Category: หุ้น

  • #22 นักขุดหุ้นผู้ไร้ความมั่นใจ

    #22 นักขุดหุ้นผู้ไร้ความมั่นใจ

    นักลงทุนที่ผ่านด่านการเป็นนักขุดหุ้นมือ 2 แล้วจะเหลือด่านสุดท้ายที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าจะสามารถอยู่รอดในตลาดหุ้นในระยะยาวได้รึเปล่า

    นั่นคือการกล้าตัดสินใจซื้อได้ด้วยตัวเอง

    นักลงทุนหลายคนเมื่อสามารถขุดหุ้นเข้ามาอยู่ใน watchlist แล้วแต่กลับมีปัญหาคือไม่กล้าซื้อหุ้น หรือซื้อเป็นสัดส่วนที่ไม่มีนัยยะต่อ port

    วิธีการที่นักขุดหุ้นผู้ไร้ความมั่นใจมักจะใช้ในการซื้อหุ้นก็คือ เอาหุ้นที่ขุดได้ไปเสนอให้คนที่เก่งกว่า (ผมขอเรียกว่าคนฟันธง) ดูว่าน่าสนใจหรือไม่ ถ้าคนฟันธงเห็นด้วยถึงจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนั้น

    อันที่จริงวิธีการนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มันจะสร้างความเข้าใจผิดบางอย่างให้กับตัวเอง คือการที่เราคิดว่าตัวเองเก่งเพราะเป็นคนขุดหุ้นตัวนั้นขึ้นมาได้

    ซึ่งความมั่นใจผิดๆแบบนี้จะส่งผลร้ายต่อการลงทุนของเราในระยะยาว

    เรื่องแรกเลยคือเราไม่รู้เลยว่าหุ้นที่เราขุดขึ้นมานั้นมันสามารถทำกำไรได้จริงรึเปล่า สมมุติว่าเราขุดหุ้นได้ 5 ตัวแต่ผ่านเกณฑ์ของคนฟันธงแค่ 1 ตัวเท่านั้น แปลว่าจริงๆหุ้นที่เราขุดมามีตัวที่มีศักยภาพแค่ 20% เท่านั้น

    2. เราจะขาดการพัฒนาเรื่องคุณภาพของ watchlist ไม่มีการปรับเกณฑ์การเอาหุ้นเข้ามาอยู่ใน watchlist เพราะเราไม่ได้มีสถิติที่แน่ชัดว่าการเลือกหุ้นของเรามีwin rate กี่ % จุดตัดสินใจที่ซื้อหุ้นตัวนี้อยู่ที่ไหน ราคาไหนคือราคาที่น่า bet เพราะการตัดสินใจเหล่านี้เป็นของคนฟันธง

    ความน่ากลัวที่สุดของการเป็นนักขุดหุ้นผู้ไร้ความมั่นใจคือการที่เราสามารถตกอยู่ในสภาวะแบบนี้โดยไม่รู้ตัวได้นานเป็น 10 ปี เพราะมีคนฟันธงคอยประคองเราอยู่ตลอดเวลา

    วิธีแก้ก็คือเราต้องหัดซื้อหุ้นด้วยตัวเองและเก็บสถิติการขุดหุ้นของเรา ข้อมูลที่เราควรเก็บคือ

    1. หุ้นเข้ามาใน watchlist เราด้วยเกณฑ์อะไร

    2. ทำไมเราเลือกซื้อหุ้นตัวนี้แทนที่จะเป็นตัวอื่นใน watchlist

    3. กำไรของงบที่ออกมา หรือแผนการเจริญเติบโตของบริษัทสามารถทำได้ตามที่เราคาดหรือไม่ เพราะอะไร และทำได้ตามกรอบเวลาที่เราสันนิษฐานไว้หรือไม่

    4. หลังจากที่เราซื้อหุ้นไป หุ้นใน watchlist ที่เราไม่ได้ซื้อเป็นยังไงบ้าง

    5. หุ้นที่เราซื้อวิ่งไปในราคาที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

    เมื่อเรามีข้อมูลพวกนี้แล้วเราจะสามารถปรับปรุง watchlist และการซื้อของเราได้ ความมั่นใจในการซื้อหุ้นก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรากลายเป็นนักลงทุนอิสระที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

  • #21 นักลงทุนมือ2

    #21 นักลงทุนมือ2

    ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสาย fundamental คือ หลังจากที่เริ่มมีความรู้ในเรื่องกิจการและตัวเลขต่างๆจนสามารถวิเคราะห์หุ้นได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่กลับมีปัญหาตามมาคือไม่สามารถหาหุ้นที่น่าสนใจมาเล่นได้ด้วยตัวเอง

    สถานการณ์ทั่วไปของนักลงทุนมือ 2 คือต้องรอให้มีคนขุดหุ้นมานำเสนอหรือไปเอาชื่อหุ้นมาจากเซียนเพื่อทำการบ้านต่อว่าควรเล่นที่ราคาไหน

    ปัญหานี้โดยมากเกิดจากการที่นักลงทุนมือ 2 เข้าใจ business model และเข้าใจพื้นฐานเชิงคุณภาพแต่ไม่เข้าใจจุดสำคัญของประเด็นการลงทุน

    นักลงทุนมือ 2 ส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท เข้าใจว่า growth ของบริษัทเกิดขึ้นจากอะไร บริษัทจะขยายไปในแนวทางไหนต่อ หรือความเสี่ยงของบริษัทคืออะไร

    แต่สิ่งที่นักลงทุนมือ 2 ไม่เข้าใจคือประเด็นการลงทุนอย่างถ่องแท้ หรือไม่สามารถเห็นประเด็นการลงทุนเป็นภาพได้

    สาย techninal จะมีปัญหาเรื่องการหาหุ้นมาเล่นน้อยกว่า เพราะทุกอย่างเห็นเป็นภาพได้ง่าย คือหุ้นทรงนี้แสดงความแข็งแกร่งแบบนี้จะถูกจับเข้า watchlist เมื่อมี setup แบบนี้จึงเข้าเทรด

