dana galante และ ahmet okmus ซึ่งเป็นmarket wizard ที่เน้นไปในแนวทางการshortหุ้น มีเกณฑ์ใหการเลือกหุ้นที่จะshortที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะข้อสังเกตของ dana galante ในการ short หุ้นด้วยการใช้ relative strength
dana galante ให้ข้อสังเกตว่า ในตอนแรกกองทุนที่เธอทำงานอยู่ใช้วิธีการlongหุ้นที่มีค่าRSสูง และshortหุ้นที่มีRSต่ำ ซึ่งดูเผินๆแล้วน่าจะได้ผล เพราะหุ้นที่RSต่ำนั้นจะมีลักษณะlaggard
ahmet okmus นั้นนอกจากมองปัจจัยที่บริษัทจะเกิดการลดลงของกำไรและราคาหุ้นที่วิ่งจนแพงมากๆแล้ว เขายังมองหาตัวเร่งที่จะทำให้กำไรลดลง หรือทำให้ตลาดเกินการปรับPEด้วย
แต่ความอ็ดอัดที่เราต้องเจอในโลกของการลงทุนยุคใหม่ คือเราต้องเจอกับข้อเปรียบเทียบในโลก social ที่ยังเห็นบางคนสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่ port ของเราลดต่ำลง
โดยปกติแล้วก่skที่เราจะเสี่ยงในแต่ละ position ไม่ควรเกิน 1.5% port ดังนั้นการ All-in หุ้นตัวเดียวโดยไม่ถัวเฉลี่ยขาขึ้นจะทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงสูงมาก และเมื่อหุ้นลงก็จะเกิดความไม่อยากขายหุ้นเพราะทนเห็นตัวเลขติดลบไม่ได้
หนึ่งในวิธีการที่ชอบทำกันคือยืด SL ให้กว้างขึ้น เพราะในตลาด hard penny เราจะโดนs hake out อยู่เสมอ และจะสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้นเมื่อหุ้น shake out แล้ววิ่งไปไกล
ผมดูสัมภาษณ์ Tom Canfield ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มานานกว่า 20 ปี ประวัติของเขาน่าสนใจมาดเลยสรุปมาให้อ่านกันครับ
Tom Canfleld เริ่มเป็นtraderตั้งแต่ปี19999 ปู่ของเขาเป็น stockbroker จบจาก business school เคยเป็น IB แล้วมาทำร้านอาหาร พอมีลูกก็เหนื่อยมากเพราะต้องดูแลทั้งร้านอาหารและลูกเหมือนทำงาน 24/7
สุดท้ายร้านอาหารเจ๊งเพราะไม่มีเวลาดูแล ตอนนั้นเขาหมดไฟเรื่องร้านอาหารแต่มีความสนใจเรื่อง trading มากกว่า เลยเป็น full time ด้วยสถานการณ์บังคับ และเป็นการเริ่มต้นโดยที่ไม่พร้อมด้วย
ประสบการณ์นี้น่ากลัวในตลาดคือหุ้น QLGC (**มีข้อมูลการเทรตวันสุดท้าย 15/8/2016 **winner stock) หุ้นประกาศผลกำไร แต่ tom ไม่รู้ว่ามันมีกำไร จริงๆคือเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ fundamental เลย ตอนนัน port ของเค้าโต 50,000 เป็น 80,000 USD
หลังจากหุ้นขึ้นมาซักพักเค้าทำการ short หุ้น ซึ่งมันไม่ใช่ แผนที่ Tom วางไว้ตั้งแต่ต้น เขา short เพิ่มไปเรื่อยๆจนคอมพิวเตอร์บอกว่า short เพิ่มไม่ได้แล้ว
เพราะการที่ full time trader มี equity curve ที่ผันผวนจะส่งผลต่อจิตใจมาก ทุกสิ่งทุกอย่างจะวิ่งเข้ามาในหัว เช่น จะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟยังไง เราเก่งพอมั้ย ฯลฯ Tom จะคัดเลือกหันเข้ามาอยู่ใน watchlist ประมาณ 30 และจะจะซื้อหุ้นที่อยู่ใน watchlist ของเขาเท่านั้น
ถ้าหากเขาไม่สามารถทำกำไรจากหุ้นพวกนี้ได้แปลว่า
1.ต้องปรับปรุง watchlist
2.ตลาดกำลังแย่
watchlist ของTom ไม่ได้ต้องการหุ้น big winner แต่ต้องการหุ้นที่วิ่ง
ได้มากพอ
Tom มี setup 3 รูปแบบ
1.hit and run ซึ่งเค้าเอามากจาก jeff cooper (หนังสือhit and run trading) วิธีการเทรดคือใช้ setup เดียวกับ timeframe day แต่เทรดใน timeframe 30 min และเมื่อเจอ setup ใน timeframe 30 min แล้ว เขาจะลงไปดูใน timeframe 10 min เพื่อหาจุดซื้อ
ปัญหาอีกอย่างที่tomเจอคือ เมื่อportโตขึ้นเขาไม่สามารถบริหาร Port ได้ดีเหมือนเดิม เพราะติดปัญหาเรื่อง posion size ที่ใหญ่จนกระทบต่อจิตใจ Tom แก้ปัญหานี้ด้วยการแยก account ออก เป็น 3 account เพื่อที่จะสามารถใช้ position size ที่จิตใจของเขารับได้
หุ้นที่ให้บทเรียนสำคัญกับ Tom อีกตัวคือ XIV (**มีข้อมูลการเทรดวันสุดท้าย 15/2/2018 **winner stock) ซึ่งเป็นหันที่แข็งกว้าตลาดและ Tom ได้เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ตามแผนที่วางไว้
Tom ไม่เห็นด้วยกับค่าว่าเราต้องเทรดด้วยความมั่นใจไม่ใช่ความกลัวเขาคิดว่าเราควรเทรดด้วยความกลัวนิดๆเหมือนการที่เราเดินอยู่ริมหน้าผา เพื่อที่จะระมัดระวัง การที่เราเทรดโดยไร้ความกลัวจะทำให้
Tom บอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้ทำบันทึกการเทรดอารมณ์ เขาเคยทำบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์ในช่วงแรกๆของการเทรด แต่ตอนนี้เขาใช้การทำสมาธิแทนซึ่งมันทำให้เขาสงบลง แต่เขาก็คิดว่าการทำบันทึก