่เราต้องเจอในโลกของการลงทุนยุคใหม่ คือเราต้องเจอกับข้อเปรียบเทียบในโลก social ที่ยังเห็นบางคนสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่ port ของเราลดต่ำลง

    ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์พัฒนา แต่บางครั้งก็ทำร้ายเราเหมือนกัน

    ในตลาดหุ้น ไม่มีใครรู้กลยุทธและความได้เปรียบของคนอื่นอย่างครบถ้วน ดังนั้น การที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ

    การที่เปิดเจอว่าตอนนี้มีคนได้กำไร +20% ในตลาดแบบนี้ ทำให้เรา

    พยายามที่จะเปลี่ยนกลยุทธของตัวเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วรายละเอียด

    ของการ +20% อาจเป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

    1.มีการเลือกหุ้นที่ดี

    2.ซื้อถ้วขาลงมาตลอดแล้วหุ้นrebound

    3.ปีที่แล้ว-50% ปีนี้หุ้นตัวเดิมที่ถืออยู่rebound

    4.ใช้margin

    ฯลฯ

    จะเห็นว่ามีวิธีการมากมายทำให้ได้ผลตอบแทน +20% ซึ่งมีความเสี่ยงและข้อจำกัดต่างกันมาก

    การที่เราไม่รู้กลยุทธของคนอื่นโดยสมบูรณ์ ทำให้ภาพของผลลัพธ์บิดภาพของกระบวนการจนเพี้ยนไปหมด

    สิ่งอันตายอีกอย่างในช่วงตลาดขาลงคือการที่เราถูกทำให้ไขว้เขวจากinfluencer

    เช่น ถึงตรง XXXX จะซื้อ ถึงตรง XXX จะโยกเงินจากที่อื่นมาซื้อตรง XXX คือโอกาส

    ไม่มีใครรู้ว่าเค้าท่าจริงรึเปล่า แต่คำพูดพวกนี้จะทำให้คุณหวั่นไหวและอาจไม่ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

    เราต้องระวังช่วงเวลาที่อ่อนไหวในช่วงตลาดลงหนัก ยึดมั่นในแผนที่เราเตรียมมา

    จริงอยู่ว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าแผนของเราจะได้ผลมั้ย แต่สิ่งที่เราได้ แน่ๆคือรายละเอียดของการทำแผน และผลลัพธ์ที่แท้จริงของแผนซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับปรุงและพัฒนาแผนของเราได้

    ความอึดอัด ความเจ็บปวด และการเสียเงินที่เราต้องเสียไปต้องไม่เสียเปล่า มันต้องถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนา เพราะเราไม่ได้ลงทุนจนถึงแค่จบขาลงรอบนี้ ยังมีขาลงอีกหลายรอบที่เราต้องเจอ

    ดังนั้นการยึดมั่นและพัฒนาแผนโดยไม่ปล่อยให้สภาวะรอบข้างมาทำให้ไขว้เขวจึงสำคัญที่สุด

  • #28 รู้ว่า stoploss แล้วปลอดภัย แต่ทำไมเราไม่ stoploss?

    #28 รู้ว่า stoploss แล้วปลอดภัย แต่ทำไมเราไม่ stoploss?

    สิ่งหนึ่งที่เราต้องมีเพื่อที่จะให้เราอยู่รอดในตลาดหุ้นได้คือ stoploss

    เพราะการปล่อยให้เกิดการขาดทุนขนาดใหญ่นอกจากจะทำให้ port เสียหายแล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจของเราด้วย การที่เราเห็นportติดลบหนักๆจะทำให้เราเกิดความอยากเอาคืน หรือเกิด

    ความท้อแท้ ซึ่งทั้ง 2 อย่างไม่ส่งผลดีต่อการลงทุน

    ถึงเราจะรู้อย่างนั้นแต่ก็มีคนอีกมากมายที่ไม่ stoploss หรืออยาก stoploss แต่ก็ติดปัญหาบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสาเหตุหลักๆมี ดังนี้

    1. ใช้ fundamental อย่างเดียว

    ข้อนี้จริงๆก็ไม่ถึงกับไม่มี stoploss แต่ก็เป็นอะไรที่ใกล้เคียงมากเพราะการใช้ fundamental อย่างเดียวโดยมากจะขายเมื่อพื้นฐานเปลี่ยน

    ตรงพื้นฐานเปลี่ยนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจมองว่ายอดขายตก กำไรตก ก็ถือว่าพื้นฐานเปลี่ยนแล้ว บางคนรอจนมีเรื่องกระทบกิจการจริงๆค่อยขาย

    นอกจากนั้นการใช้ fundamental จะทำให้เราเกิด bias จาก upside คือ มองว่ายิ่งหุ่นลงยิ่งมี upsde มากขึ้น ดังนั้นเมื่อหุ้นลงมาลีก พร้อมเฉลยว่างบแย่หรือพื้นฐานเปลี่ยน จึงทำให้เกิดความเสียหายได้มาก

    ทางแก้เรื่องนี้สำหรับผมคือถ้าเราซื้อในจุดที่มีที่มี MOS เพียงพอแล้วผมจะตั้ง SL ที่ 15% หรือแบ่งขายที่ 15% 1/2 และ 20% อีก 1/2

    เพราะถ้าเราซื้อหุ้นที่มี MOS เพียงพอแล้วปกติหุ้นจะแกว่งตัวอยู่ในระดับ 15-20% (ถ้าเป็นกราฟคือกำลังสร้างbaseอยู่)