    แต่พอเปลี่ยนมาเป็น fundamental ภาพพวกนี้จะถูกกลบด้วยปัจจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งบางครั้งก็นามธรรมเกินไป เราสามารถทำให้ภาพการลงทุนชัดขึ้นจากการสังเกตุตัวเลขบางตัว เช่น

    ประเด็นหุุ้นตัวนี้ถูกเกินไป

    นักลงทุนมือ 2 จะแทบหาหุ้นที่เล่นเรื่องนี้แทบไม่ได้ หรือถ้าหาได้ก็มักจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดี เพราะนักลงทุนมือ 2 มักจะมองประเด็นนี้โดยเทียบ market cap หรือ replacement cost

    แต่สิ่งที่ตลาดมองว่าจะเล่นหุ้นที่ถูกเกินไปเมื่อไหร่คือการถูก Unlock การเติบโต

    เช่น หุ้น A เป็นหุ้นที่ถูกเทรดต่ำกว่า book value มาโดยตลอด คนทั่วไปจะเข้าใจว่าการที่หุ้นเทรดต่ำกว่า book คือหุ้นที่ถูก แต่ถ้าไปดูใส้ในจะเห็นว่าบริษัทมีการขาดทุนอยู่แต่เป็นการขาดทุนจากค่าเสื่อม แต่ค่าเสื่อมตัวนี้ใกล้จะหมดลงแล้ว ซึ่งตรงจุดนี้คือตัว Unlock มูลค่าของบริษัท เราจึงควรไปดูว่าค่าเสื่อมตัวนี้จะหมดลงเมื่อไหร่ถึงเข้าไปลงทุน

    ประเด็น growth

    นักลงทุนมือ 2 มักไม่เข้าใจว่าภาพรวมของ growth คืออะไร และมีอะไรเป็นตัวเร่ง growth จะเห็นได้ว่าเมื่อทำ watchlist หลังงบออก นักลงทุนมือ 2 จะมีหุ้นใน watchlist เยอะมาก

    เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็มักจะโต YoY อยู่แล้ว แต่นักลงทุนมือ 2 ไม่เข้าใจว่าหุ้นที่จะวิ่งได้แรงๆนอกจากจะมีการเติบโต YoY ในระดับที่เกิน 30% แล้ว ควรมีอัตราการเติบโต QoQ ที่สูงด้วย (หรือถ้าหุ้นมี seasonal ก็ควรเป็นการเติบโต YoY ที่ก้าวกระโดดทุก Q)

    ถ้าเราเข้าใจว่าภาพของการ Growth ไม่ใช่แค่การที่หุ้นเติบโตระดับ 10-15% YoY แต่ต้องเป็นโตระดับ 30-100%+YoY เราก็จะสามารถลดจำนวนหุ้นใน watchlist ลงได้เยอะ ทำให้มีเวลามาดูว่ากำไรหุ้นที่โตขึ้นมานั้น เกิดจากอะไร ตัวเร่งนี้จะอยู่ต่อไปนานมั้ย และอัตราเร่งของกำไรขนาดนี้สามารถทำให้ PE ลดลงได้อย่างรวดเร็วหรือเปล่า

    ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจเรื่องจุดสำคัญของการลงทุนแล้ว จะทำให้เราหลุดออกจากสภาพนักลงทุนมือ 2 และสามารถหาหุ้นที่น่าสนใจมาเล่นได้เองครับ

  • #20 ผีในตลาดหุ้น

    #20 ผีในตลาดหุ้น

    ในการเล่นหุ้นผมคิดว่ามีพฤติกรรมของหุ้น หรือผลจากวิธีการลงทุนบางอย่างที่เหมือนผี คือถ้าเราไม่เคยเห็นเราจะไม่เชื่อว่ามันมีจริง และเมื่อเรารับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงแล้ว วิธีการลงทุนของเราจะเปลี่ยนไปจากเดิม

    1. การซื้อหุ้นหลังงบออก
    การซื้อหุ้นหลังงบออกเป็นเรื่องที่ผมพยายามพูดหลายครั้งว่าทำได้ ได้ผลตอบแทนดีไม่ต่างจากการซื้อหุ้นเก็งงบว่าจะออกมาดี

    คนส่วนใหญ่จะคิดว่าการซื้อหุ้นหลังงบออกเป็นเรื่องที่ช้าเกินไป แต่จริงๆแล้วถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่า หุ้นส่วนใหญ่จะไม่วิ่งเลยหลังงบออก แต่จะวิ่งหลังงบออกระยะหนึ่ง เพราะนักลงทุนต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจงบ

    บางครั้งหุ้นมีการพักตัวเป็นสัปดาห์หลังงบออก ก่อนที่จะเกิดการวิ่งขึ้นอย่างรุนแรง

    ตัวที่วิ่งในวันแรกที่งบออกเลยโดยมากมันจะขึ้นไป 15-20% แล้วพักออกข้างทำbaseให้เรามีโอกาสซื้ออีกรอบ

    ตัวที่เราตกรถเพราะหุ้นวิ่งแบบไม่หยุดเลยหลังงบออกโดยมากจะเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อย แต่โดยรวมแล้วมีน้อยมากที่เราจะตกรถแบบไม่มีจุดเข้าเลย

    ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจและหาจุดซื้อหลังงบออกได้เราจะเล่นหุ้นได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ

    2. การใช้ turnover ในการสร้างผลตอบแทน
    โดยมากเราจะคุ้นเคยกับการอัดเต็ม port หรือการซื้อหุ้นด้วย position size ใหญ่ๆและ run trend เพื่อกินคำใหญ่
    แต่ที่จริงแล้วการใช้ turnover แล้ว compound ผลตอบแทนก็ได้ผลดีไม่แพ้กัน

