วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยพื้นฐานมีหลายวิธี เช่น discount cashflow ,dividend discount model หรือที่เป็นที่นิยมก็เช่น PBV และ PE ratio
การวัดมูลค่าหุ้นแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น DCF นั้นยุ่งยากเกินไป และเป็นวิธีที่เหมาะกับแค่บางธุรกิจ หรือPBVก็จะมีจุดอ่อนที่ book valueไม่รวมความสามารถของผู้บริหารเข้าไป
ดังนั้นวิธีที่ใช้ง่ายที่สุดก็คือPE ratio
PE ratio ก็คือการใช้ ราคา(Price) / กำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) หรือเป็นการเปรียบเทียบง่ายๆว่ากี่ปีคืนทุน
จริงๆแต่ก่อนวิธีนี้ก็ใช้ง่ายดี หุ้นคุณภาพน้อยหน่อยก็PE 6-8 เท่า หุ้นคุณภาพดีก็PE 15 เท่า
จนกระทั่งหลัง subprime การที่มี QE + ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำทำให้PEขอหุ้นถูกดันขึ้นไปสูงแบบงงๆ สภาวะตลาดตอนนี้เลยกลายเป็นว่าแม้แต่หุ้นเกรด B บางตัว PE ก็ยังเล่นกันที่ 15 เท่า
จริงอยู่ว่าเราต้องใช้ growth rate เข้าไปประกอบในการวัดมูลค่าด้วย เช่น หุ้น A มีโอกาสที่จะโต 30% ติดต่อกัน 5 ปีก็ควรจะได้ PE 30 เท่า
แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือสุดท้ายแล้วกำไรต้องสามารถแปลงเป็นปันผลออกมาได้ด้วยไม่งั้นก็ไม่มีค่า
ดังนั้น เราจึงควรใช้dividend approachในการตรวจสอบว่า PE ที่เราให้ไปกับบริษัทนั้น เหมาะสมหรือไม่บริษัท ที่ดีนอกจากจะมีการเติบโตแล้ว ยังต้องมีศักยภาพและนโยบายปันผลออกมาให้กับผู้ถือหุ้นได้
วิธีคิดdividend approachก็คือ
ถ้าหุ้นตัวนั้นปันผลออกมา X% ราคาควรเป็นกี่บาท ผมจะยกตัวอย่างและวิธีใช้ให้ดูทีเดียวเลยนะครับ
หุ้น A และฺ B เป็นหุ้นโรงงานเหมือนกัน growth เท่ากันที่15% มีEPS 1 บาท/หุ้นเท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ
หุ้น A ปันผลได้ 70% ของกำไรสุทธิ = 0.7 บาท
หุ้น B ปันผลได้ 40% ของกำไรสุทธิ = 0.4 บาท
ถ้าวัดมูลค่าด้วยวิธีใช้PEที่8เท่า หุ้นทั้ง2ตัวจะมีมูลค่าเท่ากันที่ 8 บาท
แต่เมื่อดูปันผลจะเห็นได้ว่าหุ้นAมีศักยภาพในการปันผลออกมาได้มากกว่า ถ้าคิดว่าหุ้นโรงงานควรมีปันผลซัก 6% เพื่อคุ้มค่าความเสี่ยง
หุ้นA จะมีมูลค่า = 0.7/0.06 = 11.67 บาท PE 11.67 เท่า
หุ้นB จะมีมูลค่า = 0.4/0.06 = 6.67 บาท PE 6.67 เท่า
จะเห็นได้ว่าศักยภาพการจ่ายปันผลที่ต่างกันทำให้หุ้นทั้ง2ตัวควรได้รับPEที่ไม่เท่ากัน
ด้วยหลักนี้เราจะเข้าใจได้ว่า ทำไมหุ้นค้าปลีกและโรงพยาบาลถึงได้PEสูง เพราะนอกจากความแข็งแกร่งของธุรกิจและการเติบโตแล้ว เมื่อโตเต็มที่บริษัทยังมีศักภาพที่จะสามารถจ่ายปันผลได้100%ของกำไรสุทธิด้วย
และเราจะสามารถเข้าใจได้ว่า หุ้นบางตัวที่มีgrowth มีกระแสเงินสดดี มีเงินสดในบริษัทมาก แต่กลับได้PEที่น้อยมากนั้น เกิดจากการที่บริษัทมีนโนบายหรือศักยภาพในการจ่ายปันผลต่างกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมนั่นเอง
ลองเอาไปเช็คกันดูนะครับว่าจริงๆแล้วการให้PEของเราให้มากไปหรือน้อยไปเมื่อเทียบกับศักยภาพการปันผลของบริษัทรึเปล่า