    ค่า stoploss นี้อาจจะปรับให้น้อยลงได้ตามความ conservative และสถิติการซื้อของเรา ถ้าข้อมูลบอกว่าการซื้อของเรา conservativeaustoploss 10%เอาอยู่ก็สามารถลด SL. ลงมาได้

    ผมคิดว่าwinrateเฉลี่ยของสายfundamentalคือประมาณ 40-50% (จริงๆผมคิดว่าคนที่ใช้ fundamental เก่งๆน่าจะมี winrate ระดับ 60-70%) และเป้าของกำไรในแต่ละการซื้ออยู่ที่ประมาณาณ 30%

    ดังนั้น RRR 1:2 สำหรับผมคือว่าใช่ได้(RRR 1:2 ต้องการ winrate 33% สำหรับ breakeven)

    ผลตอบแทน

    ที่ winrate 30% จะได้ -29.57% ทบต้น

    ที่ winrate 40% จะได้ 7.71% ทบต้น

    ที่ winrate 50% จะได้ 64.75% ทบต้น

    ถ้าเราเลือกหุ้น growth ที่มี MOS ตามแบบ peter lynch 5 ตัว อาจมีตัว ที่ได้เป็นเด้ง 1 ตัว ผลตอบแทนธรรมดา 4 ตัว ขาดทุน 1 ตัว โดยรวมแล้วผมว่าผลตอบแทนก็น่าจะใช้ได้

    2. มีปัญหาจาก watchlist หรือจากการ All-in

    การที่เราไม่สามารถสร้างพatchlistที่มีคุณภาพ หรือเรามีหุ้นใน watchlist ในปริมาณที่น้อยทำให้เราไม่อยากที่จะ SL

    เพราะเราจะมีความกลัวที่จะไม่ได้ผลตอบแทนดีๆ กลัวที่จะหาหุ้นไม่ได้ ทำให้เราเกิด bias ขึ้นว่าหันที่เรามีคือหันที่ดี มี upside ยิ่งหุ้นลง upside ยิ่งมาก

    นั่นทำให้เกิดการซื้อถั่วเฉลี่ยขาลง ซึ่งบางครั้งอาจได้ผล แต่การทำแบบนี้ทำให้เราเสียวินัย และสุดท้ายถ้าหุ้นไม่กลับมาเป็นขาขึ้นพอร์ตจะเสียหายมาก

    การ All-in ก็เป็นผลพวงจากการที่เราไม่สามารถสร้าง watchlist ที่มีปริมาณหันเพียงพอได้ เพราะทำให้ให้เราเกิดความอยากที่จะเร่งผลตอบแทน ด้วยการถือตัวเดียว

    โดยปกติแล้วก่skที่เราจะเสี่ยงในแต่ละ position ไม่ควรเกิน 1.5% port ดังนั้นการ All-in หุ้นตัวเดียวโดยไม่ถัวเฉลี่ยขาขึ้นจะทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงสูงมาก และเมื่อหุ้นลงก็จะเกิดความไม่อยากขายหุ้นเพราะทนเห็นตัวเลขติดลบไม่ได้

    วิธีการแก้คือเราต้องพยายามหัดสร้าง watchlist ให้มีปริมาณหุ้นมากเพียงพอ ซึ่งจะทำให้เราไม่เกิดความกดดันในการที่ต้องขายหุ้น

    การสร้าง watchlist ควรมีข้อกำหนดให้แน่ชัดว่าหุ้นควรมีลักษณะแบบไหนถึงผ่านเกณฑ์ที่จะเข้ามาอยู่ใน watchlist การที่เรามีข้อกำหนดที่ชัดเจนจะทำให้เรากล้าที่จะถือเงินสดในเวลาที่ไม่มีหุ้นใน watchlist

    และเราควรเก็บข้อมูลว่าหันที่อยู่ใน watchist ทั้งที่เราซื้อและไม่ซื้อให้ผลตอบแทนเป็นยังไง เพื่อปรับปรุงคุณภาพ watchlist

    3. โดน Losing streak ติดกันจนช้ำ

    เรื่องนี้เป็นปัญหาของนักลงทุนที่ลงทุนที่มีประสบการณ์ประมาณนึงและเริ่มเข้าใจในความสำคัญของการ SL แล้ว แต่เมื่อดลาดไม่ดี winrate ของเราจะตกลงมาก อาจอยู่ในระดับ 10-20% นั่นหมายความว่า

    ถ้า winrate อยู่ที่ 10% เรามีโอกาสที่เราจะเจอ 11 losing streak 100%

    ถ้า winrate อยู่ที่ 20% เรามีโอกาสที่เราจะเจอ 11 losing streak 97.2%

    เมื่อเทียบกับปกติแล้ว

    ถ้า winrateอยู่ที่ 50% เรามีโอกาสที่เราจะเจอ 11 losing streak 1.9%

    ดังนั้นเมื่อตลาดไม่ดีเราต้องลด position size ลงเรื่อยๆ เช่นจากปกติเทรดที่ size 20% ก็อาจจะลดลงเหลือ 10% และลดลงเรื่อยๆ ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ต้องหยุดเทรดอาจจะหยุด 5 วันหรือ10 วัน ก็แล้วแต่การวาง