    เรื่องการทำ turnover เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความรู้สึกพอสมควร โดยเฉพาะคนที่เคยได้กำไรเยอะๆจากการrun trend มาก่อน ถึงแม้เราจะเคยอ่านเจอในหนังสือว่า การหาหุ้นที่ขึ้น 10% ง่ายกว่าการหาหุ้นที่ขึ้น 100% และเราสามารถใช้การ compound ผลตอบแทนของหุ้นที่ขึ้น 10% หลายๆตัวเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 100% ได้

    แต่ในหัวของคนที่เคย run trend จะมองเสมอว่าเรื่องการ compund แบบนี้ยุ่งยากและเป็นไปไม่ได้

    ดังนั้นเราอาจต้องลองแบ่ง port มาทดลองใช้วิธีนี้ดู การที่เราทำได้ครั้งนึงเราจะเห็นภาพว่า บางครั้งการ turnover ก็ช่วยสร้างผลตอบแทนได้ดีไม่แพ้กัน และยังช่วยให้เราทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่เราหาหุ้นที่เป็น big winner ไม่ได้

    3. การสร้างสภาพร่างกายและจิตใจให้เหมาะสมกับการเทรด
    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมองข้ามมากที่สุด เราคิดว่าความเก่งของเราเมื่อถูกสร้างมาแล้วจะอยู่ติดตัวเราตลอดไป แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีบางสิ่งมากระทบร่างกายหรือจิตใจของเรามันจะส่งผลต่อการเทรดของเรามากๆ

    เช่น ปกติแล้วเราอาจเป็นคนที่ใจเย็น conservative และสามารถปฏิบัติตามกฎได้ดี แต่เมื่อมีสถานการณ์ที่เราต้องรีบใช้เงินจำนวนมาก เช่น มีคนในบ้านเจ็บป่วย หรือต้องซ่อมแซมบ้านอย่างเร่งด่วน เรื่องพวกนี้จะมีอิทธิพลต่อจิตใจของเราอย่างมาก ทำให้เราเร่งจังหวะเพื่อต้องการหาเงินเร็วๆ หรือละเลยกฎบางอย่างเพื่อที่จะได้ซื้อหุ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วเรามักจะได้ผลตอบแทนที่แย่กว่าเดิมมาก

    ในเรื่องร่างกายก็เช่นกัน การที่เราไม่ได้รักษาร่างกายให้เหมาะสมกับการเทรดอยู่เสมอก็มีผลกระทบต่อการเทรดของเราเช่นกัน เช่น การที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีอาการเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราขาดความ focus ในการเทรด และมีการตัดสินใจในการเทรดที่แย่ลง

    ดังนั้นเราจึงควรสร้างสภาพร่างกายและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมในการเทรดอยู่เสมอ หรือเราอาจต้องเลือกที่จะหยุดเทรดชั่วคราวเมื่อเราไม่พร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ

    3 เรื่องนี้สำหรับผมแล้วเป็นเหมือนกับผีในตลาดหุ้น ซึ่งถ้าไม่เจอกับตัวยากที่จะเข้าใจ โดยเฉพาะข้อที่3ซึ่งเราจะไม่เคยเจอเลยเมื่อเราอายุยังน้อย แต่จะมาอย่างไม่ตั้งตัวเมื่อเราอายุเยอะขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนานโดยที่พอร์ตไม่เสียหายและได้ผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอครับ

  • #19 วิธีการเลือกหุ้นผู้นำในตลาดหมี – โดย mark minervini แชมป์ U.S. Investing 2 สมัย

    #19 วิธีการเลือกหุ้นผู้นำในตลาดหมี – โดย mark minervini แชมป์ U.S. Investing 2 สมัย

    บทความนี้ผมสรุปจากvideo How to Spot Leading Stocks in a Bear Market with 2-time U.S. Investing Champion Mark Minervini ครับ สามารถเข้าไปชมกันแบบเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=S0BaW2_PxwY

    หลายคนบอกว่าการจะหาหุ้นนำตลาดได้ต้องรอให้ตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นก่อน แต่จริงๆแล้วหุ้นจำนวนมากจะเริ่ม set up ก่อนที่ตลาดจะทำจุดต่ำสุด

    96% ของหุ้นนำตลาดจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อตลาดเป็นขาลง การฟอร์มตัวของหุ้นในช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีและเป็นช่วงเวลาที่ง่ายที่สุดในการหาหุ้นนำตลาด

    เราต้องทำการบ้านตอนตลาดเป็นขาลงเพื่อที่จะสามารถทำกำไรเมื่อตลาดกลับมาเป็นขาขึ้น

    Markมีจุดสังเกต 3 จุด เพื่อที่จะหาหุ้นนำตลาดพวกนี้ 3 จุดนี้เรียกว่า
    1. Predictive
    2. Coincident
    3. Confirming

    —————————————————————————————————————————–

    1. Predictive เมื่อเทียบกับindex หุ้นนำตลาดจะเริ่มฟอร์มตัวเป็น VCP และ breakout ในขณะที่ตลาดเป็นขาลง หุ้นที่ breakout ในช่วงนี้จะแข็งกว่าตลาดมาก เหมือนกับลูกยางที่กระเด้งบนพื้น

    ตรงpredictiveเราอาจจะกลัวมากแต่ก็ต้องกัดฟันซื้อ

    —————————————————————————————————————————–

    2. Coincident ตรงจุดนี้เรามักเจอ follow through day พร้อมกับindexที่ขึ้นมาจาก low ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมากถ้าเราเจอหุ้นที่ breakout ขึ้นมาพร้อม follow through day

    —————————————————————————————————————————–

    3. Confirming เป็นช่วงเวลาของหุ้นที่ตามตลาด breakout ขึ้นมา จุดนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่indexกลับขึ้นมาซักพัก จะเจอหุ้นทำ VCP + breakoutเยอะมาก