    ระบบของเรา

    การลด position size จะทำให้ port ของเราไม่เกิด drawdown ลึกมากซึ่งจะทำให้สภาวะจิตใจยังดีและสามารถคงวินัยในการ SL ไว้ได้

    4. วินัยเสียจากการไม่ทำตามกฎ

    เวลาที่ตลาดแย่มันจะแย่ยาวนานกว่าที่เราคิด ต่อให้เราเป็นคนที่มีวินัยและระบบเทรดที่แข็งแกร่ง ถึงแม้เราจะคุม DDได้ แต่การที่เราโดน SL อย่างยาวนานจนไม่สามารถดัน Exposure ไปได้เยอะๆก็จะทำให้เรารู้สึกอึดอัด

    ความอึดอัดจะทำให้เราเกิด style drift เพราะเกิด bias จากการมองผลการเทรดของคนอื่น (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความจริงรึเปล่า) และพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถเทรดในสภาวะตลาด hard penny ได้

    หนึ่งในวิธีการที่ชอบทำกันคือยืด SL ให้กว้างขึ้น เพราะในตลาด hard penny เราจะโดนs hake out อยู่เสมอ และจะสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้นเมื่อหุ้น shake out แล้ววิ่งไปไกล

    การที่เรายึด breakout แล้วได้ผลในช่วงแรก จะเป็นต้นเหตุของการเสียวินัย ถ้าเราไม่ควบคุมดีๆสุดท้ายเราจะไม่สามารถคุม SL ได้ เพราะคิดว่าสุดท้ายหุ้นจะกลับมาเหมือนทุกๆครั้ง

    วิธีแก้คือ

    1.ถ้าจะยืด SL ต้องกำหนดให้แน่นอน สร้างเป็นกฎใหม่ว่าเงื่อนไขแบบไหนถึงใช้ SLนี้ และ SL นี้จะเป็นเท่าไหร่ จากนั้นพยายามทำ RRR ให้ได้ 1:2

    2.หยุดเทรด ถ้าเรามีความคิดที่จะแหกกฎแปลว่าสภาพจิตใจเราไม่ พร้อม เราอาจต้องหยุดเทรด 1-2 week

    3.อ่านกฎการเทรดของเราและบันทึกผลการเทรดก่อนตลาดเปิดการอ่านกฎการเทรดจะทำให้เรายึดมั่นในกฎ และบันทึกการเทรดจะเป็นตัวเน้นย้ำว่าการที่เราหย่อนกฎจะสร้างผลร้ายมาให้

    บางครั้งเราอาจเคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วไม่ทำตามกฎจนสร้างผลร้ายให้กับพอร์ต แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับลืมเรื่องพวกนี้ การอ่านบันทึกการเทรดจะทำให้ความระมัดระวังตัวของเรากลับคืนมาอีกครั้ง

  • #27 วิธีการหาข้อมูลหุ้น

    #27 วิธีการหาข้อมูลหุ้น

    วันก่อนมีคำถามจากงานbootcampว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนธรรมดาจะหาข้อมูลสู้นักลงทุนที่เป็นfulltimeได้อย่างไร

    ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะดูแลหลังบ้านzoomอยู่เลยตอบไปได้ไม่ค่อยดี เลยขอตอบใหม่ทางFBอีกทีแล้วกันครับ

    ผมคิดว่าหลักการในการหาข้อมูลหุ้นคือเราต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือข้อมูลสำคัญ อะไรคือข้อมูลปลีกย่อย

    ถ้าเราหาข้อมูลสำคัญได้ครบเราจะเห็นภาพใหญ่ชัดว่าบริษัทจะไปในทิศทางไหน อะไรจะเป็นตัวกระทบกำไรบริษัทบ้าง ซึ่งข้อมูลแค่นี้เพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้น

    🌈 ข้อมูลสำคัญคือข้อมูลที่จะบอกว่า

    🟢บริษัทจะเติบโตได้ยังไง

    🟢การเติบโตนั้นจะเติบโตแบบค่อยๆโต ก้าวกระโดด

    🟢หรือเป็นแค่รายได้ที่มาครั้งเดียว

    🌈 ข้อมูลพวกนี้เราสามารถหาอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้จาก

    🟢56-1

    🟢รายงานประจำปี

    เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกับbusiness modelของบริษัท

    ซึ่งการเข้าใจbusiness modelของบริษัทผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการศึกษาพื้นฐาน เพราะเราต้องเอาความเข้าใจbusiness modelไปโยงกับงบการเงินด้วยว่าสอดคล้องกันรึเปล่า

    จากนั้นเราอาจหาข้อมูลเพื่อสนับสนุนความเข้าใจด้วยการลงพื้นที่เพื่อสำรวจกิจการ การลงพื้นที่จะทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่บริษัทเขียนใน56-1นั้นในหน้างานจริงบริษัทมีวิธีการจัดการยังไง จัดการได้ดีขนาดไหน มีความแตกต่างจากคู่แข่งยังไง

    ทีนี้ก็จะมีบางคนสงสัยว่าในบางธุรกิจที่เป็นโรงงานหรือเป็นธุรกิจแบบB2Bเราจะทำความเข้าใจยังไง ต้องไปcompany visitหรือไม่

    โดยมากถ้าเป็นธุรกิจแบบB2Bที่ไม่ได้พึ่งพาเครื่องจักร ผมคิดว่าการอ่านข่าวดูภาพรวมอุตสาหกรรมและคู่แข่ง รวมถึงการดูoppdayนั้นให้ข้อมูลเพียงพอ