    เรามองหาอะไรในตลาดขาลง

    1. หุ้นที่ลงต่ำกว่าตลาด ถ้ายืนอยู่ยิ่งใกล้ 52WH ยิ่งดี หรือถ้าลงต้องลงไม่เกิน 25% จาก 52WH
    2. หุ้นที่ทำ base และอยู่ใน long-term uptrend
    3. หุ้นที่มีการเด้งแรงตอนตลาดกำลังลง
    4. หุ้น IPO ที่ breakout ออกจาก base
    5. ภาวะที่ตลาดมีโอกาสที่จะกลับตัว ให้สังเกตดูว่าจะมีปริมาณหุ้นที่พักตัวทำ base และพร้อม breakout เพิ่มขึ้นมาก

    Monitor the new high list in the bear market

    —————————————————————————————————————————–

    Look for the sore thumbs

    หุ้นนำตลาดจะสวนตลาดคือทำ new high ระหว่างที่ตลาดทำnew low แสดงถึงความแข็งแกร่งของหุ้น หุ้นพวกนี้จะแข็งแกร่งมาก โดยที่จะพยายามยืนเหมือ 50MA

    —————————————————————————————————————————–

    Look for the fast rebound

    หุ้นนำตลาดอาจทนแรงขายในตลาดขาลงไม่ไหว บางทีอาจจะหลุดกรอบหรือทำ new low เลยก็ได้ แต่หุ้นนำตลาดจะกลับมาทำ new high ด้วยความรวดเร็ว

    ยิ่งกลับมา new highได้เร็วยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่ง บางตัวใช้เวลาแค่ 10 วัน ก็กลับมาทำ new high ได้

    —————————————————————————————————————————–

    The lead and rest

    บางครั้งพฤติกรรมของหุ้นนำตลาดก็อาจทำให้เราอึดอัด เช่น ในตอนที่ตลาดเป็นขาลงหุ้นนำตลาดจะวิ่งขึ้นสวนตลาด จากนั้นก็พักตัว ระหว่างนั้นหุ้นตัวอื่นๆจะเริ่ม breakout ขึ้นมาบ้าง แต่หุ้นตัวนี้กลับออกข้าง ทำให้เราเข้าใจผิดว่ามันจบรอบแล้ว และอาจขายทิ้ง(ในกรณีที่เราถืออยู่)

    แต่ความจริงแล้วเราต้องถือหรือเฝ้ามันต่อเพื่อรอให้มันไป ที่มันพักเป็นเพราะมันวิ่งนำออกมาก่อน และแสดงความแข็งแกร่งออกมาก่อนหุ้นตัวอื่น

    —————————————————————————————————————————–

    The failure Reset

    หุ้นทำ base มาดีๆตอนตลาดเป็นขาลง สุดท้ายยืนไม่อยู่ แบบนี้เราก็ต้องเฝ้าต่อว่าหุ้นสามารถกลับมาทำ base ได้มั้ย อย่าเพิ่งเอาออกจาก watchlist เร็วเกินไป บางครั้งหุ้นก็สามารถกลับมาทำ base และ breakout ได้

    สัญญาณกลับตัวของตลาดที่เราอยากเห็น

    1. มีปริมาณหุ้นทำ base และพร้อมจะ breakout เพิ่มมากขึ้น
    2. เริ่มสามารถทำกำไรได้จากการเทรด
    3. มีสัญญาณการเก็บหุ้น

    สัญญาณของตลาดที่เราไม่อยากเห็น

    1. มีปริมาณหุ้นทำ base และพร้อมจะ breakout ลดลง
    2. เวลาเทรดมีการขาดทุนติดๆกัน
    3. มีสัญญาณการกระจายของ

  • #18 Volume and Float

    #18 Volume and Float

    สัญญาณที่เห็นได้ง่ายที่สุดในการมองหาหุ้นที่กำลังจะขึ้นก็คือ
    1. แท่งเทียนราคา
    2. แท่งปริมาณการซื้อขาย

    หุ้นจะขึ้นได้แท่งเทียนราคาต้องขี้นมาอย่างแข็งแกร่ง และตามด้วยvolumeการซื้อขายมหาศาล เพราะ volume การซื้อขายเป็นตัวยืนยันว่ามี demand ในหุ้นตัวนี้จริง

    ปัญหาคือเราจะรู้ได้ยังไงว่า volume ขนาดไหนถึงเรียกว่าน่าสนใจ

    นั่นทำให้เรามีสิ่งที่ต้องเข้าใจร่วมกันเรียกว่า float

    Float ตัวนี้ไม่ใช่ free float ที่บอกสภาพคล่องของหุ้น
    Float หมายถึงปริมาณ volume ในแท่งนั้นๆเมื่อเทียบกับปริมาณ volume สูงสุดในรอบ 200 วัน

    เช่น volume สูงสุดในรอบ 200 วัน = 1 ล้าน volume วันนี้ = 5 แสน
    แปลว่าแท่งวันนี้มี float = 50%

    Float เป็นสัญญาณบอกว่าหุ้นตัวนั้นมีความต้องการขนาดไหน ยิ่ง float สูงยิ่งมีความต้องการมาก

    เราต้องมองหาหุ้นที่มี float ระดับ 100% ขึ้นไปเพื่อเอามาอยู่ใน watchlist ของเรา

    Float และ Overhead supply มีความสัมพันธ์ต่อกันคือ

    ถ้า volume ในรอบ 200 วัน (52สัปดาห์) แห้งมากและเกิด float ระดับ 100% นั่นหมายถึงว่า Overhead supply ในรอบ 200 วันนั้นแทบไม่มีแล้ว

    และ volume ที่เข้ามาจะเป็นตัวจุดระเบิดราคาหุ้น

    จะเห็นได้ว่า Float ระดับ 100 เป็นตัวทำให้เราเห็นสัญญาณว่า IMH เข้าข่ายหุ้นที่จะวิ่งแรง

    ดังนั้นเราต้องจับ IMH เข้ามาใน watchlist เพื่อรอเข้าซื้อหลังหุ้นพักตัว

    บางคนอาจจะมีคำถามว่า ทำไมเราถึงไม่ซื้อหุ้นก่อนที่จะมีfloatระดับ100%+

    จริงๆเรื่องนี้ก็อาจจะทำได้ถ้าคุณมีความเข้าใจในstageต่างๆของหุ้นแล้ว float ระดับ 30% หรือ 50% ในบางบริบทก็อาจเป็นสัญญาณที่ทำให้เราเข้าไปติดตามได้

    เช่น เกิด float 30% หลังจากที่เกิด float 100% และวิ่งมาซักพักแล้ว

    แต่ในขั้นเริ่มต้น float ระดับ 100%+ เป็นสัญญาณที่ชัดที่สุด เข้าใจง่ายที่สุดที่จะทำให้เราได้เห็น winner stock เพราะการเกิด float100% หมายถึงในรอบ 200 วันที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจหุ้นตัวนี้เลย

    การถูกจุดพลุขึ้นมาด้วย float100% จึงเป็นจุดที่บอกว่าหุ้นตัวนี้กำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

    ที่สำคัญก็คือ ยิ่งfloatสูงเท่าไหร่การพักตัวของหุ้นที่ตามมาก็มักจะสั้นขึ้นเท่านั้น นั่นทำให้เราไม่ต้องใช้พลังงานในการติดตามมาก

    Watchlist ที่มีแต่หุ้น float100%+จะเป็น watchlist ที่มีคุณภาพมาก เพราะทุกตัวพร้อมที่จะขึ้น ทำให้เรามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นตามไปด้วย

  • #17 การมองอดีตบางครั้งเราต้องมองให้รอบด้าน

    #17 การมองอดีตบางครั้งเราต้องมองให้รอบด้าน

    เราอาจคิดได้ว่าตอนวิกฤติ หุ้นa b c อยู่ราคาเท่านั้นเท่านี้ ถ้าซื้อราคานั้น ตอนนี้จะเป็นยังไง

    ในมุมนึงมันก็เป็นการฝึกให้มองโอกาสในวิกฤติ ถ้าเรามองขาดเราก็ได้กำไรมหาศาล

    แต่2จุดที่เราต้องไม่ลืมมองในการมองอดีตคือ

    1.จุดซื้อจริงๆแสดงที่ตรงไหน
    หุ้น a ลงจาก 10 บาทมา 5 บาท ตรง 5 บาทแสดงจุดซื้อมั้ย

    หรือจุดซื้อมันไปแสดงตรงหุ้นกลับตัวไปซักพักแล้วตรง 8 บาท ถ้าเราซื้อตรง5บาทมันคุ้มค่าความเสี่ยงมั้ย

    2. จุดยอมของเราอยู่ตรงไหน
    ถ้าหุ้น a ลงจาก 10 บาทมา 5 บาท แล้วเราทำการเข้าซื้อ

    หลังจากนั้นหุ้นลงต่อจาก 5 เป็น 4 3 2 1 ตรงจุดไหนคือจุดที่เราต้องยอม หรือถ้าอยู่ตรง 5 บาทไปอีก 2 ปีเราทนได้มั้ย

    การมองหา low จากอดีตเป็นเรื่องง่าย บางครั้งเราก็อาจได้เงินจากการซื้อที่ low แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราทำซ้ำได้มั้ย หรือรอบนั้นเราแค่โชคดีที่รอด

    หุ้นดีอาจกลับมาหลังวิกฤติได้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าจะกลับมาวันไหนหรือกลับมาหลังจากลงต่อไปอีกเท่าไหร่

  • #16 วิธีการดู market direction ด้วย distribution day และ follow through day

    #16 วิธีการดู market direction ด้วย distribution day และ follow through day

    สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเราควรเพิ่ม – ลด หรือถือเงินสดไว้เฉยๆ คือทิศทางของตลาด

    ทิศทางของตลาดแบ่งเป็น3แบบง่ายๆคือ
    1.uptrend
    2.sideway
    3.downtrend

    เบื้องต้นเราอาจแบ่งตลาดแบบง่ายๆด้วยเส้น 200 วัน คือ
    1. uptrend เมื่อ SET อยู่เหนือเส้น 200 วัน
    2. downtrend เมื่อ SET อยู่ใต้เส้น 200 วัน

    แต่ความยากคือ ก่อนที่ SET จะขึ้นไปอยู่ uptrend หรือลงมาอยู่ downtrend นั้น มีสัญญาณอะไรเป็นตัวบอกให้เราลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดมากขึ้น หรืออะไรเป็นสัญญาณให้เราเริ่มซื้อหุ้นเมื่อ SET จบขาลง

    คำตอบคือ Distribution Day (DD) และ Follow Through Day (FTD) นั่นเอง

    DD เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ตลาดกำลังมีแรงขายต่อเนื่อง และกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง

    โดย Distribution Day คือวันที่ SET ปรับตัวลดลงมากกว่า 0.2% และมี Volume การซื้อขายมากกว่าแท่งก่อนหน้า

    ในสภาพตลาดที่ดีไม่ควรมี DD 5-6 วัน ในรอบ 25 วัน

    จริงๆแล้วถ้าเริ่มมี DD 3-4 วัน เราต้องเริ่มพิจารณาหยุดซื้อ หรือเก็บกำไรตัวที่บวกน้อยๆพร้อมเลื่อน SL แล้ว

    แต่ DD นั้นสามารถถูกล้างได้ด้วย FTD และ FTD จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสัญญาณบวกของตลาด

    โดย Follow Through Day คือวันที่ SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% และมี Volume การซื้อขายมากกว่าแท่งก่อนหน้า

    หลังจาก SET หยุดลงและเริ่มออกข้างแล้ว ให้เราสังเกตการเกิด FTD เพื่อเริ่มซื้อหุ้นเข้า port

    ทั้ง DD และ FTD ไม่ใช่สัญญาณที่แม่นยำ100% แต่เป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะตลาด ซึ่งเราสามารถเอาไปปรับใช้เพื่อรักษาสมดุลของ risk ใน port ให้เหมาะสม

  • #15 หุ้นลงเพราะ Sell on fact หรือ งบดีไม่พอ?