    ส่วนธุรกิจที่เป็นโรงงานนั้นถ้าพูดตามจริงการเห็นโรงงานก็ช่วยให้เราเข้าใจข่าวที่ออกมามากขึ้น แต่เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการทำความเข้าใจโรงงานผ่านIRหรือรอถามในงานoppday

    🌈ข้อมูลสำหรับบริษัทที่เป็นโรงงานที่ผมสนใจคือ 1.เป็นระบบauto semi-auto หรือใช้แรงงานคน และสัดส่วนของแต่ละอย่างเป็นเท่าไหร่

    ที่ผมสนใจเรื่องนี้เพราะบางครั้งบริษัทบอกว่าที่กำไรออกมาดีเพราะมีการปรับปรุงการผลิต ทำให้ผลิตได้มากขึ้นและมีของเสียน้อยลง แต่ตัวโรงงานเป็นการใช้แรงงานคนเป็นหลัก แบบนี้กำไรที่ได้มาก็มีแนวโน้มที่จะไม่เสถียร เพราะมีการพึ่งพาฝีมือแรงงานมาก

    2.บริษัทมีการควบคุมคุณภาพงานยังไง

    ถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าบริษัทคุมคุณภาพงานยังไง มีระบบอะไรที่ช่วยดูแลเรื่องการผลิต มีของที่ผลิตเสียเกินค่าเฉลี่ยของโรงงานอื่นหรือไม่ เราก็จะเข้าใจคุณภาพของกำไรมากขึ้น

    ที่เหลือก็เป็นเรื่องกำลังการผลิต การผลิตสินค้าใหม่ คำสั่งซื้อใหม่ แนวโน้มอุตสาหกรรม ซึ่งเราก็สามารถตามได้จากoppdayหรือจากบ.แจ้งกับSET

    ในกรณีที่บริษัทมีต้นทุนเป็นcommoและราคาที่ขึ้น-ลงมีผลกับmargin เราอาจต้องเข้าไปค้นหาwebที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ราคาน้ำมัน ราคาเหล็ก ราคาbopet ค่าระวางเรือ

    ส่วนข้อมูลปลีกย่อยโดยมากจะเป็นส่วนเสริมให้เราเข้าใจแนวโน้มอุตสาหกรรม ภาพรวมตลาด ความสนใจคนในช่วงนั้นๆ เรื่องนี้โดยมากผมจะเก็บlinkบทความที่น่าสนใจไว้ เผื่อว่าวันหลังมีหุ้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ เราก็จะได้เช็คข้อมูลว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หรือถ้าต่างมันเกิดจากอะไร

    หลังจากนี้เป็นส่วนแถมที่ผมคิดว่ามีประโยชน์(อย่างน้อยก็กับตัวผม) ซึ่งเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับfundamentalเท่าไหร่ ใครที่เป็นสายพื้นฐานจะข้ามไปเลยก็ได้ครับ

    #########################

    ในปีหลังๆของการลงทุนผมรู้สึกว่ามีบางบริษัทที่ไม่ค่อยมีข้อมูลเพราะเป็นบริษัทเล็ก oppdayก็ไม่ออก ข่าวก็ไม่ค่อยมี แต่กำไรโตหลายไตรมาสติดต่อกัน และราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เลยมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้เราลดการใช้ข้อมูลได้บ้าง

    ที่สำคัญคือเราหาข้อมูลละเอียดไม่ได้แปลว่าหุ้นจะขึ้น เราต้องคิดเรื่องความถูก-แพง ความคาดหวังของตลาด ดังนั้นสำหรับผม การเอาข้อมูลมาใช้แล้วจัดการกับความเสี่ยง position size แล้วเลือกlow risk entry มีความสำคัญกว่าการได้ข้อมูลเยอะๆจนเกินความจำเป็น (ถ้าเป็นเชิงfundamentalผมก็คิดว่าการที่เรามีmargin of saftey เยอะๆก็ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลได้)

    สุดท้ายเลยมาศึกษาเรื่องกราฟกับmoney management ซึ่งผมคิดว่าช่วยลดงานลงได้เยอะ การที่เราเข้าใจความสัมพันธ์ของbusiness model กำไรสุทธิ และราคาหุ้น ทำให้เราสามารถbetในกรณีที่มีข้อมูลหุ้นจำกัด และสามารถกรองหุ้นที่น่าสนใจเข้ามาในwatchlistได้ง่ายขึ้นมาก

    วิธีนี้ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นfulltimeหรือหาข้อมูลไม่เก่ง

    สำหรับคนที่สนใจวิธีนี้ก็อาจจะเริ่มจากการอ่านหนังสือ how to make money in stocks หนังสือของmark minervini หรืออ่านบทความจากเพจ winner stockได้ครับ

  • #25 Kristjan Kullamägi จาก 9000 เป็น 80 ล้านใน 8 ปี

    #25 Kristjan Kullamägi จาก 9000 เป็น 80 ล้านใน 8 ปี

    Kristjan Kullamägi เป็นเทรดเดอร์ชาวสวีเดนที่เทรดในตลาดหุ้น USA

    ความน่าสนใจของ Kullamägi คือ เขาสามารถปั้นportจาก 9,000 USD ในปี 2013 เป็น 82 M. USD ในปี 2021
    เขามี CAGR ปี 2013-2019 อยู่ที่ 268%