    #15 หุ้นลงเพราะ Sell on fact หรือ งบดีไม่พอ?

    วันนี้น่าจะเป็นวันสุดท้ายของการประกาศงบ ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่งบค่อยๆออกเราจะเห็นความผันผวนของหุ้นรายตัวมาก

    คือตัว SET อาจจะดูดี ยืนเหนือเส้น 200d กลับเข้ามาสู่ uptrend แต่หุ้น size กลาง-เล็กสวิงมาก

    โดยเฉพาะหลังประกาศงบออกมาแล้วผลปรากฎว่างบโต YoY สูงมาก ทำให้คนเกิดการไล่ซื้อหุ้นขึ้นไป แต่สุดท้ายกลับโดนตบลงมา หรือหลายตัวไม่แม้แต่จะมีแรงวิ่งขึ้นแต่กลับร่วงลงมาหลายเปอร์เซ็นต์ทั้งๆที่งบโต

    หลายคนเลยตั้งข้อสงสัย และบอกว่านี่คือการ sell on fact

    แต่ถ้าเราค้นดูจริงๆแล้วมันอาจไม่ใช่อย่างนั้น ปกติแล้วตลาดทำหน้าที่ของมันได้ถูกต้องเสมอ การที่หุ้นถูกเทขายในวันที่งบออกเราต้องมาดูที่เนื้อในของมัน

    เพราะหุ้นไม่ได้ขึ้นตามงบที่โต แต่เป็นการขึ้นเมื่องบดีกว่าความคาดหวังของคน

    เช่น งบโต 100% แต่ก่อนหน้านี้คนคาดการณ์ว่างบจะโต 120% แบบนี้หุ้นก็มีแนวโน้มที่จะถูกเทขาย เพราะโตต่ำกว่าความคาดหวัง

    แต่กลับกันถ้าหุ้นโต 10% แต่ก่อนงบออกมีการคาดการณ์กำไรที่ -20% แบบนี้ก็มีโอกาสที่หุ้นจะขึ้น

    ผมได้ลองlistว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่เราควรดูเมื่องบออก เพื่อที่จะได้ไม่เจอกับการหลอกให้ซื้อแต่หุ้นลง

    1. งบโต แต่ไม่ได้โตตามที่คาด
    อันนี้ก็ตามที่ยกตัวอย่างไว้ในตอนแรก เราต้องรู้ก่อนว่าตลาดคาดหวังกำไร Q นี้เท่าไหร่ อาจลองศึกษาเพิ่มเติมจาก research

    2. โตจากกำไรพิเศษ
    การโตจากกำไรพิเศษก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หุ้นลง โดยเฉพาะกำไรพิเศษที่ไม่สามารถปันผลออกมาได้ เช่น เงินประกันอัคคีภัย

    แต่ถ้ากำไรพิเศษเยอะมากและสามารถปันผลออกมาได้ ตรงจุดนี้ก็จะสามารถเป็น story ที่ผลักดันราคาหุ้นให้ขึ้นไปได้

    3. โตจากฐานปีก่อนที่ต่ำ
    ถ้าเรามองแค่ตัวเลขอาจเห็นว่ากำไรโตจากปีก่อนเยอะ แต่จริงๆปีก่อนมีฐานที่ต่ำ และปีนี้กำไรโตแต่ไม่เยอะมากพอเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนหน้า เช่น

    Q1 65 กำไร 20ล้าน
    Q1 64 กำไร 10ล้าน
    Q1 63 กำไร 20ล้าน

    จะเห็นได้ว่ากำไรโตจากปี 64 100% YoY แต่เมื่อเทียบกับปี 63 กำไรไม่ได้โตขึ้นเลย แบบนี้ก็เป็นสาเหตุให้หุ้นลงได้

    4. กำไรไม่โต QoQ
    ข้อนี้คล้ายๆกับข้อก่อน แต่ภาพกำไรจะเป็นประมาณนี้
    Q1 65 กำไร 30 ล้าน
    Q2 65 กำไร 20 ล้าน Q2 64 กำไร 10ล้าน

    จะเห็นได้ว่ากำไรโต 100% YoY แต่ลดลง QoQ

    ในกรณีนี้ถ้าหุ้นมี seasonal ที่ชัดเจนว่า Q2 เป็น Q ที่กำไร drop เป็นปกติอยู่แล้วก็ถือว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าเป็นหุ้นที่กำไรเติบโตเรื่อยๆแบบ QoQ งบแบบนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายและอาจถูกเทขายได้

    5. กำไรกด PE ไม่ลง
    คือกำไรโตจริง แต่ PE ก็สูงมาหลาย Q แล้ว จนเข้าเกณฑ์ CB หรือมีแนวโน้มว่า Q นี้จะมีกำไรดีเป็น Q สุดท้าย แบบนี้กำไรที่โตมาก็ไม่มีประโยชน์

    6. บริษัทกำไรไม่สม่ำเสมอ คาดเดายาก
    กำไรออกมาโตเท่าไหร่ก็ดูไม่ดีถ้าเราคาดเดากำไรบริษัทไม่ได้ คือถ้าไปดูย้อนหลังกำไรมาๆหายๆ แบบนี้อาจต้องรอให้บริษัทพิสูจน์ตัวเองให้โตต่อเนื่องอีกหลายๆ Q ถึงจะวิ่งแรงได้

    7. เป็นหุ้น Commodity
    ถ้าเป็นหุ้น Commo กำไรที่ออกมาก็ถือว่าเป็นอดีต ให้ดูราคาสินค้าในปัจจุบันเป็นหลักดีกว่า เพราะกำไรมักจะประกาศ peak ตามหลังราคาสินค้า