    Kullamägi เริ่มต้นการเทรดในช่วงปี 2011 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียน Biomedical Laboratory Science ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเขาอายุ 23 ปี เริ่มต้นด้วยเงิน 5,000 USD และเป็นการเล่นแบบ day trade

    เขาเสียเงินไปเกือบทั้งหมดและต้องเริ่มต้นใหม่ 2-3 ครั้งในช่วง 2 ปีแรก แต่เขาไม่ยอมแพ้ หลังจากศึกษาการเทรดอย่างหนัก Kullamägi ได้กำไรครั้งแรกในปี 2013

    ซึ่งปีนี้เป็นปีที่เข้าเปลี่ยนจากการday trade เป็น swing trade เพราะการ day trade เป็นเรื่องที่เหนื่อยมากและเขาก็มองเห็นศักภาพการเติบโตที่ดีกว่าในการเป็น swing trader

    Setupที่ Kullamägi ใช้หลักๆมี 3 setup คือ

    • Breakout
    • The Episodic Pivot (EP)
    • The Parabolic short (or long)

    … Breakout…

    หุ้นที่จะเข้าเกณฑ์ Breakout ของ Kullamägi คือหุ้นที่มี ADR (average daily range) 20 วันมากกว่า 5% (ADR คือค่าเฉลี่ยของการเคลื่อนไหวของราคาในรอบ X วัน แปลว่าหุ้นที่ Kullamägi เลือกโดยมากจะเป็นหุ้นที่พุ่งขึ้นมาแรงๆ แบบ High tight flag *winner stock)

    หุ้นที่เข้าเกณฑ์โดยมากจะเป็นหุ้นที่ขึ้นมา 30 – 100%

    หลังจากนั้นก็จะรอหุ้นพักตัว 2 สัปดาห์ – 2 เดือน โดยเลี้ยงตัวอยู่บนเส้น MA10 20 หรือ 50 และทำการเข้าซื้อเมื่อเกิดการ Breakout โดยว่าง stoploss ไว้ที่ราคาต่ำสุดของแท่ง breakout และ stoploss ไม่ควรเกิน 5%

    …The Episodic Pivot(EP…

    EP คือการเปิด gap ขึ้นพร้อมกับข่าวที่กระทบต่อราคาหุ้น ข่าวที่ Kullamägi ให้ความสำคัญสุดคือข่าวผลประกอบการของบริษัท

    การเติบโตของกำไรที่ก้าวกระโดดของบริษัทที่มาพร้อมกับการการโดดของราคาและ volume โดย gap ที่เกิดขึ้นควรมากกว่า 10% จะทำให้หุ้นมีโอกาสที่จะวิ่งไปได้ไกลมากๆ

    จุดเข้าซื้อของ EP คือ High ของแท่งเปิด 1 นาที 5 นาที หรือ 1 ชั่วโมงแรก และตั้ง stoploss ที่ราคาต่ำสุดของแท่ง gap

    …The Parabolic short (or long)…

    Kullamägi มองว่าราคาหุ้นเหมือนกับหนังยาง ถ้าถูกยืดไปแรงก็มีสิทธิ์ที่จะดีดกลับแรง setup นี้เป็น setup ที่ค่อนข้างเสี่ยงถ้าหากทำผิดหรือไม่ยอม stoploss ตามแผน

    Setup นี้ส่วนมากจะเป็นการ short นานๆทีถึงจะมี setup long เกิดขึ้น

    หุ้นที่จะเกิด Parabolic short จะต้องขึ้น 50-100% ในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ในกรณีที่เป็น big cap

    หรือขึ้น 300 -1000% ในกรณีที่เป็น small cap

    ในช่วงที่ต้องจับตาคือช่วงที่หุ้นขึ้นเยอะๆเป็นแท่งยาวๆติดต่อกัน 3 – 5 วัน + จนราคาหุ้นวิ่งหนี MA10 ไปไกล

    รอจนเกิดแท่งกลับตัวแดงแรงในtimeframe 5 นาทีแล้วเปิด short โดยว่าง stoploss ไว้ที่ high ของวัน โดยเป้าราคาอยู่ที่ MA10 หรือ 20

    ในแต่ละการเทรด Kullamägi จะใช้ risk อยู่ที่ 0.25-1% แต่ตอนที่พอร์ตยังต่ำกว่า 1 M เขาใช้riskประมาณ 0.5-1.5%

    ความเสียหายหนักที่สุดในช่วงหลังของเขาคือ drawdown 50% ในปี 2014 แต่ในช่วงหลัง Kullamägi มี drawdown ในแต่ละปีอยู่ที่ระดับ 15-20%

    Kullamägi เลือกที่จะใช้ swing trade แทนการ day trade เพราะนอกจากการ day trade จะเหนื่อยมากแล้วยังต้องการ win rate ระดับ 50% แต่RRRอยู่ในระดับต่ำแค่ 2-3 เท่าของ risk มัยากมากที่จะดัน RRR ไประดับ 10 เท่าของ risk

    ในขณะที่ swing trade นั้น Kullamägi ตั้งเป้าว่าทุกเทรดควรมี RRR 5-10 เท่าของ risk โดยที่มีwin rateอยู่ที่ระดับ 30% (ปี 2019 win rate 25%)