    อย่างหุ้นฟิล์มหรือหุ้นเรือ ให้เรามองที่ราคา sprade เม็ดพลาสติกหรือค่าระวางเรือเป็นหลัก ส่วนกำไรให้ดูว่าบริษัทสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากราคาสินค้าขาขึ้นได้หรือไม่

    และเลือกขายหุ้นตอนราคาสินค้า peak จะเป็นจุดที่ดีที่สุด เพราะกำไรสำหรับหุ้น commo ตามหลังราคาสินค้าเสมอ

    8. กำไรบางเกินไป
    หุ้นประกาศกำไรโต 1000% แต่โตจาก 1ล้านไป10ล้าน แบบนี้ก็เป็นกำไรที่น้อยเกินไป โดยมากจะเป็นพวกบริษัทที่มี mcap เล็ก และมีรายได้ที่น้อย

    กำไรที่บางขนาดนี้จะส่งผลให้คาดเดากำไร Q ต่อๆไปได้ยาก เพราะรายได้เปลี่ยนนิดเดียวก็ส่งผลต่อกำไรมหาศาล

    9. รายได้ไม่โต
    เป็นการโตของกำไรที่เกิดจากการปรับตัวของ GPM

    ในกรณีนี้ถ้าเป็นการปรับ GPM จาก business model ของบริษัทถือว่ารับได้ แต่ถ้าเป็นการปรับตัวกีขึ้นของ GPM จากราคาต้นทุนที่ลดลงชั่วคราว แบบนี้ตลาดก็ไม่ค่อยให้น้ำหนักกับกำไรที่เพิ่มขึ้น

  • #12 ทำไมหุ้นรับเหมาถึงมี PE มากกว่าหุ้นอสังหา

    #12 ทำไมหุ้นรับเหมาถึงมี PE มากกว่าหุ้นอสังหา

    ในการลงทุนนั้นมี 2 อุตสาหกรรมที่ถูกเปรียบเทียบกันเสมอคือรับเหมาก่อสร้างและอสังหา (developer) เพราะภาพที่เรามองเห็นโดยมากจะเป็นว่า หุ้นรับเหมาก่อสร้างเป็นหุ้นที่มีกำไรและ margin ไม่แน่นอนรวมทั้งเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมี brand ส่วนหุ้นอสังหานั้นมีอัตรากำไรที่มากกว่า margin เสถียรกว่า และมี brand

    แต่พอมาดูในตลาดจะเห็นว่าหุ้นอสังหาจะมี PE ประมาณ 5-8 ส่วนหุ้นหรับเหมากลับมี PE 12-15 ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วไป

    แต่ตลาดมีเหตุผลเสมอ PE ที่ตลาดให้ไม่เคยมามั่วๆ

    ถ้าเรามาถอดชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมดูจะเห็นได้ว่า บริษัทรับเหมามีความแน่นอนของรายได้และกระแสเงินสดมากกว่า developer

    เพราะธุรกิจรับเหมานั้นรับรู้รายได้ตามความสำเร็จของงาน เมื่องานส่วนนั้นๆเสร็จ ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินแน่นอนไม่ต้องลุ้นอะไร(ยกเว้นโดนชักดาบ)

    ดังนั้นสิ่งที่ผู้รับเหมาต้องทำคือควบคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ ซึ่งถ้ารูปแบบของงานและสถานที่ก่อสร้างอยู่ในพื้นที่คุณเคย บริษัทรับเหมาแทบจะรู้กำไรของตัวเองตั้งแต่ก่อนก่อสร้างแล้ว

    นอกจากนี้ PE ของธุรกิจรับเหมาก็ต่างกันไปเล็กๆน้อยตามลักษณะงานและความแน่นอนของรายได้ด้วย เช่น บริษัทที่ทำงานฐานรากหรือเสาเข็ม ก็มีความแน่นอนของรายได้และกำไรมากกว่าบริษัทรับเหมาที่รับงานสถาปัตย์ตกแต่ง

    เพราะงานฐานรากเป็นงานที่ต้องทำส่วนแรกของโครงการ เป็นช่วงที่ dev กำลังมีเงิน และเป็นส่วรสำคัญ ถ้าไม่จบงานฐานรากก็ไปทำส่วนต่อไปไม่ได้ และงานฐานรากยังมีรายละเอียดเรื่องความสวยงามน้อย ขอแค่ทำถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรมก็ถือว่าผ่าน

    ดังนั้นกำไรของแต่ละโครงการก็จะใกล้ๆกัน

    ส่วนบริษัทรับเหมาที่ทำพวกงานตกแต่งมากก็จะเป็นงานส่วนปลายน้ำและมีรายละเอียดมากกว่า ต้องการช่างที่มีฝีมือมากกว่า ควบคุมงานยากกว่า ก็มีโอกาสที่ margin ผันผวนมากกว่า

    อีกเรื่องที่บริษัทรับเหมาชอบพลาดก็คือไปรับงานที่ไม่ถนัดหรือไม่เคยทำ เช่น ในอดีตมีบริษัททำเกี่ยวกับเหล็กไปรับงานรับเหมาปรับปรุงสนามบิน สุดท้ายด้วยความไม่ชำนาญทำให้งานนั้นต้องขาดทุน

    ตัดมาที่บริษัทอสังหา ดูผ่านๆเหมือนจะมีmarginที่มากกว่าและมี brand แต่พอมองให้ลึกลงไปbrandมีผลค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับทำเล โดยรวมถ้าเป็น developer ที่มีชื่อเสียงพอๆกันในทำเลเดียวกัน ลูกค้าก็มักจะเลือกที่ทำเลและแบบมากกว่า

    กิจการทั้ง 2 แบบมี backlog เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือคุณภาพของ backlog เพราะในธุรกิจอสังหาการรับรู้รายได้เกิดขึ้นเมื่อโอน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสามารถทางการเงินของลูกค้าและนโยบายของธนาคาร ดังนั้น backlog ที่เห็นเยอะๆสุดท้ายอาจจะโอนได้แค่ 50%