    หลังจากการซื้อแล้ว 3-5 วัน Kullamägi จะขายหุ้น 1/2 หรือ 1/3 แล้วขายส่วนที่เหลือในจุด breakeven หรือเมื่อปิดหลุด MA10

    วิธีการนี้เป็นการที่ทำให้เค้าสามารถได้ homerun ซึ่งใน bull market หุ้นจำนวนมากสามารถวิ่งได้ในระดับ 10-20 เท่าของ risk ถ้าเราเลือกหุ้นที่มี setup ที่ดี

  • #24 tom canfield ขาดทุน500,000 USD ใน 1 ชั่วโมง และเอาคืนได้ใน 1 ปี

    #24 tom canfield ขาดทุน500,000 USD ใน 1 ชั่วโมง และเอาคืนได้ใน 1 ปี

    ผมดูสัมภาษณ์ Tom Canfield ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มานานกว่า 20 ปี ประวัติของเขาน่าสนใจมาดเลยสรุปมาให้อ่านกันครับ

    Tom Canfleld เริ่มเป็นtraderตั้งแต่ปี19999 ปู่ของเขาเป็น stockbroker จบจาก business school เคยเป็น IB แล้วมาทำร้านอาหาร พอมีลูกก็เหนื่อยมากเพราะต้องดูแลทั้งร้านอาหารและลูกเหมือนทำงาน 24/7

    สุดท้ายร้านอาหารเจ๊งเพราะไม่มีเวลาดูแล ตอนนั้นเขาหมดไฟเรื่องร้านอาหารแต่มีความสนใจเรื่อง trading มากกว่า เลยเป็น full time ด้วยสถานการณ์บังคับ และเป็นการเริ่มต้นโดยที่ไม่พร้อมด้วย

    เขาเริ่มจากเงิน 10,000 USD และเสียมันไปทั้งหมด Tom บอกว่าการเป็น full-time นั้นมีความกดดันและเครียดมากมาก เขาใช้เวลา 2-3 ปี ในการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่รอดในตลาดหุ้น

    ประสบการณ์นี้น่ากลัวในตลาดคือหุ้น QLGC (**มีข้อมูลการเทรตวันสุดท้าย 15/8/2016 **winner stock) หุ้นประกาศผลกำไร แต่ tom ไม่รู้ว่ามันมีกำไร จริงๆคือเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ fundamental เลย ตอนนัน port ของเค้าโต 50,000 เป็น 80,000 USD

    หลังจากหุ้นขึ้นมาซักพักเค้าทำการ short หุ้น ซึ่งมันไม่ใช่ แผนที่ Tom วางไว้ตั้งแต่ต้น เขา short เพิ่มไปเรื่อยๆจนคอมพิวเตอร์บอกว่า short เพิ่มไม่ได้แล้ว

    ซึ่งนั่นทำให้portของเขาลดลงจาก 80,000 USD เหลือเพียง 40,000 USD ในวันเดียว

    และportของเขายังลดลงต่อจนเหลือ 30,000 USD ซึ่งนั้นทำให้ Tom มีปัญหา เพราะเขาต้องถอนเงินออกมาใช้จ่ายทุกเดือน

    bear market ในช่วงปี 2000 – 2003 นั้นสอนให้เขารู้ว่าตลาดหุ้นมันโหดขนาดไหนหลังจากนั้นเขาได้พบกับ Pat Walker ซึ่งได้สอนเขาหลายอย่างมากถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เทรดใน style เดียวกันแต่แกนหลักส่าคัญของ Tom นั้นได้มาจาก Pat Walker

    Tom ให้ความสำคัญกับครอบครัวและการใช้ชีวิตมาก สำหรับเขาการเทรดนั้นสำคัญก็จริง แต่การที่เราอยู่ที่หน้าจอดลอดเวลาเพื่อที่จะคว้าทุกโอกาส สุดท้ายการเทรดจะค่อยๆกัดกร่อนเรา ทำให้เหลือแต่ความว่างเปล่า

    สำหรับtomการที่เทรดแล้วได้กำไร 8 – 15% ใน 3 วันถือว่า ok เพราะการเทรดสำหรับเขาคือการเทรดเพื่อยังชีพ การเกิด drawdown 10% สำหรับtomมันน่าเสียดาย เพราะเงินที่หายไปสามารถเอาไปใช่ในชีวิตประจำวันได้

    setup ที่ Tom ไข่คือการรอให้หุ้นพุ่งขึ้นแรงๆ 20-25% แล้วรอการเกิด pullback จากนั้นเขาจะเข้าซื้อหุ้นถ้าหุ้นเริ่มวิ่งอีกครั้ง

    เขาจะถือหุ้นในช่วงเวลาสั้นๆและขายในเวลาไม่เกิน 5 วัน และรอจนกว่าห์นจะทำถลระอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์เพื่อหาจังหวะเทรดรอบต่อไป หลังจากขายหัน ต่อให้หนวิ่งไปอีก 60% ก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่ง

    ที่เขาต้องการคือความต่อเนื่องของกำไร

    ยกตัวอย่างzmในช่วงปี 2020 ซึ่งวิ่งจาก 90 USD ไป 600 USD แต่เขาสามารถทำกำไรได้ 50 จดจากการเทรด5ครั้ง ซึ่งเป็นการรอให้เกิด pivot และ breakout จากนั้นก็ขายภายใน 2 วัน

    ในช่วงตลาดดี เขาจะใช้วิธีสลับหุ้นไปเรื่อยๆ โดยเข้าซื้อเมื่อหุ้นเกิด

    การ breakout การหมุนหุ้นและเก็บกำไรไปเรื่อยๆ การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับ Tom เพราะมันเป็นจิตวิทยาที่ทำให้เขาได้รับรู้ว่าจะมีเงินไปใช้จ่ายแน่ๆ

    การเก็บกำไรต่อเนื่องครั้งละ 2R – 3R นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับเขาแล้ว ยังทำให้ equity curveไม่ผันผวนรุนแรง ซึ่งการทำให้ equity curve ขึ้นอย่างมั่นคงนี้เป็นสิ่งสำคัญสำคัญสำหรับ full-time

    trader

    เพราะการที่ full time trader มี equity curve ที่ผันผวนจะส่งผลต่อจิตใจมาก ทุกสิ่งทุกอย่างจะวิ่งเข้ามาในหัว เช่น จะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟยังไง เราเก่งพอมั้ย ฯลฯ Tom จะคัดเลือกหันเข้ามาอยู่ใน watchlist ประมาณ 30 และจะจะซื้อหุ้นที่อยู่ใน watchlist ของเขาเท่านั้น

    ถ้าหากเขาไม่สามารถทำกำไรจากหุ้นพวกนี้ได้แปลว่า

    1.ต้องปรับปรุง watchlist

    2.ตลาดกำลังแย่

    watchlist ของTom ไม่ได้ต้องการหุ้น big winner แต่ต้องการหุ้นที่วิ่ง

    ได้มากพอ

    Tom มี setup 3 รูปแบบ

    1.hit and run ซึ่งเค้าเอามากจาก jeff cooper (หนังสือhit and run trading) วิธีการเทรดคือใช้ setup เดียวกับ timeframe day แต่เทรดใน timeframe 30 min และเมื่อเจอ setup ใน timeframe 30 min แล้ว เขาจะลงไปดูใน timeframe 10 min เพื่อหาจุดซื้อ

    ส่วนการขายหันนั้นอยู่ที่สภาพตลาด โดยมากจะถือหุ้น 1-3 วัน ถ้าหากหุ้นวิ่งไปได้ดีอาจขายบางส่วนในตอนปิดวันของวันที่ซื้อ การเทรดแบบนี้เขาจะทำบ่อยในช่วงที่ตลาดเกิดการ correction หรือในช่วงที่ตลาดเงียบเหงา

    2.explosion trade setup นี้ถ้าตลาดดีจะถือ 3 – 10 วัน เป็นการเทรดที่ต้องการ base ยาว 2-6 สัปดาห์ แล้ว chart ทำการบีบตัวก่อนเกิดการจุดระเบิดของราคา

    3.momentum swing เป็นการเทรดที่ใช้เวลาถือ 2 สัปดาห์ขึ้นไปซึ่งตอนแรก Tomไม่อยากทำแบบนี้เพราะเขาต้องการเงิน แต่ตอนหลังเขาไม่ได้ต้องการเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันขนาดนั้นแล้ว

    ทำให้ไปเน้นการเทรดแบบมองภาพใหญ่มากกว่า ระยะเวลาในการถือ คือ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน โดยหวังผล 20% ขึ้นไป

    Tom มีวิธีการบริหารจิตใจด้วยการคำนวณว่าใน1ปีเค้าจะมีคชจเท่าไหร่ สมมติ 100,000 USD ก็จะตกเฉลี่ยเดือนละ 8,500 USD ดังนั้นเขาจะโอนกำไร 8,500 USD แรกของทุกเดือนไปเก็บไว้ในบัญชี

    ธนาคาร เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีเงินพอต่อการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการลดความวิตกกังวลเรื่องกำไร – ขาดทุนที่จะตามมา

    ปัญหาอีกอย่างที่tomเจอคือ เมื่อportโตขึ้นเขาไม่สามารถบริหาร Port ได้ดีเหมือนเดิม เพราะติดปัญหาเรื่อง posion size ที่ใหญ่จนกระทบต่อจิตใจ Tom แก้ปัญหานี้ด้วยการแยก account ออก เป็น 3 account เพื่อที่จะสามารถใช้ position size ที่จิตใจของเขารับได้

    หุ้นที่ให้บทเรียนสำคัญกับ Tom อีกตัวคือ XIV (**มีข้อมูลการเทรดวันสุดท้าย 15/2/2018 **winner stock) ซึ่งเป็นหันที่แข็งกว้าตลาดและ Tom ได้เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ตามแผนที่วางไว้

    การเทรดนี้เป็นไปได้ด้วยดีและเขาคิดว่าน่าจะได้กำไรจากการเทรดครั้งนี้ 150,000 – 200,000 USD

    หลังจาก Tom ซื้อ XIV หุ้นก็ขึ้นมาเรื่อยๆ และเขาได้มีการซื้อหุ้นเพิ่มมาตลอดทางจนเป็น position ที่ใหญ่เกิน 50% ของ port โดยมีต้นทุนอยู่ประมาณ 88 USD

    จากนั้น Tom ได้ไปพักในครัวไม่กี่นาที พอกลับมาดูราคาที่จออีกครั้งปรากฏว่าราคาหุ้นเหลือ 30 USD และไหลลงต่อเป็น 20 USD เขาเสียเงินในการเทรดครั้งนี้ไป 500,000 USD ภายใน 1 ชั่วโมง