    ตลาดให้ความสำคัญกับความแน่นอนของรายได้มากกว่า ดังนั้น นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม PE ของหุ้นอสังหาถึงต่ำกว่าหุ้นรับเหมาครับ

  • #11 วิธีบันทึกการเทรดเชิงพื้นฐาน

    #11 วิธีบันทึกการเทรดเชิงพื้นฐาน

    ในบรรดากิจกรรมทั้งหมดที่นักลงทุนควรทำเพื่อพัฒนาตัวเองการบันทึกการเทรดคือสิ่งที่ควรทำมากที่สุดแต่กลับเป็นกิจกรรมที่ถูกทำน้อยที่สุด และยิ่งน้อยลงไปอีกถ้าเป็นสาย fundamental

    คือถ้าเป็นสายtraderนี่แทบจะถูกบังคับให้บันทึกการเทรดโดยอัตโนมัติอยู่แล้วเพื่อพัฒนาจุดซื้อ – ขาย แถมยังมีเครื่องมือช่วยจดเยอะมากๆทำให้จดบันทึกได้ง่าย

    แต่พอมาเป็นการจดบันทึกเชิงfundamentalแล้วมันไม่มีอะไรsupportเลย ทั้งหมดต้องเริ่มต้นด้วยตัวเอง ยิ่งมือใหม่ยิ่งไม่รู้ว่าควรจะจดอะไรบ้างยิ่งไปกันใหญ่เลย ทั้งๆที่จริงๆแล้วการบันทึกการเทรดเชิงfundamentalนี่ควรทำสุดๆ เพราะพื้นฐานกิจการมีรายละเอียดมากการบันทึกจะช่วยให้เราไม่ลืม และสามารถtrackพัฒนาการของบริษัทได้ด้วยว่ามีตรงไหนเปลี่ยนแปลง

    การจดบันทึกจะแบ่งเป็น2ส่วนคือส่วนที่บันทึก fundamental + valuation ของบริษัท ผมชอบใช้ slide ของ google office จด เพราะเป็นการเก็บออนไลน์ เราสามารถเอามาทวนเมื่อไหร่ก็ได้ สมมุติคุยกับเพื่อนแล้วต้องการเช็คข้อมูลก็สามารถดูได้ทันที

    และส่วนที่ 2 คือ diaryประจำวัน ตรงนี้จะจดบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และ watchlist ผมใช้ wordpress ในการจด จริงๆก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะใส่รูปยาก อยากได้แบบลากไปวางเลยมากกว่า แต่หาอะไรแบบนั้นไม่เจอ wordpress เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผมตอนนี้

    หัวข้อในการจดบันทึกที่ผมจดอยู่ประจำมีประมาณนี้

    1. รายได้ – กำไร ย้อนหลัง 8 ไตรมาส
    ตรงนี้จริงๆจะดูผ่านefinanceหรือsetsmartเอาก็ได้ แต่ผมคิดว่าเก็บเอาไว้ในบันทึกของเราเองนั้นทวนได้ง่ายดี นอกจากนั้นเรายังสามารถเติมหมายเหตุเอาเองได้ด้วยว่าQไหนมีกำไรพิเศษ ขาดทุนจากอะไรเป็นพิเศษ หรือปีนั้นๆมีเหตุการอะไรพิเศษ แบบนี้เราก็จะเห็นภาพของบริษัทชัดขึ้นว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น

    2. กำไรขั้นต้นและ SGA
    ผมจดกำไรขั้นต้นและSGAไว้เพราะอยยากเห็นภาพว่าบริษัทมีการควบคุมต้นทุนได้ดีแค่ไหน มีพัฒนาการหรือไม่ และเวลาที่รายได้เติบโตส่งผลกระทบกับGPM SGAขนาดไหน

    3. BOI
    ในกรณีที่เป็นโรงงานผมมักจะจดว่าBOIที่ได้หมดปีไหน จะต่อยังไง ต่อได้หรือไม่ เพราะตรงนี้ก็กระทบกำไรพอสมควร

    4. สัดส่วนรายได้
    สัดส่วนรายได้เป็นตัวทำให้เราเห็นภาพธุรกิจได้ชัดว่าตอนนี้รายได้มาจากไหนเป็นหลัก product ไหน ขายในหรือนอกประเทศมากกว่า

    5. ข่าวจากผู้บริหาร
    อันนี้น่าจดสุดๆ เพราะเป็นตัวบอกว่าผู้บริหารให้ข่าวตรงตามจริงแค่ไหน พลาดเป้าบ่อยมั้ย หรือเป็นคนชอบให้เป้าต่ำแต่ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ให้ไว้

    6. valuation
    ข้อนี้ต้องจดละเอียดกว่ากำไรที่เราคิดมาจากไหน เหตุผลอะไร PEที่ให้มาจากไหน ทำไมควรได้เท่านี้ ตรงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้เราพัฒนาได้มากที่สุด เพราะเมื่อเรามาดูอีกครั้ง เราจะรู้ได้ว่ากำไรที่เคยให้ไปนั้นสมเหตุผลหรือเปล่า ให้ PE มากไปหรือน้อยไป

    7. วันที่ซื้อ ราคาที่ซื้อ จุดซื้อ อารมณ์ตอนซื้อ
    ทั้งหมดจะสรุปอยู่ในนี้ ไม่ว่าเราจะvaluationได้ดีขนาดไหนแต่สุดท้ายตอนซื้อเราไม้ได้ซื้อในเขตราคาที่เราควรซื้อก็ไม่มีประโยชน์ การระบุวันซื้อ จุดซื้อ จะทำให้เราเห็นว่าเราซื้อในราคาที่มี margin of safety หรือไม่

    ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราแก้ไขจุดอ่อน และพัฒนาการวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นของเราครับ