    การเสียเงินในครั้งนั้นทำให้tomเสียศูนย์และมีความอยากที่จะเอาคืนนั่นทำให้เขาต้องหยุดเทรดหลายครั้งเพื่อฟื้นฟูจิตใจ และยอมรับให้ได้ว่าเขาได้เสียเงินไปแล้ว มันไม่ใช่เงินของเขาอีกต่อไป

    Tom กลับมาเทรดอีกครั้งด้วย size ที่เล็กมาก (APPL 100 หุ้น) จากนั้นเค้าค่อยๆทำเงินได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากวันละ 100 USD เป็นวันละ 200 USD และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเทรดทีละ 100 หุ้น เขาใช้เวลา 5 เดือนในการค่อยๆเพิ่ม position size และใช้เวลา 1 ปีในการได้เงินทั้งหมดคืนกลับมา

    ช่วงสิ้นปี 2019 Tom กลับมาใช่กลยุทธ canslim อีกครั้ง เพราะการ daytrade มันเหนื่อยมาก แต่พอปี 2020เ ขาพลาดการซื้อในช่วงจุดต่ำสุดของ covid ไป 3 เดือน กว่าทอมจะเริ่มเทรดก็เดือนกรกฎาแล้ว

    แต่ปีนั้นก็เป็นปีที่เขาทำผลตอบแทนได้ดี เมื่อหุ้นเข้าสู่ strong uptrend มันไม่สำคัญว่าคุณจะพลาด 1 เดือนแรก หรือ 5% หรือ 10% จากจุดต่ำสุดไป เพราะฉะนั้นอย่าไปเครียดกับการหาจุดต่ำสุด

    Tom บอกว่าสิ่งสำคัญของ trader คือเราต้องรู้จัก focusในสิ่งที่ทำ คุณต้องการ 1 setup ที่คุณเชี่ยวชาญที่สุดที่จะสามารถใช้เลี้ยงดูชีวิตของคุณได้ และจริงๆแล้วเขาก็มีแค่ 1 setup ซึ่งใช่ในการเทรด

    timeframe 30 min และ 1D

    Tom ไม่เห็นด้วยกับค่าว่าเราต้องเทรดด้วยความมั่นใจไม่ใช่ความกลัวเขาคิดว่าเราควรเทรดด้วยความกลัวนิดๆเหมือนการที่เราเดินอยู่ริมหน้าผา เพื่อที่จะระมัดระวัง การที่เราเทรดโดยไร้ความกลัวจะทำให้

    เราต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่ดี

    การมองเข้าไปในจิตใจของเราเพื่อรับรู้อารมณ์ เป็นตัวผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เราต้องรู้ว่าตอนนี้อารมณ์ของเราเป็นแบบไหนทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น

    ตัวกระตุ้นอารมณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณต้องค้นให้ได้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ของคุณ เพื่อที่เราจะเรียนรู้ที่จะจัดการกับมันให้ได้

    การจัดการกับอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางครั้งเรามองหุ้นตัวเดียวกัน ซื้อหุ้นตัวเดียวกันแต่สุดท้ายได้ผลลัพท์ที่ต่างกัน คนที่ประสบความสำเร็จมีน้อยกว่าคนที่แพ้ เพราะมีการจัดการอารมณ์ที่

    ต่างกัน

    Tom บอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้ทำบันทึกการเทรดอารมณ์ เขาเคยทำบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ในช่วงแรกๆของการเทรด แต่ตอนนี้เขาใช้การทำสมาธิแทนซึ่งมันทำให้เขาสงบลง แต่เขาก็คิดว่าการทำบันทึก

    เป็นเรื่องที่ดีมาก

    สำหรับคนที่เป็น full-time trader Tom แนะนำว่าว่า

    1.พยายามเก็บประสบการณ์จากตลาดให้ได้มากๆ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปื เพราะตลาดแต่ละปีมีสถานกาณ์ที่ไม่เหมือนกัน ตรงจุดนี้การทำบันทึกจะสามารถช่วยคุณได้มาก

    2.ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี เพราะเมื่อคุณออกมาเป็น full-time trader แล้วคุณจะแย่ไป3-6เดือน ไม่ว่าคุณจะเคยเก่งมาขนาดไหน 3-6 เดือนแรกเป็นการเทรดที่ยากมากสำหรับคนที่ออกมาเป็น full-time trader เพราะมันมีอารณ์มากมายที่คุนต้องจัดการ

    การใช้ social media ก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างการใช่ twitter คุณต้องระวังเรื่องการ follow ใครซักคนใน twitter เพราะมันทำให้การเทรดเป็นงานที่ดูง่ายสุดๆ และมีข้อมูลหลังไหลเข้ามาเยอะจนล้นตัว Tom เองก็ mute เพื่อนไป 80-90% เพราะไม่ต้องการให้ข้อมูลจากคนอื่นเข้ามารบกวน

    twitter อาจเป็นทรัพย์สินที่มีค่าหรืออาจเป็น platform ที่ทำลายเราถ้าเราใช้เวลากับมันมากเกินไป เพราะ  content ส่วนใหญ่ไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น หรือต่อให้มันมีคุณค่า มันก็อาจไม่ใช่คุณค่าสำหรับ

    คุณ การดูหน้าจอและวิเคราะห์ price and volume นั้นให้ข้อมูล

    เหมือนกันและไม่ทำให้เรา bias